Scribe Book 6 Part 1lecture Mobile Computing

Learning objective
มาทำความเข้าใจถึงตัว code name ของ Wifi และเมื่อไหร่เราควรจะเลือกwireless Lan แบบ g หรือ n หลังจากนั้นเราจะมาดูถึง เทคโนโลยี RFID และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยหัวข้อสุดท้ายคือเรื่อง Pervasive computing โดยอาจารย์จะให้นักเรียนดูถึงวีดีโอแห่งความเป็นอนาคต อาจารย์ไปเกาหลีได้ไปศึกษาบริษัท Samsung ซึ่งถูกควบคุมโดยหุ่นยนต์และเครื่องจักรเกือบทั้งหมด และถ้ามีใครได้ไป world expo จะได้เห็นถึงเทคโนโลยี pervasive computing เช่น ในงานแสดงของประเทศญี่ปุ่น มีการแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านที่ล้วนแล้วแต่เชื่อมต่อกับ Internet

Wireless WAN ครอบคลุมพื้นที่ระดับประเทศ
Wireless Man ควบคุมพื้นที่ระดับเมือง เช่น WiMax ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการเข้าถึง internet
Wireless Lan คือครอบคลุมระดับห้องหรือที่เราใช้อยู่ในขณะนี้
Wireless Pan คือ private / personal area เช่น Bluetooth

Mobile computing
การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ขณะที่เราเคลื่อนที่ซึ่งก็คือระบบ wireless โดยจะมีการรับจาก Antenna โดยจะทำการส่งผ่านคลื่นความถี่ แบ่งแยกออกเป็น 2 แบบ คือแบบต้องมีใบอนุญาต และ แบบไม่ต้องมีใบอนุญาต เช่น 3G ต้องมีใบอนุญาต ส่วน Bluetooth และ wireless ไม่ต้องมี

Technology เวลาจะเกิดมาต้องเกิดมาในเวลาที่เหมาะสมและต้องมีกลุ่มคนรองรับกับ เทคโนโลยี นั้นๆ

PDA ในปัจจุบันจะเห็นว่า จะมีความยืดหยุ่นสำหรับการทำงานมากขึ้น เพราะว่า สามารถทำงานแบบเคลื่อนที่ได้ เช่นการทำงานในร้านกาแฟ โดยจะเห็นว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเน้นไปในทาง mobile มากกว่าที่จะเป็นแบบอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็น แบบ PDA tablet หรือแม้กระทั่ง Nintendo 3DS โดยเราสามารถจะเล่นเกมแบบ 3D ได้โดยไม่ต้องใส่แว่น

ในปัจจุบันถ้าเราลืมกระเป๋าสตางค์กับมือถือ เราจะเลือกกลับไปเอาอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน นักเรียนคนหนึ่งเสนอว่าถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นจะเป็นมือถือ ที่เมืองไทยคงเป็นกระเป๋าสตางค์ อาจารย์กล่าวว่า ขณะนี้ แทบทุกคนมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจารย์ยังเคยเห็นขอทานใช้มือถือไม่แน่ใจว่าเป็น iPhone หรือ BB โดยจากกราฟจะเห็นแนวโน้มในการเพิ่มของการใช้ ว่าเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเลยทีเดียว ในขณะที่โทรศัพท์บ้านมีแนวโน้มลดลง

Mobile phone usage slide
โดยในปัจจุบัน ลักษณะการใช้โทรศัพท์ มี 2 แบบ คือ prepaid และ postpaid โดย 90% ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของประเทศไทยใช้แบบ prepaid รูปแบบของการให้บริการ มี 2 แบบ คือ voices และ non-voice แบบ voice ก็คือแบบโทรกันปกติ แบบ non-voice ก็จะเป็นพวก internet และ โดยปัจจุบัน แบบ voices จะมีการใช้งานมากกว่า แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดย แบบ non-voice มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น จนปัจจุบันเป็น 30% ของทั้งหมดแล้ว อาจเป็นเพราะการเข้ามาของ iPhone หรือ ระบบ Android

ICT in Asean
ประเทศไทยถือว่ามีการใช้ เทคโนโลยีอื่นนอกจากการโทรน้อยมาก น้อยกว่าเวียดนามแต่ว่า จำนวนคนใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยนั้นยังถือว่าเยอะมากอยู่ โดย mobile computing จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง internet

การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม
ถ้าเปรียบเทียบ ตลาด ICT ทั้งตลาด จะมี 11% ของ GDP ถ้า โทรคมนาคม จะมีถึง 6% ของ GDP ทั้งหมด การจัดอันดับก็มีการใช้ จำนวนผู้ใช้ โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็น ดัชนีด้วย โดย AIS เยอะสุด Dtac และ ก็ TRUE ตามลำดับ

