Scribe Book 6part 3 Case Nokia

Business Model
1. Value Proposition
เนื่องจากโนเกียเป็นผู้บุกเบิกการสื่อสารโทรคมนาคมเคลื่อนที่ และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ชั้นนำของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลสำคัญอันดับต้นๆก็คือ โนเกียได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การจัดรูปแบบฟังก์ชั่นการทำงานของเครื่องให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้อยู่ตลอดเวลา เช่น WAP Ovi ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โนเกียสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีหลายระดับ ตามความเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ของโนเกียจึงสามารถประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถส่งมอบประโยชน์ได้ตามที่ลูกค้าต้องการจึงทำให้โนเกียประสบความสำเร็จในเกือบทุกประเทศทั่วโลก

2. Revenue Model
ข้อมูลในปี 2001 โนเกียมีธุรกิจสามธุรกิจ คือ Nokia Mobile Phones , Nokia Networks และ Nokia Ventures โดยรายได้หลักของโนเกียมาจากการขาย(sales) รูปแบบของรายได้แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้

 Nokia Mobile Phones
เป็นกลุ่มธุรกิจหลักของโนเกีย ที่มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดถึง 72% ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่ ในส่วนของการผลิตและพัฒนาโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สำหรับโทรศัพท์มือถือต่างๆ ไปขายในประเทศต่างๆทั่วโลก
 Nokia Networks
มีสัดส่วนรายได้เป็นอันดับที่สองของโนเกีย เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับในด้านการวางโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งในฟินแลนด์และในต่างประเทศด้วย
 Nokia Ventures
เป็นกลุ่มธุรกิจที่ทำหน้าที่ในการค้นหาช่องทางและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆให้กับโนเกีย

3. Market Opportunities
โอกาสทางการตลาดของธุรกิจประเภทโทรศัพท์มือถือยังมีอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากการคมนาคมสื่อสาร โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยในการดำรงชีพของคนในยุคปัจจุบันอีกอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว จึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดออกไปเรื่อยๆ
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โนเกียมีโอกาสทางการตลาดก็คือ การที่โนเกียเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในอนาคต เช่น ในปี 2001 โนเกียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับเทคโนโลยุคที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่มุ่งเน้นการรวมเอาเทคโนโลยีหลายๆด้านไว้ด้วยกัน ดังนั้นโนเกียยุคนั้นจึงมีการพัฒนาบริการอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ ตลอดจนซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับโทรศัพท์มีการผลิต Personal digital assistant (PDA),electronic organizer, palmtops และ small-screen handset รวมถึงการร่วมลงทุนกับบริษัทอื่นๆในการพัฒนา Bluetooth อีกด้วย
ซึ่งการเติบโตของระบบ 3G ทำให้ความต้องการสินค้าประเภทที่รองรับเทคโนโลยีพวกนี้มากขึ้นเรื่อยๆจะเห็นได้ว่าตลาด Handset ได้เติบโตไปพร้อมๆกับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสามารถดูจากกราฟข้างล่างนี้

แหล่งข้อมูล UBS, Lehman Brothors
กราฟแสดงข้อมูลการเติบโตของการขยายตัวด้านเทคโนโลยี

4. Competitive Environment
สามารถนำ 5 Forces Model มาใช้วิเคราะห์ Competitive Environment ของ Nokia ดังนี้

1. )Rivalry Among Current Competitor (การแข่งภายในอุตสาหกรรม)
อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง เพราะมีคู่แข่งรายใหญ่ที่เข้ามาจากอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้ามาแข่งขันด้วย ซึ่งปัจจุบันมีคู่แข่งขันกันในระดับโลกอยู่ 5 ราย คือ Nokia , Samsung , LG , Sony-Ericson และ Motorora โดยผู้นำในด้านการแข่งขันในช่วงปี 2001 คือ Nokia , Motorola และ Sony-Ericson ซึ่งบริษัทต่างๆได้มีการแข่งขันกันด้วยการสร้างกลยุทธ์ที่แตกต่างกันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน เช่น มีการแข่งขันกันที่ความเป็นเอกลักษณ์ทางด้านรูปลักษณ์ การออกแบบที่มีสุนทรียศาสตร์ ฟังก์ชันการใช้งาน เป็นต้น
แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันรุงแรง แต่โนเกียก็ยังมีความได้เปรียบเหนือกว่าบริษัทอย่าง Motorola และ Sony-Ericson เนื่องจากโนเกียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยอยู่เสมอๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จึงทำให้เกิดความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันพอสมควร
นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีการแข่งขันกันในตลาด Smart Phone เพิ่มอีกด้วย โดยมี โนเกีย , RIM Blackberry , Apple Iphone ,HTC เป็นคู่แข่งสำคัญ

2.) Bargaining Power of Supplier (อำนาจต่อรองต่อ Suppliers)
โนเกียมีอำนาจต่อรองต่อ Suppliers สูง เพราะโนเกียผลิตสินค้าจัดจำหน่ายไปทั่วโลก จึงมีอำนาจต่อรองกับผู้ขายปัจจัยการผลิตแต่ละรายสูงมาก เพื่อให้ได้ปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐานตามที่ต้องการและต้นทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โนเกียสามารถเลือก Suppliers ที่เหมาะสมได้ เนื่องจากในประเทศฟินแลนด์เอง ก็มี Suppliers รายใหญ่จำนวนมากให้เลือกทำสัญญา

3.)Bargaining Power of Customers (อำนาจต่อรองกับลูกค้า)
ในอดีตโนเกียมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าค่อนข้างสูง เนื่องจากมีจำนวนผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายเท่านั้น อีกทั้งโนเกียยังเป็นแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของโนเกีย ดังนั้นลูกค้าไม่สามารถต่อรองกับโนเกียได้
แต่ในปัจจุบัน เมื่อการแข่งขันเปิดกว้างมากขึ่น โนเกียจึงมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าน้อยลง เนื่องจากลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองพอใจที่สุด

4.)Threat of Substitute Product of Service (ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน)
ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทนของโทรศัพท์มือถือก็มีบ้าง แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ เช่น โทรศัพท์บ้าน PCT หรือ VoIP ผ่านทางอินเตอเน็ต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีข้อจำกัดบางประการ จึงไม่สามารถใช้ทดแทนโทรศัพท์มือถือซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว
5.)Threat of New Entrance (ภัยคุกคามจากคู่แข่งหน้าใหม่)
ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่มีน้อย เพราะว่าธุรกิจนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก อีกทั้งต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน รวมถึงการหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาทำงานอีกด้วย นอกจากนี้ การที่จะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีคู่แข่งรายใหญ่ที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้นจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก ในการทำตลาดแข่งกับคู่แข่งรายเดิม

