Cognizant
จัดทำโดย
5220211001 น.ส.ขนิษฐา ประสิทธิ์กุลไพศาล
5220211023 นายวิศิษฏ์ เอี่ยมแสงชัยรัตน์
5220211025 น.ส.วรัษญา วรุณธารทิพย์
5220211029 น.ส.ณัฐกานต์ แก้วรัศมี
5220211035 นายวีรวุฒิ จูทะพันธ์
5220211039 นายหฤษฏ์ มหาเกียรติกุล
5220211041 นายทนัญชัย กิตติสกุลนาม
5220211084 นายเทอดธรรม ปัญญวิภาต
5220211094 นายวรรธนิธ สุวรรณรัตน์
บริษัท consult ที่รับบริการให้คำปรึกษาในด้านการเงินและในด้านไอทีและงานต่างๆที่บริษัทไม่สามารถทำเองได้ โดยบริษัทมีออฟฟิศใหญ่อยู่ที่ north America และมีบริษัทที่เป็นสาขาส่วนใหญ่อยู่ที่อินเดียและสาขาต่างๆกระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีพนักงานในส่วนของ back office ส่วนใหญ่อยู่ที่อินเดีย
Cognizant’ Timelines
1994 : เริ่มต้นโดยการเป็นสาขาทางด้านเทคโนโลยีของ The Dun & Bradstreet Corporation
1996 : เริ่มการให้บริการลูกค้าบุคคลที่สาม และการให้บริการในตลาดเฉพาะที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรม

1998 : กลายเป็น บริษัท ไอทีแรกที่มีการลงทุนในอินเดีย และเข้าจดทะเบียนใน NASDAQ

2002 : เป็นองค์กรแรกที่ได้รับการรับรอง enterprise-wide against mature industry-process certifications ได้แก่ P-CMM level 5, BS 7799, SEI-CMMi Level 5
2004 : เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผู้ให้บริการวิเคราะห์และให้คำปรึกษาสารสนเทศ ได้แก่ Gartner, Forrester, AMR และ IDC และได้เลื่อนอันดับหุ้นอยู่ใน NASDAQ 100 Index
2006 : เป็นองค์ทางด้านการให้บริการสารสนเทศที่เติบโตสูงสุด มียอดขายถึง 1 พันล้านดอลล่าภายในเวลา 12 ปี
2007 : เข้าซื้อบริษัท MarketRx, Inc ที่เป็นบริษัทชั้นนำทางด้าน provider of analytics and related software services to global life sciences companies
และมีรายได้เกินกว่า 2,000 ล้านดอลล่า
2008 : ลงนิตยสาร Fortune 1000
ให้บริการทางด้าน global systems-integration relationship with T-Systems
เปิดทำการศูนย์ nearshore delivery centers in Argentina and Hungary
และมีรายได้เกินกว่า 2,800 ล้านดอลล่า
2009 : ได้รับการจัดอันดับในนิตสาร fortune ให้เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความสนใจมากที่สุด และได้ถูกจัดอันดับอยู่ในหมวดของบริษัทอเมริกันที่มีผลประกอบการสูงสุด 50 อันดับ 3 ปีต่อเนื่อง
และนิตยสาร Forbes ได้จัดให้บริษัทอยู่ในกลุ่ม 25 อันดับที่มีการเติบโตสูงสุดในอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับ 6
2010 : ได้รับการจัดอันดับในนิตสาร fortune ให้เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ติดต่อกันเป็นปีที่สอง
Rapid Take-up
หลังจากเริ่มต้น Cognizant 2.0 ในเดือนตุลาคม 2007 ความสามารถใหม่ก็ได้ถูกเพิ่มเติมเข้าไปอย่างรวดเร็ว และ project team ก็ยอมรับ platform อย่างรวดเร็ว (ทดลองใช้โดยอาสาสมัคร) ช่วงกลางปี 2009 project ราวๆ 5000 projects ก็ได้ register ใน cognizant 2.0 มีคนมากกว่า 5 ล้านคนต่อเดือนเข้า view C2 “Project Delivery Domain” แหล่งข้อมูลปฐมภูมิสำหรับดูสารสนเทศของ project ใน cognizant 2.0 platform. ความพึงพอใจในโครงสร้าง process หรือ project, เทคโนโลยี ได้ถูกนำมาใช้อย่างรวดเร็วโดย project teams. ในเริ่มแรก blog และ forum ไม่สามารถนำมาใช้ได้ดีในระดับ project ใช้ได้ดีแค่ในระดับส่วนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในระดับองค์กรเท่านั้น เพื่อที่จะให้ address ของ project เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย Cognizant ได้ใช้สิ่งหนึ่งคล้าย Twitter “microblogs” (เรียกว่า Cweets จากคำว่า “Cognizant tweets”) ด้วยความคาดหวังว่า project team จะใช้มันได้อย่างได้ผลถึงแม้ว่าพนักงานของ Cognizant ดูเหมือนจะทำงานค่อนข้างง่าย Knowledge Management ใช้งานด้วยความสามารถที่ซับซ้อนมากขึ้น เค้าเสนอในที่ ประชุมอบรม (training)ของ onboard new employee และ new user . ผู้อบรมพบว่า พนักงาน Cognizant มีส่วนส่วมในการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับองค์ความรู้ อาทิเช่น forums,blogs และ wiki แต่เมื่อเจอ process structure ได้ให้คำแนะนำว่าไม่ค่อยคุ้นเคย พนักงานจะสะสวกสบายขึ้นในแนวความคิดนี้และการพัฒนา แต่เค้าไม่เคยมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์บอกเขาว่าควรทำอะไรต่อ ในระดับ project team บาง projects ใช้ projects side ดี บางทีใช้ knowledge side ของ C2 ดี แต่ใช้ได้ไม่ดีถ้าใช้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม project อื่นๆ ใช้ทั้งสองลักษณะของ C2 ประสิทธิภาพในการใช้งานของ platform เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
Knowledge Management Office สนับสนุนการแข่งขันในการใช้ Conizant 2.0 และเสนอพนักงานและ project ที่มีประสิทธิภาพในการใช้ platform ดีที่สุดทุกปี เป้าหมายที่ซ่อนอยู่ของรางวัลนั้นเพื่อให้ประสิทธิภาพขององค์กรที่ใช้ Cognizant

Cognizant 2.0
ในขณะที่ KM Appliance เคยประสบความสำเร็จในแง่ของการนำข้อมูลออนไลน์ที่เคยเก็บไว้มาใช้เป็นฐานข้อมูล และการนำเครื่องมือต่างๆ ที่สร้างความมีส่วนร่วม เช่น เว็บบล็อก และสารานุกรมออนไลน์ มาใช้ Cognizant เองก็เหมือนกับบริษัทอื่นๆที่ต้องต่อสู้กับประเด็นของการให้ความสำคัญต่อการกระจายฐานความรู้ของบริษัท ซึ่งเกี่ยวโยงกับการสนับสนุนบริษัทให้ก้าวไปให้ถึงเป้าหมายทางธุรกิจ ตามที่ Sukumar Rajagopal กล่าวไว้ว่า “เราทราบดีว่าวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและการใช้ฐานความรู้ของบริษัทเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ซึ่งเราเองก็ต้องการรวมมันให้เข้ากับกฎระเบียบของบริษัทซึ่งเน้นไปที่การดำเนินงานหลัก อย่างเท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้นำเราไปสู่การสร้าง Cognizant 2.0 ซึ่ง Rajashee Natarajan VP ในทีมของพวกเรา เป็นผู้ค้นพบความคิดนี้Frank ได้เคยบรรยายคุณลักษณะและเป้าหมายของ Cognizant 2.0 ไว้ดังนี้C2 คือการจัดการโปรแกรมคำสั่งและการสร้างรูปแบบการแบ่งปันความรู้สำหรับตัวบริษัท Cognizant เอง หรือแม้แต่ลูกค้าและผู้ขาย เราต้องการโปรแกรมในการให้ข้อมูลที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่
C2 ได้กำจัดขอบเขตในการทำงาน โดยทำให้เกิดความร่วมมือข้ามภูมิประเทศของทีมโปรเจคทั้งหลาย นอกจากนี้ C2 ยังทำให้เกิดการควบคุมคุณภาพในหน่วยย่อยๆ อย่างทันท่วงที เราสามารถสร้าง และควบคุม โครงการที่หลากหลายได้ในเวลาที่กำหนดไว้ โปรแกรมจะเข้าถึงองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานที่ได้รับ และแนะนำกระบวนการต่อไปในการทำ ท้ายสุด โปรแกรมช่วยให้เราได้รับมุมมองภาพรวม ของกิจกรรมหลัก และวัดโครงการทั้งหมด คุณลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมด ที่มีอยู่ใน C2 แหล่งจัดการความรู้ ที่เก็บเอกสารที่ได้สร้างเป็นโครงสร้างเอาไว้ และ เครื่องมือในการสร้างความร่วมมือ อย่าง เว็บบล็อก สารานุกรม และ กระทู้สนทนา ใน Cognizant 2.0 ได้ถูกใช้งานผ่าน KM Appliance มาแล้วก่อนหน้านี้ (โดยเรียกว่า