โดยโทรศัพท์ ประจำที่ (Fixed lines) จะมี AT&T และ TOT ก็มีความคงที่ และมีแนวโน้มว่าจะต่ำลง โดยหันไปให้ความสำคัญกับ ADSL มากขึ้นเพราะว่า ถ้าให้ความสำคัญเพียงแค่โทรศัพท์บ้าน ก็คงไม่สามารถอยู่ได้

จะเห็นว่าจาก 10 ปีที่ผ่านมาโทรศัพท์มือถือมีการพัฒนาขึ้นมาก จากเดิมมีขนาดใหญ่มาก กว่าจะหาสัญญาณก็ลำบาก รวมทั้งราคาบริการและราคามือถือแพง มือถือถูกพัฒนามาจาก walkie talkie โดยต้องอยู่ในคลื่นความถี่เดียวกันถึงสามารถคุยกันได้ แต่การเริ่มต้นของโทรศัพท์นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 1980 หรือ 1G นั่นเอง คือรูปแบบการติดต่อสื่อสารแบ่งออกมาเป็น cell หรือระบบ cellular โดยเมื่อเราทำการเคลื่อนที่จาก cell หนึ่งไปอีก cell หนึ่ง เป็นครั้งแรกที่ระบบ cellular network ได้ถูกนำมาใช้ โดยใช้สัญญาณ analog ซึ่งใช้ได้แค่สัญญาณเสียง และมีข้อจำกัดหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สัญญาณที่ขาดๆ หายๆ โทรศัพท์ที่ค่อนข้างใหญ่ 1 cell รองรับคนได้น้อย และราคาแพงมาก โดยมี มาตรฐาน FDMA ที่ใช้ในการปรับคลื่นความถี่ (Air Interface Technology)

ช่วงปี 1990 ได้ถูกพัฒนามาเป็น generation ที่ 2 ที่เปลี่ยนจาก ระบบ analog มาใช้สัญญาณ digital โดยสามารถใช้ส่ง SMS ได้ โดย pager เกิดมาในปลาย generation ที่ 1 แต่เมื่อมีการเกิดขึ้นของโทรศัพท์ ยุคที่ 2 ทำให้ pager หายไป เพราะว่าสามารถส่ง SMS ได้ โดย SMS คือการส่งข้อความขนาดสั้น ไม่เกิน 160 ตัวอักษร โดย 2G นั้นมีการพัฒนาโดยมาตรฐานของ 2G คือ GSM และ CDMA โดย GSM เป็นมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้น จากทวีปยุโรป โดยการรวมตัวกันของ NOKIA, Ericsson และบริษัทอื่นๆ ในยุโรป โดยก่อนหน้านั้น ปัญหาที่พบในการให้บริการคือ มาตรฐานที่ต่างกัน จึงต้องมีการรวมตัวกันเพื่อที่จะสร้าง มาตรฐานที่เหมาะสม ซึ่งก็คือ GSM ทำให้ไม่ต้องกังวลถึงความแตกต่างของมาตรฐาน โดย GSM เป็นมาตรฐานที่ประสบความสำเร็จมากมีการใช้ถึง 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลก โดยในเอเชียแทบทั้งหมดใช้มาตรฐาน GSM โดยผู้ใช้ สามารถทำ roaming ได้คือ ใช้เบอร์เดียวต่างเครือข่าย อย่างไรก็ตาม บริษัทในอเมริกา ก็มีการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งเรียกว่า CDMA เพื่อมาสู้กับ GSM โดย CDMA จะมีการ assign digital code เข้าสู่ pattern ทำให้ CDMA มีมาตรฐานและคุณภาพเสียงที่ดีกว่า GSM แต่ CDMA ไม่มี network effect คือมีการนำไปใช้ในประเทศต่างๆ น้อยมาก โดยมีแค่ เกาหลี และอเมริกาเท่านั้นที่ใช้ โดยในไทยมี เพียง hutch เท่านั้นที่ทำการใช้ระบบ CDMA นอกจากนี้ CDMA ยังไม่สามารถทำ roaming ได้ ซึ่งก็คือไม่สามารถใช้เบอร์เดิมข้ามเครือข่ายได้

โดย 2.5 G ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ 2G อยู่แต่มีบริการแบบ gprs และ edge เพิ่มเติมเข้ามา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ก็คือความเร็วที่จำกัดที่ 384kb ต่อวินาที ทำให้ข้อมูล multimedia จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูทีวี ผ่านโทรศัพท์ก็ทำได้ยาก โดยปัจจุบันประเทศไทยใช้ 2.5G อยู่ ซึ่งบางแห่งมีการซอย 2.75 คือ edge