5. Competitive Advantage
 ความได้เปรียบด้านผลิตภัณฑ์
โนเกียมีผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัวจนครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ผู้ใช้บริการทุกระดับสามารถเลือกซื้อสินค้าของโนเกียได้ โดยสามารถมั่นใจได้ในด้านของคุณภาพที่มีความเหมาะสมกับราคา รวมถึงเรื่องความง่ายในการใช้งาน (Ease of use) เพราะการใช้งานที่ง่ายจะส่งผลต่อความจงรักภักดีต่อตราสินค้า
 ความได้เปรียบด้านต้นทุน
เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของโนเกีย ประสบความสำเร็จในทุกทวีปทั่วโลก ดังนั้น ต้นทุนการผลิตของโนเกียจึงเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) Nokia มีการเปิดสาขาและกระจายฐานการผลิตไปในประเทศต่างๆ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนแรงงาน และยังช่วยให้เข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของส่วนประกอบของโทรศัพท์อื่นๆที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน โนเกียจะใช้การ Outsource ในการผลิต ช่วยให้ Nokia ลดความเสี่ยงด้านการเงินด้วยการประหยัดและกระจายความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และยังเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย
 ความได้เปรียบด้านการรับรู้แบรนด์ (Brand awareness)

แหล่งที่มา : https://www.marketingprofs.com/login/join.asp?adref=cntrdblk&source=%2Fcharts%2F2009%2F3040%2Ftop-100-brands-worldwide
แบรนด์โนเกียเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าของแบรนด์เป็นอันดับต้นๆของโลกมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเกิดการรับรู้ และให้ความไว้วางใจในแบรนด์นี้ได้อย่างดี จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อแบรนด์โนเกีย

6. Organization Development
โนเกียมีการสร้างวัฒนธรรมในองค์กรขึ้นมาใหม่ในปี 1992 ซึ่งเป็นการวางค่านิยมพื้นฐานขององค์กร 4 ประการ หรือที่เรียกว่า Nokia Wayซึ่งประกอบด้วย customer satisfaction, respect for the individual,achievement และ continuous learning จึงทำให้วัฒนธรรมขององค์กรมีความเข้มแข็ง
7. Management Team
ทีมผู้บริหารของโนเกียมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงปี 1992 โดย Jorma Olilla เข้ามารับตำแหน่งในขณะที่บริษัทมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่ด้วยการบริหารบริษัทของทีมบริหารของ Jorma Olilla ก็มีการเปลี่ยนแปลงทีมโดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ และบริหารจัดการให้บริษัทกลับมามีกำไรได้อีกครั้งหนึ่ง

SWOT Analysis
Strengths (จุดแข็ง)
 Nokia เป็นบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของโลก ที่เริ่มดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1898 จึงทำให้เกิดความสามารถทางการแข่งขันที่เหนือกว่าบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็น Core Competence ทรัพยากรด้านเงินทุน และ เทคโนโลยี
 โนเกียมียอดขายในแต่ละปีที่สูง และมีการกันกำไรส่วนหนึ่งมาใช้ในด้าน R&D ทำให้ Nokia มีเงินทุนสำหรับการทำ R&D อย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้ Nokiaมีการพัฒนารูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ รูปแบบการทำงานให้ใช้งานได้ง่าย และเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
 Nokia มีความแข็งแกร่งในเรื่องแบรนด์เป็นอย่างมาก โดยมีมูลค่าของแบรนด์เป็นอันดับต้นๆของโลกมาโดยตลอด จึงทำให้ Nokia เป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคทั่วโลก
 Nokia มีส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมผู้จำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันดับ1 มาอย่างยาวนาน โดยในปี2000 Nokia มีส่วนแบ่งการตลาด 31% ซึ่งทิ้งห่างจากคู่แข่งที่สำคัญอย่าง Motorola ที่มีส่วนแบ่ง 15% ถึงกว่าเท่าตัว ในปี 2002 คือ 35% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Motorola และSamsung ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 17.8% และ 12.1% ตามลำดับ หรือในปี2009 ก็ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 36.4%

 Nokia ให้ความสนใจในการให้บริการและอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าให้กับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือ โดยพนักงานจะทำงานตามหลัก Nokia way ที่ผู้บริหารได้วางไว้

Weaknesses (จุดอ่อน)
 Nokia ขาดความกระตือรือร้นในการปรับความคิดใหม่ๆมาใช้ ตัวอย่างเช่น ปี 2004 ที่ลูกค้าต้องการมือถือแบบฝาพับที่มีฟีเจอร์เยอะๆ ในขณะที่ตอนนั้นมือถือของโนเกียส่วนมากไม่ใช่ฝาพับ ทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาดมือถือไปบางส่วน
 Nokia ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาคที่เข้าไป ทำให้ brand position ของ Nokia ในระดับโลกนั้นไม่ชัดเจน

Opportunities (โอกาส)
 เนื่องจากประเทศ Finland มีการให้ความสำคัญกับการศึกษาและพัฒนาการศึกษาระดับสูง โดยมีการลงทุนด้านการศึกษาเหนือกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป เช่น อัตราการสำเร็จการศึกษาในประเทศฟฟินแลนด์อยู่ในระดับที่สูง , มีการออกแบบโปรแกรมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศฟินแลนด์ , มีมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับด้าน IT ประมาณ12แห่งรวมถึงมหาวิทยาลัย OULU จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้Nokia มีทรัพยากรคนที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านคมนาคม
 รัฐบาลของฟินแลนด์มีนโยบายต่างๆที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทในประเทศ โดยเฉพาะคลัสเตอร์เกี่ยวกับ ICT เช่น นโยบายด้านการศึกษา นโยบายการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้ฟินแลนด์มีแหล่งเงินทุนที่มากขึ้น การเข้าร่วม European Economic Area (EEA) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่นๆในยุโรป รวมถึงการประสานงานที่ดีระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน
 การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันและยังมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน แนวโน้มการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตอีกอย่างหนึ่งของคนยุคปัจจุบัน
 ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เทคโนโลยี 3G กับ Edge ที่กำลังพัฒนาและขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก
 การทำธุรกิจระหว่างประเทศทำให้เกิดโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างเช่น Nokia สามารถขยายสาขาหรือฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ รวมถึงการ Outsource ในงานที่ต้องมีลักษณะการทำงานที่มีต้นทุนสูงด้วยเช่นกัน
 ปัจจุบันมีตลาดโทรศัพท์มือถือเกิดใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอินเดียและจีน

Threat (อุปสรรค)
 ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน และเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ยอดขายและกำไรของ Nokia เริ่มลดลง
 แม้ตลาดของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีคู่แข่งขันจำนวนมากเช่นกัน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหา การถูกเลียนแบบจากผู้ผลิตในจีนด้วย
 การเข้ามาของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาจับตลาด สมาร์ทโฟน อย่างเช่น Apple Iphone หรือ RIM Blackberry ทำให้บริษัทต่างๆต้องปรับตัวเพื่อการแข่งขันมากขึ้น

