Scribe Book 9_Knowledge_management

คณะผู้จัดทำ (Scribe Book 9)

5220211010 นายติรเทพ พิทักษานุรัตน์ moc.liamtoh|petarit#moc.liamtoh|petarit
5220211038 นายศุปรีชา อัศวพรรณราย moc.liamtoh|neetret#moc.liamtoh|neetret
5220211059 น.ส.ปิยาภรณ์ มณีสุขเกษม moc.liamtoh|yanakaj#moc.liamtoh|yanakaj
5220211060 น.ส.ณัฐพร หงส์สิริสุข moc.liamtoh|a_ayias#moc.liamtoh|a_ayias
5220211071 นายอมรชัย ละม่อม moc.liamtoh|bm_llubder#moc.liamtoh|bm_llubder
5220211075 นายธนกานต์ ธัญวงษ์ moc.liamtoh|846aynuhttnakitik#moc.liamtoh|846aynuhttnakitik
5220211086 นายเจนวิทย์ เกษตรกุลชีพ moc.liamtoh|macris_rop#moc.liamtoh|macris_rop

-บทบาทหลักๆของSocial media ที่นำมาใช้องค์กรนั้น นอกจากในด้านการตลาดแล้วก็ยังมีมาใช้ในด้านของสิ่งที่เราจะเรียนในวันนี้ด้วยก็คือ หัวข้อ knowledge management

-Knowledge management(กระบวนการในการบริหารความรู้ขององค์กร)

KM คือ ได้แก่กระบวนการขององค์กรในเรื่องของการสร้างความรู้ในองค์กรให้เกิดขึ้นและเก็บรักษาความรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร รวมไปถึงเรื่องของการนำความรู้ไปใช้ ซึ่งในส่วนของKM นั้นจะเป็นส่วนของการบริหารจัดการมากกว่าในส่วนของเทคโนโลยี

ทำไมถึงต้องมีKM

ในปัจจุบัน สินค้าและการให้บริการสามารถลอกเลียนแบบได้แม้กระทั่งตัวกลยุทธ์ก็สามารถลอกเลียนแบบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากคือความรู้ความชำนาญขององค์กรรวมไปถึงความรู้ความสามารถของคนที่อยู่ในองค์กร ในการที่องค์กรจะนำความรู้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องมีการปรับใช้ให้เหมาะสม อีกหนึ่งประเด็นคือเมื่อมีคนในองค์กรที่มีความรู้มากๆจากการทำงานและอบรม แต่มีเหตุให้ต้องออกไป เช่น เกษียณหรือลาออก เราคิดวิธีที่จะทำให้เราสามารถที่จะทำการเก็บความรู้ไว้เพื่อให้อยู่คู่กับองค์กรถึงแม้ว่าคนที่มีความรู้เหล่านั้นจะออกจากองค์กรไปแล้วก็ตาม
1.jpg

-สิ่งที่เห็นจากองค์กรที่ไม่มี KM

พนักงานหรือองค์กรไม่มีการเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีต ทำให้คนในองค์กรสามารถทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกในเรื่องเดิมๆ

-ถ้าจะให้แบ่งสัดส่วนของKM ระหว่างในส่วนของการบริหารและเทคโนโลยี จะบอกได้ว่า KM เป็นเรื่องของการบริหารมากกว่าเทคโนโลยี ประมาณ 80%ของKM ที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากกการบริหารแทบทั้งสิ้น โดยเดี๋ยวเราจะเห็นได้จากกรณีศึกษาของเคส NIDA E-learning

-บทบาทของIT

เข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลและรวบรวมองค์ความรู้ของต่างๆขององค์กรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในส่วนของการเข้าถึงข้อมูลและการกระจายองค์ความรู้เหล่านั้นให้ทั่วถึวทั้งองค์กร

-ความแตกต่างของ data , information และ knowledge

Data คือข้อมูลจริงที่เป็นข้อมูลดิบ ในตัวของมันเองไม่สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น อุณหภูมิในห้องตอนนี้ 5 องศา
Information คือ data ถูกนำมาประมวลผลแล้วกระบวนการประมวลผลแล้วสามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบหรือหน่วยของการวิเคราะห์ เช่น ค่าเฉลี่ย ผลรวม หรือผลจากการประมวลผลต่างๆ เช่นค่าเฉลี่ยของอายุของนักศึกษาในห้องเรียน RMBA

Knowledge คือการที่นำสารสนเทศที่มีอยู่ไปใช้ประโยชน์กับองค์กร โดยต้องเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้ โดยมีอยู่หลายรูปแบบ แต่มีรูปแบบหลักๆ 2 รูปแบบ คือ