3G มีการใช้ระบบ packet switching network โดยมีการนำส่ง สัญญาณแบบ packet ซึ่งเทคโนโลยี 3G นั้นตั้งอยู่บน พื้นฐานของ CDMA โดย 3G มีจุดเด่นคือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วกว่า 2G โดยมีความเร็วที่ 2mb โดย 3G ก็มีหลายระดับ ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างของความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลนั่นเอง มีการใช้ HSPA 3.9G ใช้ LTE ทำให้รูปแบบของ application ได้มากขึ้น ซึ่ง 3G สามารถจะใช้ iPad หรือ อย่างอื่นได้ ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะมือถือ แต่ทุกอุปกรณ์ที่สามารถต่อเข้ากับ internet ได้ซึ่งทำให้เราสามารถทำการ video call หรือ ดูทีวีบน มือถือได้ ดังเช่น iPhone 4G ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ โดยแต่ละ generation ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวมือถือ แต่ว่า เปลี่ยนตัวระบบด้วย โดย มือถือของระบบ 2G ไม่สามารถนำมาใช้ระบบ 3G ได้ นั่นเอง

4G มีการทดลองใช้แล้วในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น แต่มาตรฐานยังไม่ออกมาชัดเจน แต่จะทำให้มือถือ มีการใช้ระบบ internet ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีการพูดถึงค่อนข้างเยอะว่าความเร็วของเครือข่าวไร้สาย 4G จะมีความเร็วถึง 100mb ซึ่งมีความเร็วเท่ากับแบบมีสาย ซึ่งจะมีการใช้ระบบ SDR ซึ่งทำให้ มือถือมีความฉลาดมากขึ้น โดยมือถือสามารถรู้ได้เองว่า จะใช้เครือข่ายอะไร เช่น ถ้าอยู่ข้างนอกใช้ 4G เข้าในพื้นที่จะเป็น wifi โดยมือถือสามารถจะเลือกได้เอง โดยมาตรฐานจะแน่ชัดขึ้นในปี 2012 ซึ่งจะมีการ implement ในปี 2014-2015 โดยผมทำการคุยกับ DTAC, AIS, TRUE รวมไปถึง Hutch ถ้าผู้บริการได้รับ 3g มาก็ไม่เปลี่ยนเป็น 3G ทันที แต่จะมีการ implement ไปทีละนิด โดยเปลี่ยน 2G เป็น 3G โดยใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี โดย NTT Docomo นั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนญี่ปุ่นไปอย่างมาก เพราะมีการนำเข้า เครือข่าย 3G NTT Docomo ก็เคยเข้ามาทดลองในประเทศไทย แต่ว่าประเทศไทยก็ยังไม่พัฒนาทางด้านนี้ต่อ

ความแตกต่างของ 2G และ 3G ก็คือความแตกต่างของความเร็วดูเหมือนเล็กน้อยแต่ว่า เปลี่ยนแปลงการใช้งานเยอะเลยทีเดียว

มาตรฐาน 3G ในไทยจะใช้ WCDMA จะใช้เปลี่ยนจากระบบ GSM เป็น 3G ถ้าบริษัทที่ใช้ CDMS อยากเปลี่ยนเป็น 3G จะใช้ ระบบ CDMA2000 ซึ่งทั้งสองระบบ จะมีความสามารถในการ roaming ด้วย

จะเห็นได้ว่า ถึงประเทศไทยจะใช้มือถือกันมาก แต่มีระบบ 3G ช้าที่สุด

WCDMA 2mb ต่อวินาที โดยจะพัฒนาต่อไป โดยญี่ปุ่นใช้ HSPA ซึ่งมีความเร็ว 40mb ต่อวินาที หรือบางคนเรียกว่า 3.9G

รูปแบบของการเข้าถึง มี 2 รูปแบบหลักๆ คือ wap และ imode โดย wap มาจากอเมริกา และ imode มาจาก docomo ญี่ปุ่น

Non-voice จะเห็นว่ารูปแบบในประเทศไทยนั้นจะเป็นรูปแบบของ voice เป็นหลัก

ARPU (average revenue per user) โดยผู้ให้บริการสามารถสร้างได้รายได้เฉลี่ยต่อหนึ่งเลขหมาย