Nokia Strategies
1. Continuous Improvement
เห็นได้จากการที่บริษัทมีการพัฒนารูปแบบสินค้าให้ทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เนื่องจากเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจมือถือ จำเป็นต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโนเกียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลายเช่น WAP, Symbian, WiMAX, 3G เป็นต้น รวมถึงการออกแบบฟังก์ชันการทำงานให้ใช้งานได้ง่ายและรูปแบบที่โดนใจ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบมือถืออย่างมากในปัจจุบันและอนาคต
2. Multi-segment strategy
Nokia มีจุดเด่นในด้านความเข้าใจใน Lifestyle ที่แตกต่างกันของลูกค้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโนเกียมี R&Dที่แข็งแรง จึงสามารถสร้างสินค้าที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยเน้นพิจารณาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักทั้งรูปแบบ ดีไซน์ที่ตรงใจลูกค้า เห็นได้จาการที่โนเกียมีการวางตลาดมือถือใหม่ในแต่ละปีมีจำนวนรุ่นที่หลากหลายตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไปถึงระดับ Hi-Endและมีหลายเซ็กเม้นท์เช่น โทรศัพท์สำหรับกลุ่มแฟชั่น กลุ่มที่ใช้เพื่อธุรกิจ เป็นต้น
3. Speed
โดยเฉลี่ยโนเกียจะมีมือถือที่เข้ามาทำตลาดในไทยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 รุ่น และมีกิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย เช่นเดียวกับกลยุทธ์การตลาดหลายแนวทาง ที่ระดมออกมาชนิดปิดประตูการโจมตีจากชาเลนเจอร์แบรนด์ทั้งหลายโดยสิ้นเชิง จะเห็นว่า Nokia มีการให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความสำเร็จดังก่าวเกิดจากการทำความร่วมมือกับ supplier ในการจัดซื้อสินค้าที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้า กล่าวคือหาก ณ เวลานั้นสินค้าใดเป็นที่ต้องการของลูกค้าอย่างมาก ก็จะสั่งซื้อสินค้าประเภทนั้นมาก ในจุดนี้ถือเป็นจุดแข็งของ Nokia ที่สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

4. Cost Leadership
จากกที่กล่าวมาแล้วว่า Nokia มีการขยายฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และยังมีการ outsource ในงานที่มีต้นทุนสูงหรืองานที่ไม่เพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ Nokia ยังมีอำนาจต่อรองกับ supplier ในการสั่งซื้อวัตถุดิบต่างๆ จึงสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก และการที่บริษัทมีกำลังการผลิตที่สูงยังสามารถสร้างความได้เปรียบจากการประหยัดจากขนาดด้วย อีกทั้งบริษัทมีบริการการให้คำปรึกษาในด้านต่างๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์มากขึ้น เช่น เทคโนโลยี 3G ที่จะมีการใช้แพร่หลายในอนาคต ซึ่งการให้บริการนี้มีต้นทุนที่ต่ำแต่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้มาก

Role of IT
1G(First Generation)ระบบ NMT system
NMT หรือ Nordic Mobile Telephone เป็นมาตรฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบหนึ่ง ออกแบบโดยองค์กรโทรคมนาคมของกลุ่มนอร์ดิค (Nordic) ซึ่งระบบนี้อยู่ในยุคของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 1 (First Generation)ที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบอนาล็อกซึ่งระบบ NMT เป็นระบบเดียวในช่วงนั้นที่สามารถใช้บริการโทรศัพท์ข้ามประเทศได้ ระบบนี้มีข้อจำกัดคือเรื่องจำนวนช่องสัญญาน จึงมีการติดขัดเรื่องการขยายจำนวนเลขหมาย
2G(Second Generation)ระบบ GSM
เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ในทุกๆ ที่ที่ต้องการ ทั้งยังสามารถรับ และส่งข้อมูลตามที่ต้องการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย ระบบนี้มีค่าบริการที่ถูกลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

WCDMA 3G(Third Generation)
เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 ซึ่งเป็นการเน้นในทางการรวมเทคโนโลยีหลายๆด้านไว้ด้วยกัน เช่น บริการมัลติมีเดีย และส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้นสามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ รวมถึงการเน้นการติดต่ออย่างสมบูรณ์ เช่น การ call conference , การประชุมทางไกล , การติดต่อธุรกรรมผ่านทางโทรศัพท์ หรือการโอนเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น 3G จะทำให้เราสามารถติดต่อกันได้อย่างรวดเร็ว เฉียบพัน ย่อโลกให้แคบลง เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตให้แก่ผู้ใช้
ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีในแต่ละยุคของโทรศัพท์มือถือ
ISDN
ISDN ย่อมาจาก integrated services digital network หมายถึง โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล ก็คือ สายโทรศัพท์ที่สามารถใช้ส่งข้อมูล ส่งคลื่นโทรทัศน์ และส่งคลื่นเสียง ได้ในสายเดียวกัน
ADSL
ADSL ย่อมาจาก :Asymmetric Digital Subscriber Line
ความหมาย : คือเทคโนโลยี การสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนข่ายสายทองแดงหรือคู่สายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถแยกสัญญาณ ข้อมูล และ เสียง ออกจากกันทำให้สามารถ โทรศัพท์และ ใช้อินเตอร์เน็ตได้พร้อมกัน โดยมีลักษณะสำคัญคือ มีอัตราการรับข้อมูล (Downstream) สูงสุดที่ 8 Mbps. และอัตราการส่งข้อมูล (Upstream) สูงสุดที่ 1 Mbps. โดยระดับความเร็วในการรับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง และคุณภาพ ของคู่สายนั้นๆ ADSL เป็น อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดาแต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น ADSL ด้วยADSL เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดาแต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น ADSL ด้วย
UMTS
UMTS หรือ "Universal Mobile Telecommunication System" เป็นเครือข่ายในยุค 3G ที่มีพัฒนาการมาจากเครือข่าย GSM, GPRS และ EDGE ซึ่งหลายๆครั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นเครือข่าย W-CDMA โดยมีจุดมุ่งหมายว่า การเข้าถึงเครือข่ายแบบไร้สายจะสามารถกระทำผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานด้านการรับ-ส่งข้อมูลที่มากขึ้นของผู้ใช้บริการ เครือข่าย UMTS นั้นจะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงถึง 2 Mbps ซึ่งมีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลที่มากกว่าเครือข่าย EDGE ที่ใช้บริการในปัจจุบันถึง 4 เท่า
WAP (Wireless Application Protocal)
เป็น Protocol ที่เป็นมาตรฐานสากลที่เกิดจากความร่วมมือกันของ หลายๆบริษัท ผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาทิ Ericson , Motorola และ phone.com เป็นต้น เพื่อนำเอาลูกเล่นหรือ ความสามารถ ต่างๆ ของ Wireless Application และ ของทางด้าน Internet ให้มาใช้ได้ บนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ WAP จะทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้งานทางด้าน Internet ทั่วๆไปได้ เหมือนๆกับใช้งานผ่านทาง เครื่องคอมพิวเตอร์