Cognizant 2.0 KM Appliance) ซึ่งสิ่งที่ได้พัฒนาต่อมาคือ ชุดการแนะนำการดำเนินงาน และขั้นตอนการทำงานของแต่ละประเภทของงาน ซึ่ง บ.Cognizant ได้ทำไว้สำหรับลูกค้าและภายในองค์กรตนเอง มันจำเป็นที่ต้องสร้างลิ้งค์ระหว่าง ขั้นตอนการทำงาน และความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ ซึ่งพนักงานของบริษัทสามารถป้อนลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องผ่านการ แท็กหรือปักหมุดลิ้งค์ ที่บรรยายถึงเนื้อหาของลิ้งค์นั้นๆ ทั้งสองสามารถดังกล่าวทำให้เกิด just in time ขององค์ความรู้ผ่านโครงการของลูกค้า ซึ่งทำให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในกลางปี 2009 Cognizant ได้พัฒนา ขั้นตอนการทำงาน สำหรับสามบริการหลัก ได้แก่ การส่งระบบ การบริหารระบบ และการซ่อมบำรุงระบบ การสร้างกระบวนการดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของกลุ่มการออกแบบกระบวนการ ใน KMO งานของกลุ่มดังกล่าวถูกสร้างขึ้นง่ายกว่าเดิมเนื่องด้วยบริษัทเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวมานาน และเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆที่สำเร็จ สถานะระดับ ห้า ของ Capability Maturity Model
จากการวิเคราะห์ส่วนของเนื้อหาทั้งหมด ทางกลุ่มพบว่าสิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จได้ทั้งนี้เนื่องจาก การเลือกกำหนดรูปแบบของธุรกิจที่ดี และแตกต่างจากคู่แข่ง cognizant เป็นผู้ให้บริการที่เน้นตลาดในกลุ่มอเมริกาและยุโรป แต่มีสาขาในกลุ่มทวีปเหล่านี้น้อยมาก แต่เน้นการไปเปิดสาขาในพื้นที่ ที่มีทรัพยากรทางด้านบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถสูงและ มีต้นทุนที่ต่ำ เช่น ในอินเดีย เนื่องจากรูปแบบของธุรกิจเป็นการให้บริการคำปรึกษาดังนั้น จึงมีส่วนของ back office เป็นจำนวนมาก บริษัทต้องหาทางใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และบริษัทก็ได้เลือกพัฒนา cognizant 2.0 ที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานจากสาขาทุกแห่งเข้าด้วยกัน ลักษณะงานที่รับผิดชอบโดยกลุ่มคนเฉพาะต่อโครงการได้ถูกเปลี่ยนเป็นทุกคนต้องสามารถทำงานต่อกันได้ ซึ่งระบบนี้จะสำเร็จได้จะต้องอาศัยพนักงานที่คิด และทำ เหมือนๆกัน ดังนั้น cognizant 2.0 ก็ได้รวมเอาระบบการบริหารองค์ความรู้และเสริมสร้างความสัมพันธ์ของพนักงานในทุกระดับเข้าด้วยกัน และเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น cognizant ก็ได้ออกแบบโครงสร้างบริหารองค์ความรู้เพื่อกระจายความรู้และตรวจสอบงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นโดยมี Knowledge management officer เป็นควบคุมดูแล
Business model
1.Value proposition
1.1 Cognizant 2.0 คือ ระบบการจัดการในการไหลของข้อมูลการทำงาน ควบคุม สร้างช่องทางการส่งถ่ายข้อมูลจากจุดต่างๆ การติดต่อระหว่างที่ต่างๆทั่วโลกใช้ Web 2.0 ซึ่งมี Tools เช่น blogs, wikis, ซึ่งทำให้ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ทำงาน การทำงานสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์
1.2 ความรวดเร็วในการทำงาน เพราะการทำงานคนละประเทศทำให้เวลาในการทำงานไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นความได้เปรียบ เพราะสามารถทำงานต่อกันได้โดยไม่ต้องมีช่องว่างระหว่างเวลา เช่น ประเทศอเมริกากับไทย เวลาต่างกัน 12 ชั่วโมง จึงสามารถทำงานต่อเนื่องกันได้อย่างพอดี