โดยผู้ให้บริการ 3G จะทำให้บริษัทต่างๆ สามารถให้บริการได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น entertainment การบริการ banking การท่องเที่ยว แทบทุก sector สามารถเข้ามาใช้ระบบได้ โดยระบบ 3G จะช่วยเข้ามาเปลี่ยนแปลง โดยมีหลายคนกล่าวว่า 3G จะช่วยกูวิกฤติได้ หรือ บางคนก็บอกว่า เราไม่ควรจะไปเลียนแบบฝรั่ง แต่ควรนำเงินไปพัฒนาอย่างอื่นมากกว่า โดยเราควรจะมองตามความเป็นจริงว่า มันจะมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ก็จะลืมไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีทดแทนมากมายเช่น wireless โดย เมื่อ 3G เข้ามา ไม่น่าจะเป็น แบบ flat rate แต่น่าจะเป็น การชาร์จตามระดับ การใช้งานมากกว่า และยังคนจำนวนหนึ่งที่ใช้แบบ โทรเข้าโทรออกอย่างเดียว และการที่ mobile application ที่ไม่หลากหลาย ทั้งหมดล้วนเป็นความเสี่ยงหลักของ 3G
ประมาณ 40 – 50 ปีที่แล้วไม่มีใครคิดว่า คลื่นความถี่มีความสำคัญ และ เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรามากขนาดนี้ โดยแต่ก่อนจะใช้กับหน่วยงานของรัฐ เช่น ตำรวจ กองสลาก เหล่านั้น โดยหน่วยงานเหล่านั้น ก็สามารถให้บริษัท เอกชนเช่า โดยแบ่งส่วนแบ่งของรายได้ มาให้กับทางรัฐ โดยคลื่นความถี่สำหรับมือถือ TOT และ CAT ก็เป็นผู้ดูแล ซึ่งเป็นที่มาของ คอรัปชั่น โดย ถ้าคนอยากได้ คลื่นความถี่ ก็ต้องไปขอจากรัฐ ซึ่งรัฐสามารถ กำหนดข้อจำกัดได้ รวมไปถึงวิทยุโทรทัศน์ ก็เช่นกัน ช่อง 7 ช่อง 5 ช่อง 3 ก็ต้องจ่ายบางส่วนให้กับทหาร โดยถ้าเป็นในส่วนของโทรศัพท์ คุณทักษิณก็มาเช่าสัมปทานจาก TOT เป็นเวลา 30 กว่าปี โดยมีเงื่อนไข BTO โดยบริษัทเอกชนได้สิทธิ์ในการใช้ความถี่นั้น และต้องตั้งเสาเอง บริหารกิจการเองทุกอย่าง แต่ต้องแบ่งส่วนแบ่งไปให้ TOT 25% ของรายได้ เมื่อหมดสัมปทาน ก็ต้องโอนทุกอย่างคืนไปให้ TOT โดย DTAC และ TRUE ก็ไปเช่าคลื่นความถี่กับ CAT โดยต้องเสีย 30% ของรายได้แก่ AIS ซึ่งจะเห็นได้ถึงความไม่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับการวิ่งเต้นเป็นหลัก โดยมีการออกกฎหมายมาว่า คลื่นความถี่ ต้องถูกทำการเรียกคือกลับมา โดย กทช. และ กสช. ใช้เวลา 7 ปี แต่งตั้งขึ้นมาได้ โดยหลังจากหมดสัมปทาน ก็จะทำการยึดความถี่กลับมา และผู้ใดต้องการใช้ ก็ต้องมาขอกับ กทช. โดย ในปัจจุบัน กทช. และ กสช. ไม่สามารถแยกแยะกันได้อย่างชัดเจน จึงมีการยุบรวม ทั้ง 2 รวมกันเป็น กสทช. แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถตั้งได้โดยให้ กทช. ทำแทนไปก่อน โดยเป็นช่องว่างให้ กทช. ออก 3G ไปก่อน โดยทั้งหมดนี้ เป็นดัง timeline ของ slide โดยถ้ามีกสทช. กสทช. จะมีอำนาจสูงมาก โดยเทคโนโลยี โทรทัศน์ วิทยุ และ มือถือก็จะต้องมาขอกับ กสทช. ซึ่งผลกระทบก็มีมากมาย โดยทุกองค์กรที่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ ก็จะได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งทำให้กสทช.เกิดยากมาก เพราะมีองค์กรมากมายที่จะต้องเสียผลประโยชน์ จากเดิมที่ได้รายได้จากระบบสัมปทานก็จะไม่พอใจจากการเสียผลประโยชน์ไป