Bluetooth
โนเกียร่วมกับ Sony Ericson , Microsoft,IBM,Intel และบริษัทอื่นๆในการพัฒนา Bluetooth ซึ่งเป็นระบบสื่อสารของอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคแบบสองทาง ด้วยคลื่นวิทยุระยะสั้นระยะต่ำกว่า 30 ฟุต (Short-Range Radio Links) โดยปราศจากการใช้สายเคเบิ้ล หรือ สายสัญญาณเชื่อมต่อและไม่จำเป็นจะต้องใช้การเดินทางแบบเส้นตรงเหมือนกับอินฟราเรดซึ่งถือว่าเพิ่มความสะดวกมากกว่าการเชื่อมต่อแบบอินฟราเรดที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์เคลื่อนที่กับอุปกรณ์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นก่อนๆ
WiFi
WiFi หรือที่ย่อมาจาก Wireless Fidelity เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ใช้หลักการทำงานไร้สาย โดยใช้จุดเชื่อมต่อสัญญาณ hotspots ติดตั้งตามจุดต่างๆทำให้สามารถนำ Notebook ที่มี wireless lanและ CPU Intel Centrino ไปใช้ได้ทุกที่ที่ติดตั้งจุดเชื่อมต่อสัญญาณ hotspots ไว้ ให้สามารถทำงานได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงแรมให้ใช้งานผ่านเครือข่ายในการถ่ายโอนข้อมูลและใช้อินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ที่มีสัญญาณจาก hotspot
GPS
GPS คือ ระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก ย่อมาจากคำว่า Global Positioning System
Voip
VoIP-Voice Over IP เป็นระบบที่นำสัญญาณข้อมูลเสียงมาบรรจุลงเป็นแพ็กเก็ตไอพี แล้วส่งไปโดยที่เราเตอร์มีวิธีการปรับตัวเพื่อรับสัญญาณแพ็กเก็ต และยังแก้ปัญหาบางอย่างให้ เช่น การบีบอัดสัญญาณเสียงให้มีขนาดเล็กลง การแก้ปัญหาเมื่อมีบางแพ็กเก็ตสูญหาย หรือได้มาล่าช้า

Stakeholder
1.Government of Finland
รัฐบาลฟินแลนด์มีส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยี และมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของโลกอย่างNokia ได้ การยอมที่จะมุ่งพัฒนาด้าน R&D รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเข้มข้น แทนที่จะมุ่งอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่เดิม ถือเป็นการมองไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนของฟินแลนด์ โดยรัฐบาลฟินแลนด์ได้มีการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยมีกระบวนการสองประการคือ
1)the center of expertise program ซึ่งจะเน้นไปที่การมีศักยภาพในการแข่งขัน โดยเพิ่มนวัตกรรม โครงสร้างทางการผลิต และเพิ่มงานใหม่ในพื้นที่ชำนาญการ
2) the cluster program ซึ่งจะเน้นไปที่การพัฒนาความสามารถของนวัตกรรมของกลุ่มอุตสาหกรรม

จากการตัดสินใจของรัฐบาลฟินแลนด์ในตอนนั้นก็ทำให้ฟินแลนด์ในปัจจุบันสามารถก้าวเป็นประเทศชั้นนำด้านการแข่งขันได้ รวมถึงเป็นรากฐานให้บริษัท Nokia สามารถก้าวสู่ผู้นำด้าน telecommunication อีกด้วย

2.ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย
ประเทศเพื่อนบ้านในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Telecommunication ร่วมกันมาอย่างยาวนาน เช่น Ericsson ของสวีเดน Nokia ของฟินแลนด์ก็ต่างเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมนี้ เมื่อNokia สามารถก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกได้ ก็ย่อมจะทำให้ประเทศแถบนี้ได้อานิสงส์ไปด้วย ทั้งด้านความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาคการส่งเสริมกันและกัน รวมถึงการเข้ามาของแหล่งเงินทุนนอกภูมิภาคอีกด้วย นอกจากนี้ในแถบประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยังมีบริษัทที่เป็น Supplier ที่ทำการส่งชิ้นส่วนต่างๆที่ใช้ในการผลิตโทรศัพท์มือถือของโนเกียอีกด้วย
3.ลูกค้า
ลูกค้าถือว่าเป็นส่วนสำคัญของ Nokia เพราะ Nokia สามารถสร้าง Brand Royalty ให้กับลูกค้าได้เนื่องจากการที่พัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งเสมอ ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะใช้บริการของ Nokia และจากการที่มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมากทำให้จึงทำให้เป็นผลย้อนกลับให้ บริษัทเกิดความแข็งแกร่งขึ้น จากการได้รับ Feedback ต่างๆเพื่อพัฒนาต่อไปอย่างไม่รู้จบ
4ประชาชนชาวฟินแลนด์
เนื่องจากประชาชนชาวฟินแลนด์สามารถตอบสนองต่อนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การพัฒนาด้านเทคโนโลยี ของฟินแลนด์ประสบความสำเร็จ จนเป็นผลให้ ประเทศเกิดความแข็งแกร่งและต่อยอดเทคโนโลยีกลับมา บริการประชาชนชาวฟินแลนด์ได้อีกเช่น การมีระบบสาธารณูปโภคด้านอินเทอร์เนตที่สามารถใช้ฟรีได้ทั่วประเทศ
5. Alliances (พันธมิตรทางธุรกิจ)
โนเกียมีกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน โดยเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มที่มีความชำนาญในด้านนั้นๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจร่วมกันอย่าง Win-Win Situation โดยตัวอย่างพันธมิตรของบริษัท ได้แก่
3GPP: The Third Generation Partnership Project (3GPP)
Nokia ได้สร้างพันธมิตร โดยการร่วมจัดตั้งกลุ่ม The Third Generation Partnership Project (3GPP) Nokia กลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านการ providing higher data rates for packet access โดยใช้เทคโนโลยี WCDMA radio ส่งผลให้บริษัทเป็นผู้นำ ในด้านการริเริ่มและพัฒนา IP Multimedia Subsystem (IMS) standards ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมี communication core network platform ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในอนาคตและช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
WWRF: The Wireless World Research Forum
Nokia ได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรที่สำคัญ คือ WWRF: The Wireless World Research Forum โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ กำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เกี่ยวกับด้าน wireless field และเพื่อ ประชาสัมพันธ์แนวโน้มของ mobile and wireless system technologies ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น
Bluetooth SIG
Nokia ได้ร่วมมือกับทาง Bluetooth SIG เพื่อพัฒนาระบบ short-range wireless specification ในเครื่องมือสื่อสาร ทำให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในจุดนี้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มความสามารถในการตอบสนองลูกค้าได้อีกด้วย
6.JormaOlilla
ในช่วงที่โนเกียได้ประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงปลายยุค 80 แต่เมื่อ JormaOlillaได้เข้ามาเป็น CEO ในปี 1992 เขาได้ทำการแบ่งส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจสื่อสารของโนเกียออกมาเพื่อโฟกัสสำหรับการแก้ไขปัญหา และยังทำการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาในบริษัทโนเกีย คือ 1 ความพึงพอใจของลูกค้า 2 เคารพซึ่งกันและกัน 3 ความสำเร็จ 4 การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็น 4 คุณค่าพื้นฐานของโนเกีย วัฒนธรรมนี้เป็นจุดแข็งที่ส่งไปถึงเมื่อบริษัทเริ่มขยายกิจการไปยังนอกประเทศด้วยเช่นกัน จนกลายไปเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงประเทศฟินแลนด์อีกด้วย
7.Frank Nuovo
ในต้นยุค 90 โนเกียมีส่วนแบ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ในตลาดโลกเพียง 12% จนกระทั่ง Frank Nuovo ได้ดีไซน์โทรศัพท์รุ่น 2100 ซึ่งมีหน้าจอที่ใหญ่ และเมนูที่เลื่อนตามจอภาพ ซึ่งประสบความสำเร็จมากจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม และสามารถทำยอดขายได้ถึง 20 ล้านเครื่องจากเป้าที่ตั้งไว้เพียง 4 แสนเครื่องเท่านั้น นอกจากนี้ยังทำให้โนเกียเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสินค้าเทคโนโลยี ไปเป็นสินค้าแฟชั่นและของใช้ทั่วไปอีกด้วย จนทำให้จากบัดนั้นเป็นต้นมาโนเกียได้กลายมาเป็นผู้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่จนถึงปัจจุบัน