1.3 ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะบริษัทจะเลือกเอาท์ซอร์ทในประเทศที่มีค่าแรงต่ำเช่น ในประเทศอินเดียจะมีค่าแรงต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ในขณะที่ความสามารถทางด้านไอทีสูงกว่า นอกจากนี้รายได้ส่วนใหญมาจากลูกค้าส่วนน้อย จากรายงานประจำปีพบว่า ลูกค้าห้าอันดับแรกของบริษัทสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของรายได้ประจำปี แต่ไม่ใช่ว่าลูกค้าเหล่านี้จะใช้บริการต่อกันทุกปี
1.4 ความเป็น Professional เพราะภายในมีจัดองค์กรในแนวดิ่งทำให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน Segment ของธุรกิจ ประกอบไปด้วย Financial service , communications , consumer goods , healthcare , information-media-entertainment , insurance , life sciences , manufacturing and logistics , retail , technology , Travel and hospitality
1.5 Two-in-a-box ทำให้ลูกค้าพึงพอใจกับการบริการมากขึ้น โดยยึดหลักที่ภายในกล่องจะบรรจุคนสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือลูกค้า กลุ่มที่สองคือคนที่ทำงานร่วมกับเรา ซึ่งเป็นโมเดลที่สร้างเพราะทางบริษัทให้ความสำคัญและเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะงานของบริษัทส่วนใหญ่จากลูกค้าเดิม
2. Revenue Model
Cognizant มีรายได้จากบริการหลักๆคือ IT Consulting and Technology Service และ Outsourcing Service ซึ่ง คอกนิแซนท์จะทำการตลาดและขายบริการเหล่านี้โดยใช้พนักงานที่เป็นมืออาชีพ ทีมการตลาดทำงานร่วมกับทีมเทคนิคในการเข้าไปให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิดเน้นความสำพันธ์กับลูกค้าเป็นหลัก ช่วงระยะเวลาในการขายในแต่ละครั้งแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของบริการนั้นๆ โดยมีช่วงระยะเวลาอยู่ประมาณ 2 เดือน จนถึงมากกว่า 1 ปี
1. IT Consulting and Technology Service ประกอบด้วย
-IT Consulting
คอกนิแซนท์ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจโดยโฟกัสไปที่การช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจ โดยหาจุดที่เหมาะสมระหว่างธุรกิจที่พวกเขากำลังจะเริ่มและการใช้ IT เข้ามาช่วย เราวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีอยู่ ระบุโอกาสที่เหมาะสม ช่วยทำแผนการลดต้นทุน และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งการให้บริการครอบคลุมไปถึง กลยุทธ์การทำ offshore กลยุทธ์ทางด้าน IT ให้คำอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยี การจัดการการเปลี่ยนแปลงและกลยุทธ์วิธีการแก้ปัญหา ITจำแนกความต้องการของลูกค้าแต่ละราย แล้วทำการออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และรวมซอฟแวร์เข้าด้วยกัน ทำการเปลี่ยนแปลงและทดสอบแอพพลิเคชั่นเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระบบการทำงานใหม่ นอกจากนั้นยังมีบริการเครื่องมือเกี่ยวกับ Data Warehousing, Business Intelligence (BI), ERP และ CRM โดยคอกนอแซนท์จะเลือกทำตามทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งจากสองทางเลือกในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น
-Software Testing
บริการทดสอบซอฟแวร์มี 4 ประเภทหลักๆที่ให้บริการคือ
1 Independent Functional Testing: การทดสอบการทำหน้าที่อิสระ
2 Test Automation: การทดสอบขบวนการโดยอัตโนมัติ
3 Test Process Consulting: เป็นที่ปรึกษากระบวนการทดสอบ
4 Performance Testing: ทดสอบสมรรถภาพซอฟแวร์
2. Outsourcing Service ประกอบด้วย