1.ความรู้แบบชัดแจ้ง(Explicit knowledge) ได้แก่ความรู้ที่สามารถถูกบันทึกได้ไม่วาจะอยู่ในรูปแบบใด เช่น เสียง รูปภาพ ตัวอักษร หรือวิดิโอ ก็ได้ แต่ประเด็นคือต้องสามารถถูกบันทึกและแพร่กระจายไปได้ง่าย ในอดีตที่ผ่านมาที่มีการพูดถึงMISหลักๆนั้น ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้ที่สำคัญมาก
2.ความรู้โดยใน (Tacit knowledge) ความรู้ที่อยู่กับตัวรวมไปถึงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความชำนาญเฉพาะตัวรวมไปถึงสัญชาตญาณ ตัวอย่างเช่น ความชำนาญในการทำอาหาร ค่อนข้างยากมากๆที่จะสามารถถูกนำมาบันทึกได้ 100% เช่น การตัดสินใจของCEO ,ความสามารถในการบริหาร
ตัวอย่างความแตกต่างระหว่างความรู้แบบชัดแจ้งและความรู้โดยใน เช่น การตีกอล์ฟนั้น จะมีความรู้แบบชัดแจ้งคือการอ่านหนังสือหรือดูวิดิโอเพื่อศึกษาวิธีการและข้อมูลต่างๆ ส่วนความรู้โดยในเป็นความชำนาญเฉพาะตัวของการสวิง ของการเล่นกอล์ฟ ถึงแม้ว่าเราจะมีการศึกษาข้อมูลแบบชัดแจ้งของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญแล้วนั้นน เราอาจจะไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในส่วนของความรู้โดยใน

-ยิ่งการทำงานในองค์กรหรือในอนาคตการทำงานส่วนตัวแล้ว ความรู้ที่สำคัญมากคือความรู้โดยใน เนื่องจากยากต่อการลอกเลียนแบบ
-วิธีการshare ความรู้จากภายนอก เช่น การประชุม หรือการถ่ายงานต่างๆ หรือการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่ง
-วิธีการshare ความรู้จากภายใน มักต้องอยู่ในลักษณะ face to face หรือผ่านรูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ การพูดคุย หรือการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
-รูปแบบขององค์กรที่นำเอาไอทีมาปรับใช้ได้แก่ KMS

-Learning Organization

การเรียนรู้ข้อผิดพลาดหรือข้อเสียขององค์กรหรือบริษัทต่างๆรวมไปถึงการเรียนรู้สิ่งต่างๆจากเคสที่เป้น best practiceด้วย โดยต้องทราบว่าจะเรียนรู้อะไร สร้างกระบวนการเรียนรู้ และสร้างตัวชี้วัดให้เห็นว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
โดยมีลักษณะพื้นฐานขององค์กรเรียนรู้มี 5 ประการ คือ
1ต้องกระบวนการในการแก้ปัญหาที่ชัดเจน
2สนับสนุนให้คนในองค์กรทำการทดลองในการแก้ปัญหาต่างๆ
3ต้องมีการเรียนรู้บทเรียนในอดีต
4ต้องมีการเรียนรู้จากองค์กรอื่นๆด้วย หรือที่เรียกว่า best practice เพื่อนำมาปรับใช้
5ต้องมีการส่งถ่ายความรู้ไปยังส่วนต่างๆขององค์กร
ตัวอย่างของlearning Organization ได้แก่ กองทัพที่มีการเรียนรู้ในทุกๆครั้งที่มีการประทะหรือการต่อสู้จะมีการรีวิวถึงสิ่งที่ผ่านมา ว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรคือเป้าหมาย และทำไมถึงมีความแตกต่างระหว่างเป้าหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังต้องดูถึงบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยวิธีดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรต่างๆได้เช่นกัน
ในการที่เป็น learning Organization นั้น ต้องใช้ITเข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล และการจัดการฐานข้อมูล

-เป้าหมายหลักของ KM

เพื่อให้ความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายในทุกๆส่วนขององค์กรที่สามารถจะเข้าถึงองค์ความรู้เหล่านั้นได้
เพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมให้คนในองค์กรเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ เข้ามาแชร์ความรู้ (เป้าหมายนี้ทำได้ยากที่สุด)
เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของการสร้าง การเก็บความรู้ การกระจายความรู้ในองค์กรให้เกิดขึ้น
เพื่อที่จะนำเอาความรู้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่องค์กร