What seem to be the issues?
ทำไมฟินแลนด์ที่เป็นประเทศเล็กๆซึ่งมีแต่ทรัพยากรทางธรรมชาติ จึงสามารถประสบความสำเร็จ
ได้ในระดับโลก และสามารถผลักดันให้โนเกียเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมTelecommunication
สิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์ก้าวไปประสบความสำเร็จได้ในระดับโลก มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายของรัฐบาลที่มีผลต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายทางด้านการศึกษา การวิจัยและการพัฒนา (Research and Development -R&D) ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้ฟินแลนด์มีบุคลากรที่มีองค์ความรู้และมีความสามารถในระดับสูงเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของนวัตกรรม รวมถึงนโยบายต่างๆของภาครัฐบาลเช่น การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมให้กับเอกชนที่คอยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของธุรกิจ หรือนโยบายทางการค้า ประกอบกับปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ความต้องการด้านการติดต่อสื่อสารเนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ การมีวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศเนื่องจากคลัสเตอร์ต่างๆที่เป็นรายได้หลักของฟินแลนด์เดิมพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักจึงมองเห็นโอกาสในการเติบโตของคลัสเตอร์ Telecommunication ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการส่งเสริมทำให้คลัสเตอร์ Telecommunication ประสบความสำเร็จและสามารถผลักดันให้บริษัทโนเกียซึ่งเป็นบริษัทTelecommunicationหลักของประเทศ ก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกได้
โดยเราสามารถอธิบายด้วยทฤษฏีต่างๆ ดังนี้

Diamond Model

เป็นตัวแบบการพิจารณาและประเมินสภาวการณ์ของปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่สำคัญ 4 ด้านที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรม Telecommunication ของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งโมเดลนี้สามารถใช้อธิบายความสามารถทางการแข่งขันของคลัสเตอร์โทรคมนาคมในประเทศฟินแลนด์ได้ดังนี้

เงื่อนไขปัจจัยด้านการผลิต (Input Factor Condition (
คือปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรม เราสามารถวิเคราะห์เป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

ด้านการศึกษา
ในอดีตรัฐบาลฟินแลนด์ได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับการศึกษากับการวิจัยและพัฒนากิจกรรมด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นผลมาจากการริเริ่มปฏิรูปนโยบายอุตสาหกรรมหลักของฟินแลนด์ โดยจะเน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรมต่างๆเพื่อสร้างการแข่งขันให้กับภูมิภาค
ฟินแลนด์มีการศึกษาที่เป็นบริการสาธารณะและระบบมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย การศึกษาสำหรับเด็กอายุ 7-16 ปีจะเป็นภาคบังคับ และนักเรียนส่วนใหญ่จะยังคงศึกษาเพิ่มเติมต่ออีก 3-4 ปี การใช้จ่ายสาธารณะสำหรับการศึกษาเทียบกับ GDP นั้นมีระดับเหนือกว่าประเทศในยุโรปอื่นๆ โดยกว่า 60% ของประชากรในประเทศจบมัธยมศึกษาหรือสูงกว่า
จากการที่ฟินแลนด์ได้มีรากฐานการศึกษาที่ดี และการที่โฟกัสในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจึงส่งผลให้เกิดโรงเรียนสายวิชาชีพ(Polytechnic)เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีในประเทศ จึงเรียกได้ว่านโยบายการศึกษาเป็นทรัพยากรสำคัญที่ขับเคลื่อนฟินแลนด์มาสู่ผู้นำด้านวัตกรรมต่างๆรวมถึงด้าน Telecommunicationในปัจจุบัน

เงื่อนไขด้านอุปสงค์ )Demand Conditions(

ในอดีต ภูมิอากาศของฟินแลนด์ที่ไม่ค่อยดี รวมถึงการตั้งถิ่นที่อยู่ที่กระจัดกระจาย จึงทำให้เกิดความต้องการในการติดต่อสื่อสารให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น จึงเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
เนื่องจากฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีทำให้คนมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่สูงอีกทั้งความเจริญในด้านข่าวสารทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย เป็นผลให้เกิดความคาดหวังในตัวบริการหรือสินค้ามาก จึงเป็นผลให้บริษัทต่างๆจำเป็นต้องส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทำให้บริษัทหรืออุตสาหกรรมเกิดการแข่งขันในด้านคุณภาพ เพราะจะได้รับแรงกดดันจากผู้บริโภคทั้งด้านราคาและการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
หากมองในระดับภูมิภาค ในประเทศกลุ่ม Nordics มีการแข่งขันกันในด้าน Telecommunication อย่างสูง เช่น Ericsson ของ Sweden จึงทำให้คนในภูมิภาคนี้เกิดการเปรียบเทียบสินค้าและบริการของแต่ละบริษัท จึงทำให้เกิดความคาดหวังในสินค้าบริการในอีกระดับขั้น

บริบทด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของ (Context for Firm Strategy and Rivalry(

ประเทศฟินแลนด์มีนโยบายการแข่งขันที่อิสระ และไม่ทำการผูกขาดโดยรัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Telecommunication ซึ่งเคยถูกผูกขาดจากรัฐเป็นระยะเวลานาน หลังจากรัฐบาลมีนโยบาย ทั้งด้านการ เปิด FDI เป็นสมาชิก EU เข้าร่วมเขตเศรษฐกิจยุโรป(European Economic Area : EEA) และการสนับสนุนด้าน R&D รวมถึงด้านการศึกษาของรัฐบาล ทำให้เกิดการเข้ามาลงทุนของต่างชาติเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้เกิดการแข่งขันและอุตสาหกรรมขยายตัว ทำให้การเติบโตของ Nokia ในฟินแลนด์นั้น ส่วนนึงมาจากปัจจัยภายนอกตัวบริษัท โดยที่ Nokia ถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำของฟินแลนด์ จึงทำให้เกิดการสนับสนุนกันเป็นวงจร เมื่อเกิดความต้องการแรงงานมากขึ้น ทางฟินแลนด์จึงต้องพยายามจะจัดหาแรงงานเพื่อรองรับการขยายตัว เมื่อมีแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากๆก็จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมต่างๆก่อให้เกิดการขยายตัว และก็จะดึงดูดนักลงทุนต่างๆเข้ามามากขึ้น จึงเรียกได้ว่า กลยุทธ์ธุรกิจของ Nokia นั้นอ้างอิงกับ ปัจจัยส่งเสริมภายนอกเป็นอย่างมาก
เนื่องจากฟินแลนด์เคยเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกมาแต่ช้านาน เพราะเคยเป็นประเทศที่แพ้สงครามจึงต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและเป็นฐานการผลิตให้แก่โซเวียต จึงทำให้มีประสบการณ์ด้านการค้าและการส่งออก
ฟินแลนด์มีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งระหว่างบริษัทเอกชน รัฐบาลและธนาคาร จึงทำให้แต่ละส่วนมีการสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน (Related and Supporting(
รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการลงทุนด้าน R&D รวมถึงการสนับสนุนให้บริษัทเอกชนใช้จ่ายเงินด้าน R&D มากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีองค์ความรู้ใหม่ๆทำให้เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้น
จากนโยบายของรัฐบาลว่า “การกระทำใดๆควรจะส่งผลถึงการแข่งขันในระดับนานาชาติ” ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาจากมุมมองเพิ่มเติม โดยเรียกว่า โมเดลการรวมกลุ่ม(The cluster model)ซึ่งจะมีการร่วมมือกันระหว่างภาคสาธารณะ การวิจัยส่วนบุคคล รวมถึงบริษัทต่างๆด้วย จึงทำให้ฟินแลนด์เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้สะสมไปเรื่อยๆและทำให้เทคโนโลยีสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
รวมถึงการที่ Nokia มีการขยายพันธมิตรในระดับโลก ด้วยการเป็นพันธมิตรกับธุรกิจบริษัทต่างๆเช่น Tandy Corporation อีกทั้งมีการควบรวมกับบริษัทอย่างต่อเนื่องเช่นบริษัท Salora ,Suomen, Kaapelitehdas ,Telefennoหรือแม้กระทั่ง Televa