- Application Maintenance บริการดูแลรักษาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ระบบยังคงสามารถทำงานและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วยให้ระบบการทำงานของลูกค้าไม่เกิดข้อบกพร่องและทำให้ระบบดีขึ้นตามความต้องการของลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าเกิดปัญหาเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน คอกนิแซนท์มีทีมงานออนไซท์เซอร์วิทที่สามารถออกไป ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเป็นงานดูแลรักษาใหญ่ๆเช่น การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงระบบ คอกนิแซนท์จะใช้ทีมทำงานที่อยู่ต่างประเทศแล้วส่งข้อมูลให้ลูกค้าทางดาวเทียมและไฟเบอร์ออพติก เนื่องจากทีมต่างประเทศจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้ทีมงานภายในประเทศ
- IT Infrastructure Serviceคอกนิแซนท์มีบริการ IT Infrastructure Management Outsourcing service ซึ่งเป็นบริการใหม่ของคอกนิแซนท์ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปยัง การจัดการระบบ บริการ ความปลอดภัย การสต๊อกสินค้า การส่งข้อความ ฐานข้อมูล เป็นต้น
- Business and Knowledge Process Outsourcing (BPO/KPO)คอกนิแซนท์มีบริการ BPO และ KPO มีลูกค้าหลักๆคือ กลุ่มบริการทางการเงิน บริการดูแลสุขภาพ ภาคการผลิต ค้าปลีก ขนส่ง และการสื่อสาร ซึ่งจะให้บริการในสำนักงานใหญ่ของแต่ละบริษัทเป็นหลัก BPO และ KPO จะให้บริการเกี่ยวกับ กระบวนการการทำธุรกรรม ระบบบัญชี ระบบเสียง การบริหารข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล
3.Market size
โดยทั้ง IT Consulting and Technology Service และ Outsourcing Service ที่คอกนิแซนท์ให้บริการอยู่นั้นสามารถแบ่งลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจคือ
- Financial service ประกอบด้วย Banking และInsurance
- Healthcare ประกอบด้วย Healthcare และLife Sciences
- Manufacturing/Retail/Logistics ประกอบด้วย Manufacturing and Logistics และ Retail and Hospitality
- Other ประกอบด้วยCommunications Information, Media and Entertainment และ High Technology
สำหรับปี 2009 การให้บริการใน
-กลุ่มธุรกิจ Financial Service สร้างรายได้ $1,406.6 M คิดเป็น 42.9% ของรายได้บริษัททั้งหมด
-กลุ่มธุรกิจ Healthcare สร้างรายได้ $860.4 M คิดเป็น 26.3% ของรายได้บริษัททั้งหมด
-กลุ่มธุรกิจ Manufacturing/Retail/Logistics สร้างรายได้ $564.9 M คิดเป็น 17.2% ของรายได้บริษัททั้งหมด
-กลุ่มธุรกิจ Other สร้างรายได้ $446.7 M คิดเป็น 13.6% ของรายได้บริษัททั้งหมด
เมื่อแบ่งรายได้ทางภูมิศาสตร์ จะสามารถแบ่งได้ดังนี้ North America: 78.6%, Europe: 18.1%, RoW: 3.3% ซึ่งสังเกตุได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจาก ส่วนของอเมริกาเหนือที่มีสาขาของ cognizant น้อย
Porter’s Five Forces Model (Indian IT Industry)
1. การคุกคามของสิ่งทดแทน (Medium)
- ประเทศอื่นๆ เช่น ยุโรปตะวันออก, ฟิลิปปินส์ และ ประเทศจีน ประเทศเหล่านี้มีข้อได้เปรียบมากกว่าอินเดียเนื่องจาก ค่าแรงที่ถูกกว่า
- ราคา : โครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่มาจากที่อื่นมีราคาที่ถูกกว่าและคุณภาพไม่ต่างกัน
2. อำนาจการต่อรองของผู้ผลิต (Shift from High to Low)
- อุปสงค์และอุปทานของบุคคลาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน IT ไม่สมดุลย์กัน
- มีแหล่งในการผลิตบุคคากรที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก ทั้ง บุคคลากรที่พึ่งเรียนจบใหม่ๆ และที่มีประสบการณ์แล้ว
3. อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค (Very High)
- การมีจำนวนบริษัททางด้าน IT เป็นจำนวนมาก : ทำให้มีการแข่งขันอย่างสูงของบริษัทเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
- การลดลงของค่าใช้จ่ายทางด้าน IT เป็นจำนวนมหาศาล : ภาค IT ของอินเดียต้องขึ้นอยู่กับ สหรัฐ และ BFSI ด้วยวิกฤติทางด้านการเงินทำให้การจ่ายเงินลงทุนทางด้าน IT ลดลง
4. กำแพงป้องกันผู้ผลิตหน้าใหม่ (Low)
- ความต้องการทางด้านเงินทุนลดลง
- Large Value Chain, มีพื้นที่สำหรับบริษัทขนาดเล็ก
5. การแข่งขันของแต่ละบริษัท (High)
- การแข่งขันในรูปแบบของสินค้า
- การแข่งขันในการลดต้นทุน
- อุตสาหกรรม IT มีการเติบโตที่สูง
- ผู้แข่งขันแต่ละรายมีความแข็งแกร่ง ทำให้มีเพียงไม่กี่รายที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่
4.Competitive advantage
- Knowledge Management
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Cognizant ได้เปรียบเหนือคู่แข่งในปัจจุบันคือ การบริหารองค์ความรู้ภายในองค์กร ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมประเภท Consulting เป็นอย่างมาก บริษัท Cognizant จะนำรายได้อย่างน้อยๆ 1% มาลงทุนด้าน Knowledge Management ซึ่งบริษัทเองได้ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการให้คำปรึกษาด้านการเงิน ไอที และ ERP แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลโดยกว้างของกลุ่มธุรกิจ จนสามารถขยายขอบข่ายในการให้บริการไปในธุรกิจอื่นๆ ด้วย ซึ่งบริษัทอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ ทั้งนี้การบริหารองค์ความรู้ของ Cognizant สามารถทำได้เหนือคู่แข่งก็มาจาก สามปัจจัยดังนี้
- HR หรือการให้ความสำคัญต่อทรัพยากรบุคคลากรภายในองค์กรตนเอง ซึ่ง Cognizant ได้พัฒนาบุคคลากรของตนเองด้วยการแต่งตั้งตำแหน่งนึงขึ้นมาที่ชื่อว่า “Knowledge Officer” คือบุคคลที่จะอยู่ตามส่วนต่างๆ ที่มีโครงการ Consult โดยจะคอยเก็บ และจัดหาข้อมูลให้กับบุคคลากรของตนเอง ทำให้ พนักงานสามารถใช้องค์ความรู้ได้อย่างเต็มความสามารถ
- First Move หรือการเป็นเจ้าแรก ที่คิดค้นการเก็บองค์ความรู้ขององค์กรตัวเอง เพื่อประโยชน์ในอนาคต ในการหาข้อมูลองค์ความรู้แก่บุคคลากรของตนเอง การที่ Cognizant เริ่มทำกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มแรกทำให้องค์ความรู้ที่สะสมขององค์กรมีขนาดที่ใหญ่มาก จนบริษัทอื่นๆ ยากที่จะตามทันหรือเลียนแบบได้
- Cognizant 2.0 ถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูขององค์ความรู้ขององค์กรมาป้อนให้กับพนักงานอย่างรวดเร็ว แม่นยำ นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยัง
สามารถพัฒนาองค์ความรู้ในองค์กรอย่าง Dynamic ด้วยบุคคลากรของตนเองอีกด้วย นอกจากนี้โปรแกรมยังเปิดให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้งานในบางส่วนได้ด้วย หรือแม้แต่การตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการของตนเองผ่านหน้าเว็บไซด์ Cognizant 2.0
- Cost Leadership หรือผู้นำด้านราคา แน่นอนว่าการทำธุรกิจราคามีผลสำคัญต่อยอดขายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ สำหรับ Cognizant เอง ได้ใช้ กลยุทธ์ Outsource หรือ offshore กล่าวคือการใช้บุคคลากรที่อยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีค่าจ้างหรือค่าแรงถูกกว่าในการทำงาน ซึ่งสำหรับ Cognizant เลือกประเทศอินเดียเป็นฐานหลัก และล่าสุด Cognizant เพิ่งเปิดสาขาใหม่ในประเทศอย่าง ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีค่าแรงต่ำ อีกทั้งยังใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ ในขณะที่คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าการจ้างงานในสหรัฐเองเท่าไหร่ นอกจากนี้ Cognizant ยังใช้ nearshore หรือการเปิดบริษัทในประเทศใกล้เคียงที่มีค่าแรงถูกกว่าเช่น ประเทศอย่าง แม็กซิโก ทำให้ Cognizant สามารถลดต้นทุนในส่วนดังกล่าวไปได้ค่อนข้างมาก ทำให้สามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้ในด้านต้นทุน