Nonaka Model of Knowledge creation

การเกิดขึ้นของความรู้ในองค์กรโดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบของความรู้ในแต่ละด้าน โดยมี 4 หมวด
1.socializationการเกิดความรู้ใหม่จาก tacit เดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น อาจจะเกิดจากการติดต่อสื่อสารพูดคุยกันระหว่างบุคคล เช่น หากนักศึกษามีการเข้ามาช่วยงานวิจัยของอาจารย์ก็จะเรียนรู้tacitของอาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาและรับผิดชอบงานวิจัยนั้นๆ การนำความรู้ที่ได้จากการเข้าเรียนมาผสมผสานกับความรู้เดิมที่มีอยู่และประยุกต์ใช้
2.Externalization การเกิดขึ้นของโดยนำ Tacit ในหัวเราเข้ามาแปลงให้เกิดExplicit ในรูปแบบใหม่ขึ้น เช่น การรับฟังและนำมาสรุปความคิดจากข้อมูลต่างๆมาเขียน IT report,การเขียนหนังสือ
3.Combination การเก็บและรวบรวมและนำExplicitเดิมที่มีอยู่ มาศึกษาและผสมผสานกันและสร้างให้เกิด Explicitใหม่ เช่น บทความในวิกิพีเดีย,งาน database
4..Internalization การนำ explicitที่มีอยู่แล้ว แต่ละอันเข้ามารวบรวมกันแล้วทำให้เกิด tacitใหม่ เช่น การอ่านหนังสือ การรับรู้สื่อต่างๆ
ตัวอย่างต่างๆ
การเรียนการสอนโดยดูจากแผ่นสไลด์นั้น – Internalization
การจดเลคเชอร์และสรุปข้อมูลต่างๆ – externalization
การทำงานแต่ละส่วนแล้วนำมารวบรวมกัน – combination
3.jpg

-บทบาทของITที่เข้ามามีบทบาทต่อ socialization

ช่วยในส่วนของการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้คนสามารถเข้าถึง เช่น การทำscribe book แล้วนำไปโพสใน wiki เพื่อเผยแพร่ข้อมูล,Skype ,you-tube
บทบาทของIT ต่อ KM มี 4 ข้อ
1.สร้างกระบวนการในการติดต่อสื่อสาร
2ทำงานในการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน
3เก็บบันทึกข้อมูลขององค์กรไ ว้
4เพื่อให้คนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

CMS

ระบบสารสนเทศที่มีการจัดความรู้และจัดเก็บข้อมูลไว้อย่างเป็นทางการ เช่น case studyต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง จะอยู่ในรูปของ intranet เช่น ที่นิด้ามีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกฏระเบียบไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือนักศึกษาไปโหลดได้
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น explicit ที่เป็น Formal ถ้าในส่วนที่ไม่เป็นการทาง เช่น ข้อความในe-mail , Voice mail , tweet mSG จะใช้ซอฟแวร์ Humming birdเข้าไปจัดทำระบบผังข้อมูลต่างๆที่ไม่เป็นทางการ
ถ้าเป็นในส่วนของ tacit นั้นเราไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่าง100% มักเกิดปัญหาบ่อยๆขึ้นในองค์กรใหญ่ๆ แต่มีวิธีแก้และสามารถนำมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหานี้ได้แก่ knowledge network system โดยจัดตั้งว่าเวลามีปัญหาเกิดขึ้นมาจะสามารถติดต่อผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ , ระบบ Expert systems คือ เราจะใส่เงื่อนไขลงไปและให้ระบบสารสนเทศประเมินว่าอะไรคือsolution สำหรับปัญหานั้นๆ โดยข้อมูลมาจากผู้เชี่ยวชาญ, ระบบ Case-based reasoning คือการเก็บกรณีศึกษาหลายๆอย่างขององค์กรไว้ เผื่อว่าเกิดปัญหาขึ้นจะได้นำวิธีการแก้ไขในอดีตมาปรับใช้กับปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ระบบนี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในองค์กรต่างๆ เช่น law-firm
8.jpg

-ตัวอย่างองค์กรที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่น IBM,nettech

ibm-logo.bmp

-CKO’s role คือ การจัดตั้งองค์กรที่เข้ามาดูแลในเรื่องของ KM

9.jpg

-สาเหตุที่ KM ล้มเหลว

มีข้อมูลมากเกินไปทำให้ยากต่อการค้นหา
การที่ไม่มีสร้างแรงจูงใจและวัฒนธรรมให้คนในองค์กรเข้ามาใช้หรือเข้ามาแชร์ความรู้
ผู้บริหารระดับสูงไม่เข้ามามีบทบาท
ไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนภายในองค์กร