การพัฒนาประเทศในระดับ Innovation-Driven Economy
ประเทศฟินแลนด์มีการพัฒนาประเทศในระดับ Innovation-Driven Economy เพราะมีการพิจารณาว่าจะโฟกัสไปในคลัสเตอร์ Telecommunication และพัฒนาให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้มากที่สุด
แหล่งที่มาของความสามารถในการแข่งขันมากจาก 2 แหล่ง คือ

1. Inherited Prosperity

คือความสามารถในการแข่งขันจากทรัพยากรที่ประเทศนั้น ๆ มีอยู่ ก็คือทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งหมายถึงคลัสเตอร์เยื่อไม้และกระดาษ และ ผลิตภัณฑ์จากไม้ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถหมดลงไปในสักวันหนึ่ง รวมถึงไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากนัก

2. Created Prosperity
เป็นความสามารถในการแข่งขันที่ประเทศสามารถสร้างขึ้นมา มาจากการสร้างคุณค่าให้กับตัวสินค้า เช่น การที่ฟินแลนด์วางรากฐานด้านการศึกษารวมถึงด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อ Support คลัสเตอร์โทรคมนาคม เป็นการสร้างคุณค่าในอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นการสร้างความรู้ ความชำนาญให้แก่คนซึ่งสามารถอยู่ได้อย่างคงทนถาวร

What are the Problems ?
1. การแก้ไขปัญหาด้านการเงินของบริษัทโนเกีย
คำถามที่ 1.1 ในช่วงปี 1988 โนเกียประสบปัญหาด้านการเงินสืบเนื่องมาจากการขยายการลงทุนมากเกินไปรวมถึงการเสียชีวิตของ CEO(Kari Kairamo) จึงควรแก้ปัญหาอย่างไร

คำถามที่ 1.2 ในช่วงปี 1992 โนเกียเกิดปัญหาด้านการเงินอีกรอบซึ่งเป็นผลพวงจากโซเวียตแตกและปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของฟินแลนด์ จึงควรแก้ปัญหาอย่างไร
ข้อมูลประกอบคำถาม : รัฐบาลพึ่งจะวางนโยบายด้านนวัตกรรมในปี 1990 จึงมีผลต่อการกำหนดทิศทางการตัดสินใจ โดยเฉพาะในเรื่องการขยายธุรกิจ
Alternatives 1 ปลดพนักงาน
ข้อดี - สามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเห็นได้ชัด
- สามารถลดแรงงานแอบแฝง ที่ไม่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในบริษัทได้
ข้อเสีย - ทำให้พนักงานที่เหลือเกิดทัศนคติในแง่ลบต่อบริษัท
- ทำให้พนักงานที่เหลืออยู่ต้องทำงาน Overload อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงได้
- อาจทำให้องค์กรสูญเสียบุคลากรที่จำเป็นต่อองค์กร
- เสียค่าตอบแทนในการออกจากงานในบางส่วน เป็นค่าใช้จ่ายของทางบริษัท
- ทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือลดน้อยลงไป

Alternatives 2 ขายหน่วยธุรกิจที่ไม่จำเป็น หรือหน่วยธุรกิจที่ก่อให้เกิดกำไรน้อยสุด
ข้อดี - ทำให้กำไรของบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายในธุรกิจที่ไม่จำเป็นออกไป
- เพิ่มขีดความสามารถเชิงทางแข่งขันให้กับทางบริษัท เพราะ Focus ไปยังธุรกิจที่ก่อให้เกิดกำไรสูง ทำให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถ เช่น มีงบประมาณสำหรับการทำ R&D เฉพาะในธุรกิจหลักเพียงธุรกิจเดียว ซึ่งช่วยให้ตัวผลิตภัณฑ์ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆของผู้บริโภคได้เร็วขึ้น รวมถึงพนักงานก็มีความชำนาญในธุรกิจหลักมากขึ้น
ข้อเสีย - เกิดค่าเสียโอกาสและสูญเสียฐานลูกค้าในธุรกิจที่ขายไปให้กับคู่แข่ง
- หากจำเป็นต้องขายธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจหลัก อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลักได้
- หากมองในแง่การเงิน การขายกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ส่งผลทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากรายได้หลักขึ้นอยู่กับธุรกิจหลักเท่านั้น

Alternatives 3 ขายบริษัทให้แก่ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่
ข้อดี - ทำให้ได้กลุ่มนักลงทุนที่มีความพร้อมที่จะลงทุนเข้ามาบริหารงาน
- เปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ
ข้อเสีย - อาจมีการเข้ามาเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรใหม่
- อาจมีพนักงานบางส่วนที่จงรักภักดีกับผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิมและต้องใช้เวลาในการเรียกความเชื่อมั่นจากพนักงาน
- แนวทางการดำเนินงานขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ถือหุ้นใหญ่รายนั้นๆ เช่น ถ้าผู้ถือหุ้นคิดว่าจะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ บริษัทอาจจะไม่ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

Alternatives 4 เพิ่มทุน เช่น การออกหุ้นสามัญ , การออกหุ้นกู้
ข้อดี - เป็นการเพิ่มสภาพคล่อง
- สามารถนำเงินไปลงทุนด้านต่างๆ เพื่อแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น
ข้อเสีย - มีความเสี่ยงในการหาเงินมาชำระหนี้
- ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่าย (ในกรณีที่ระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้)