- Speed หรือความเร็ว ความฉับไวในการส่งสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า ซึ่ง Cognizant เอง มีโปรแกรมอย่าง Cognizant 2.0 ที่สามารถเชื่อมต่อ บุคคลากรในองค์กรทั่วโลกได้ ทำให้สามารถโอนต่อ หรือผ่านข้อมูลโครงการต่างๆ ได้ ซึ่งแปลว่า Cognizant เองสามารถทำงานโครงการๆหนึ่งได้ 24 ชม. เลยก็ว่าได้ ทำให้งานสามารถเสร็จได้อย่างรวดเร็วทันเวลาที่กำหนด อีกทั้งโปรแกรม Cognizant 2.0 ยังได้จัดการองค์ความรู้ที่ต้องใช้ในแต่ละโครงการไว้ให้พนักงานใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานในแต่ละกระบวนการ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว
-Organization Culture หรือวัฒนธรรมองค์กร เรียกได้ว่า Cognizant จะมีวันนี้ไม่ได้เลยหากองค์กรนี้ ไม่มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ และเก็บความรู้ ซึ่งจากวัฒนธรรมในองค์กรดังกล่าวนำไปสู่การสร้างโปรแกรมอย่าง Cognizant 2.0 ขึ้นมา ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ทัศคติฝังอยู่ในพนักงานของบริษัทที่ว่า “Customer first” ทำให้องค์กรต้องพัฒนาตนเอง เพื่อให้ลูกเกิดความพึ่งพอใจสูงสุด
5.Strategy
A strong orientation to vertical industry client sector : มีการจัดองค์กรในลักษณะ vertical ซึ่งทำให้องค์กรจะมีความรู้ความเข้าใจเฉพาะด้านใน sector ที่ตนเอง Focus
Strong client relationship focus : เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะงานที่บริษัททำให้ปัจจุบัน ประมาณ 90 เปอร์เซนต์เป็นงานจากลูกค้าเก่า บริษัทจึงเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมอย่างเหนียวแน่น โดยมีการนำ Two in a box โมเดลมาใช้
An onsite/offshore global delivery model : มีการแบ่งงานที่ทำออกเป็นส่วนๆและส่งไปยังส่วนต่างๆ ของโลก พนักงาน Cognizant บน site จะสามารถจัดการได้ 25-30% ของโปรเจคงาน ส่วนที่เหลือจะถูกส่งมาจากศูนย์ส่งจากส่วนต่างๆของโลก ซึ่งการใช้กลยุทธ์นี้ทำให้บริษัทได้เปรียบในด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า และงานที่ดีกว่า
A broad range of IT and business service: Cognizant เสนอลูกค้าเกี่ยวกับความสามารถทางด้าน IT นอกจากนี้ การเป็นที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจของ Cognizant จะจัดการปัญหาธุรกิจที่สัมพันธ์กับ IT รวมไปถึงการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงการจัดการและการวิเคราะห์ว่าโปรเจคอะไรน่าจะถูกเอาท์ซอร์ท กลยุทธ์ปัจจุบัน คือการขยายตลาดไปยัง ยุโรป ลาตินอเมริกา และเอเชีย
6.Organization culture
การบริการทุกอย่างมุ่งเน้นความพึงพอใจของลูกค้าเสมอ และมีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยผ่านการบริหารองค์ความรู้ผ่านทางอินเทอเน็ต ที่สามารถเชื่อมโยงองค์กรจากทั่วทุกมุมโลกให้เปงเสมือนองค์กรเล็ก ๆ ที่ พนักงานทุกนสามารถใช้เป็นแหล่งความรู้ และใช้เป็นแหล่งพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการ เพื่อให้บุคคลากรภายในองค์กรพัฒนาไปร่วมกัน