การตัดสินใจของผู้บริหาร
ตอบกรณี 1.1 – CEO ของโนเกียเลือกทางเลือกที่ 1 คือปลดพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะขาดทุนในปีต่อมาได้อยู่ดี
ตอบกรณี 1.2 – CEO ของโนเกียเลือกทางเลือกที่ 2 กับ 4 คือการขายหน่วยธุรกิจที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มทุน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ โนเกียกลับมามีกำไรได้ในปีถัดมา
ทางเลือกของทางกลุ่ม
ตอบกรณี 1.1 -ทางกลุ่มเลือกทางเลือกที่2คือขายหน่วยธุรกิจที่ไม่จำเป็นออกเพราะเมื่อประสบปัญหาแล้วควรจะพยายามเอาตัวรอดโดยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นแล้วพยายามทำสิ่งที่ตัวเองมีความรู้และถนัดที่สุดเพียงอย่างเดียวเพราะจะสามารถทำออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตอบกรณี 1.2 – ทางกลุ่มเลือกทางเลือกที่ 4 คือการเพิ่มทุนเพราะว่า ถึงแม้จะประสบปัญหาก็จริงแต่เกิดจากปัจจัยภายนอก ทั้งด้านเศรษฐกิจทั้งประเทศและผลพวงจากประเทศโซเวียตแตกรวมถึงมีปัจจัยส่งเสริมที่รัฐบาลได้ส่งเสริมนโยบายด้านนวัตกรรม R&D ขึ้นในระยะยาวจึงเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามากที่สุด

2. ปัญหาที่เกี่ยวกับการขาดแคลนคนที่มี Skill ในช่วงการขยายตัวของอุตสาหกรรม R&D
Alternatives 1 นำเข้าแรงงานต่างชาติ
ข้อดี - ได้แรงงานที่มีทักษะความสามารถตามที่ต้องการ
ข้อเสีย - มีค่าจ้างที่สูง
- อาจมีปัญหาด้านการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของฟินแลนด์และวัฒนธรรมองค์กร
- พนักงานที่ได้มา อาจไม่มีความจงรักภักดีกับบริษัท อาจจะต้องเสียพนักงานเหล่านี้ให้กับองค์กรอื่นได้ง่ายๆในอนาคต

Alternatives 2 ให้การศึกษาสนับสนุนสร้างคนภายในประเทศ
ข้อดี - เป็นการพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นซึ่งถือเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
- เป็นการสนับสนุนให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศฟินแลนด์เอง เป็นประโยชน์ต่อสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อเสีย - ใช้เวลานานในการที่จะได้รับแรงงานที่มีทักษะความสามารถตามที่ต้องการ

Alternatives 3 ให้การศึกษานักเรียนต่างชาติให้เข้ามาศึกษาในฟินแลนด์เนื่องจากในฟินแลนด์มีมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับด้าน ITโดยเฉพาะกว่า12แห่งเช่นในมหาวิทยาลัยOULUซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้ด้านโทรคมนาคมโดยเฉพาะ
ข้อดี
- การสนับสนุนการศึกษาทำให้ประเทศชาติพัฒนา รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จากนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาในฟินแลนด์ เป็นการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน
- นักเรียนต่างชาติที่เข้ามาศึกษา จะได้รับรู้และเข้าใจ วัฒนธรรมการดำรงชีวิต ของคนใน ประเทศ ฟินแลนด์มากขึ้น
- ทำให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาทำงานให้กับบริษัทในด้านโทรคมนาคม หลังจากศึกษาจบ
ข้อเสีย
- ต้องใช้เวลานาน เนื่องจากไม่ได้แรงงานที่สำเร็จรูป แต่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาให้เป็น แรงงานที่มีทักษะความสามารถพร้อมทำงาน
- ทำให้แรงงานภายในประเทศมีทักษะการทำงานน้อยลง รวมถึงเงินทองอาจจะรั่วไหลสู่ต่างประเทศ

การตัดสินใจของผู้บริหาร
ทางรัฐบาลเลือกทางเลือกที่ 2 และ 3 คือ การให้การสนับสนุนการศึกษาคนในประเทศและให้ทุนนักศึกษาต่างชาติที่มีความสามารถเข้ามาเรียนในประเทศ ซึ่งเป็นผลดีทำให้สามารถดึงดูดคนที่มีความสามารถได้ และก็จะเป็นผลดีในแง่ภาพลักษณ์อีกด้วยว่า ประเทศฟิ นแลนด์มี คนต่างชาติระดับหัวกะทิเข้ามาเรียนเข้ามาทำงานเป็นจำนวนมาก
ทางเลือกทางกลุ่ม
ทางกลุ่มก็ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ 2 และ 3 เช่นเดียวกัน คือการให้สนับสนุนการศึกษาคนในประเทศและให้ทุนนักศึกษาต่างชาติ โดยทางกลุ่มคิดว่าการให้การสนับสนุนการศึกษาคนในประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สัดส่วนการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับสูงก็ควรจะให้คนในประเทศมากไว้ก่อน เนื่องจากนักศึกษาหรือแรงงานจากต่างชาติย่อมมีข้อจำกัดหลายหลายเช่น การกลับไปทำงานที่บ้านเกิด การจ้องจะมาหาแต่ผลประโยชน์เป็นต้น

3.ในช่วงโซเวียตล่มสลาย ฟินแลนด์ได้รับผลกระทบแล้วฟินแลนด์ควรจะทำอย่างไร ให้ผ่านพ้น วิกฤตินี้ไปได้
Alternatives 1 สนับสนุนคลัสเตอร์หลักเดิมของประเทศ คือ ธุรกิจกระดาษ ธุรกิจป่าไม้ และธุรกิจต่อเรือ
ข้อดี - ประเทศฟินแลนด์มีความชำนาญในธุรกิจดังกล่าวอยู่แล้ว จึงมีความสามารถทางการแข่งขันสูง
- ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพราะมีการวางรากฐานมานานแล้ว สามารถต่อยอดทางธุรกิจได้เลย
ข้อเสีย - เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักดังนั้นหากทรัพยากรดังกล่าวหมดไปหรือเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติก็จะส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ
- ในบางคลัสเตอร์มีคู่แข่งที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว เช่น ญี่ปุ่นในคลัสเตอร์ต่อเรือ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประเทศฟินแลนด์
- เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก

Alternatives 2 หาตลาดส่งออกใหม่สนับสนุนคลัสเตอร์ใหม่ เช่น โทรคมนาคม
ข้อดี - มีการกระจายความเสี่ยง หากตลาดเดิมประสบปัญหา
- เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
- การเข้าสู่ตลาดคมนาคม เป็นการสร้างธุรกิจอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการสร้างความรู้ความชำนาญให้แก่คน ซึ่งไม่มีวันหมดไป
ข้อเสีย - เป็นธุรกิจที่ไม่มีความรู้ความชำนาญมาก่อน
- สูญเสียรายได้จากการดำเนินธุรกิจในคลัสเตอร์เดิมๆไป
การตัดสินใจของผู้บริหาร
ทางรัฐบาลได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ 2 คือการสร้างคลัสเตอร์ใหมซึ่งก็คือ คลัสเตอร์ Telecommunicationซึ่งมาจากวิสัยทัศน์ของประเทศฟินแลนด์ในการวางนโยบายต่างๆของรัฐบาลที่สนับสนุนด้านนวัตกรรมและ R&D รวมถึงการศึกษา เนื่องจากปัจจัยข้อจำกัดใน คลัสเตอร์เก่าๆคือด้านทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่มาก(ใช้แล้วหมดไป)
ทางเลือกของทางกลุ่ม
ทางกลุ่มตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ 2 เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไป และเพิ่มคุณค่าได้ยาก การจะก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกได้นั้น จึงควรมองหาโอกาสใหม่ๆโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ที่สามารถจะต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

What are the lesson learned from the case ?
 ทำให้ทราบถึงความสำคัญของนโยบายของรัฐบาล ที่มีผลกระทบต่อการสร้างความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ จนสามารถพัฒนาประเทศเล็กๆที่มีแต่ทรัพยากรธรรมชาติทางด้านป่าไม้ ก้าวมาเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันอันดับต้นๆของโลกได้
 การยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ อาจเป็นหลุมพรางของความสำเร็จที่ทำให้เราไม่ยอมพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ดังเช่นในเคสนี้ ที่ฟินแลนด์ไม่ยึดติดอยู่กับคลัสเตอร์ป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เพราะว่าวันหนึ่งอาจจะสามารถหมดไปได้ และไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
 ประวัติความเป็นมาของโทรคมนาคมในประเทศฟินแลนด์
 ประวัติความเป็นมาของโนเกียและการพัฒนาสู่ความสำเร็จ รวมถึงการแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นของผู้บริหาร
 ความสัมพันธ์ระหว่างโนเกียและฟินแลนด์ สาเหตุของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่เติบโตในประเทศฟินแลนด์
 การประยุกต์ใช้ทฤษฎีในบทเรียนเรื่อง IT Strategy มาใช้วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นในคลัสเตอร์ของประเทศฟินแลนด์ เช่น Diamond model

Case Study : Finland and Nokia
อ. – Finland มีทรัพยากรทางธรรมชาติเยอะ ภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและต้นไม้ มีการส่งออกกระดาษเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพราะเหตุใดรัฐบาล Finland จึงสนับสนุนให้ปรับทิศทางการพัฒนาประเทศโดยเน้นไปที่อุตสาหกรรม Telecommunication?
นศ 1 – มูลค่าของอุตสาหกรรมที่สูง
นศ 2 – ทรัพยากรธรรมชาติมีวันหมดไปได้
นศ 3 – ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่อยากพึ่งพิงการหาผลประโยชน์จากธรรมชาติมากเกินไป อุตสาหกรรมทาง technology สร้างเม็ดเงินให้เป็นจำนวนมากกว่า
นศ 4 – Finland ต้องฉีกตัวเองออกมาจากประเทศรอบข้าง ที่เน้นแต่การทำอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความโดดเด่นและมีความแตกต่าง
อ. – ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เ
นื่องจากคู่แข่งหลักของ Finland นั้นคือ Ericsson ของประเทศ Sweden โดย Finland ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการศึกษามาโดยตลอด อย่างเช่นในกรณีของนศ.ที่ชื่อว่า Linus ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ได้นำเสนอ open source software ที่มีชื่อว่า Linux และได้กลายมาเป็นเหตุผลหลักว่าทำไม Finland จึงมีการปรับเปลี่ยนทิศทางในการพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ Finland เป็นประเทศที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ทำให้ผู้คนมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บ้าน ระบบการสื่อสารจึงกลายเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน และเป็น demand condition ที่ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงแรกจะเน้นไปที่การใช้คลื่นความถี่วิทยุ เนื่องจากการติดตั้งเครือข่าย telecommunication นั
้นอาจทำได้ยาก
อ. - นักศึกษามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการที่ Finland เปิดเสรีในการแข่งขัน เช่น ให้ Ericsson เข้ามาแข่งกับ Nokia ได้
นศ 3 – เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการแข่งขันนำไปสู่การพัฒนา นอกจากนี้ Finland ยังได้รับความรู้จาก technology ใหม่ๆ อีกด้วย
อ. – พูดถึงกรณี 3G ผู้ให้บริการที่เข้าร่วมประมูล 3G นั้น มีกฎเกณฑ์ในการ block บริษัทต่างชาติ ที่จะเข้ามาแข่งขันในประเทศไทย การทำเช่นนี้ จะทำให้ไม่มีการแข่งขัน เมื่อไม่มีการแข่งขันก็จะไม่มี force ที่จะนำไปสู่การพัฒนา เนื่องจาก การแข่งขันเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างในกรณีของ Nokia เนื่องจากการที่มีคู่แข่งอย่าง Ericsson อยู่ใกล้ๆ Nokia จึงต้องหาทางป
รับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองตลอดเวลา
ตามทฤษฎีของ Porter ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในต่างชาติคือ ต้องสร้าง demand ให้ได้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น มีสินค้าประเภท electronics จำนวนมาก และมีคุณภาพที่ดี เป็นเพราะคนญี่ปุ่นมีความคาดหวังในตัวสินค้าหรือบริการที่สูงมาก หากสามารถเอาชนะใจคนในประเทศได้แล้ว แน่นอนว่าสินค้าของบริษัทนั้นๆ ย่อมได้รับความนิยมในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
กลุ่ม – ทำไมประเทศไทยจึงแพ้ Finland ทั้งที่ประเทศเรามีความอุดมสมบูรณ์
นศ.5 – เนื่องจากประเทศไทยขาด demand condition ไม่มีความต้องการอะไรเลย คนไทยอยู่สบายมาตั้งแต่อดีต ไม่เคยต้องเผชิญกับความลำบาก จึงขาดแรงผลักดันในการพัฒนาตนเองไปสู่สิ่ง
ที่ดีกว่า ไม่มีการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้า แต่ Finland นั้นเป็นประเทศที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิประเทศก็ดี ภูมิอากาศก็ดี ที่ทำให้การดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงมีแรงกดดันที่จะต้องพัฒนาตนเองเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
นศ 6– คนไทยมีจำนวนมากกว่า ควบคุมได้ยาก มีความแตกต่างทางความคิดที่ชัดเจน
อ. – คนไทยมีความไม่เท่าเทียมกันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในประเด็นของ digital divide หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสารสนเทศและเทคโนโลยีต่างๆ โดยแผนภูมิที่สะท้อนการกระจายรายได้ของคนไทยจะอยู่ในรูปของพีระมิด คือส่วนฐาน ที่สะท้องถึงคนที่มีฐานะยากจนนั้น เป็นสัดส่วนที่มากที่สุด ส่วน Finland นั้นจะอยู่ในรูปเพชร คือคนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะปานกลาง มีการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน
นศ 7 – การเมือง รัฐบาล นโยบาย มีส่วนสำคัญมาก ในการผลักดันการพัฒนาประเทศ เช่น สินค้าเกษตร ขาดการสนับสนุนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือการทุจริตในการให้สัมปทานกับนายทุนรายใหญ่
นศ 8 – การเมืองของไทยไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นที่จะมาลงทุนในประเทศไทย

รายชื่อผู้ตอบคำถามในคาบ
สุนทร ลักษณวิวัฒน์ 5210211064 (2)
วจนะ ภูผานี 5210211003 (2)
อภินันทน์ ทิพย์ตั้งสกุล 5210211049 (1)
นิธิมา 5220211007 (1)
วรรธนิธ สุวรรณรัตน์ 5220211094 (5)
วิศิษฏ์ เอี่ยมแสงชัยรัตน์ 5220211023 (1)
พงศกร 5220211081 (1)