แนวโน้มของการใช้ internet เพิ่มมากขึ้น และ mobile ก็มีการใช้มากขึ้น รวมถึงการใช้ internet ในมือถือก็มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น โดยความเหลื่อมล้ำในการใช้ internet ก็จะมีความเหลื่อมล้ำน้อยลง โดยมีการเปลี่ยนแนวโน้มจาก narrow band เป็น broadband มากขึ้น นอกจากนี้ จำนวนของเครือข่าย 2G ก็จะหมดไป fiber optic จะเข้ามามีบทบาท เพิ่มมากขึ้น จำนวนสัดส่วนของผู้ใช้ mobile แบบ fixed จะเพิ่มมากขึ้น รูปแบบของ application จะไปทาง multimedia เพิ่มมากขึ้น อุปกรณ์ก็จะมีราคาที่ถูกลง รวมไปถึง social network ที่จะมีการรวมเข้ามากับโทรศัพท์เคลื่อนที่

wireless LAN
Wireless LAN นั้นมีระยะประมาณ 200m หรือว่า 1 ตึก ซึ่งมีการ setup ที่ง่ายกว่า เพราะว่าไม่จำเป็นต้องทำการเชื่อมต่อและสามารถให้บริการให้กับคนจำนวนมากๆ ได้ มีต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพ เช่นในร้านกาแฟ จะมี wireless LAN เป็นบริการกับลูกค้า โดย wifi ในปัจจุบัน IEEE ได้กำหนดมาตรฐาน โดยปัจจุบัน PC และ PSP สามารถใช้ wifi ได้รวมไปถึง iPad ก็เช่นเดียวกัน สามารถใช้งาน wifi ได้ โดยแต่ละมาตรฐานนั้นจะแตกต่างกันที่ความเร็ว และพื้นที่ครอบคลุม ย้อมกันกลับไป slide setup wifi โดยเพียงแค่ทำการซื้อ access point หรือ wifi modem ตราบใดที่ตัว notebook มีมาตรฐานเดียวกับตัวส่งก็สามารถที่จะคุยกันได้ โดยถ้าอยู่ภายในพื้นที่ ก็สามารถที่จะติดต่อกันได้ กลับไปที่ slide มาตรฐาน โดย a กับ b ออกมาพร้อมๆ กัน แต่ b ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะว่าความแตกต่างของความถี่ และความเร็ว โดยความเร็วของ a นั้นสูงกว่า โดย a สามารถครอบคลุมได้น้อยกว่า b ทำให้ b เป็นที่นิยมมากกว่า โดยปัจจุบัน access point กับ router นั้นได้ทำการรวมกันเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียว โดย g ใช้ความถี่ที่ 2.4 g โดยมีความเร็วมากกว่าด้วย โดย g และ b สามารถคุยกันได้ แต่ความเร็ว ก็ยังคงมีระดับเดียวกับที่ access point ปล่อยออกมา โดย n เป็นมาตรฐานใหม่ที่มีความเร็วสูงสุด

wireless telecommunication
โดยปัจจุบันมาตรฐาน wireless จะมีแค่ g และ n โดยแต่ละมาตรฐานก็มีความเหมาะสมต่อลักษณะการใช้งาน ดู video wireless g นั้นเหมาะกับการใช้ในบ้านและใช้งานกับคอมพิวเตอร์ปกติ โดยถ้าใช้งานประเภทส่งเมล์อ่านข่าว ก็ใช้แค่ wireless g ก็พอ เพราะว่าครอบคลุมพื้นที่เล็กๆ และมีความเร็วไม่มาก แต่ถ้าต้องการใช้งานกับ อุปกรณ์ชนิดต่างๆ นอกจาก computer เช่น xbox หรืออะไรอย่างอื่น และการใช้งานต้องการดูวีดีโอออนไลน์ และ ใช้งานอย่างหนัก ก็เหมาะกับการใช้ wireless n มากกว่า ซึ่ง wireless n จะไวกว่า และครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า ซึ่งราคาแบบ n นั้นจะแพงกว่าแบบ g

problems with wifi
เนื่องจากราคาที่ค่อนข้างถูกและยืดหยุ่น จึงมีการแพร่หลาย แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ เช่น roaming เพราะว่าถ้ามีการเคลื่นไหว ก็จะทำให้ความเร็วในการใช้งานนั้นลดลงไปมากๆ security ข้อมูลจากการใช้ wifi นั้นสามารถโดยขโมยได้ง่ายมาก เพราะว่าทุกคน share key เดียวกัน แต่มีข้อดีที่เหนือกว่า ก็คือมีต้นทุนที่ต่ำกว่าระบบที่มีสาย

wireless man
ที่มีการพูดถึงมากที่สุดคือ WiMax เช่น ในกทม. มี green wifi โดย WiMax มีมาตรฐาน IEEE16 โดย wifi กับ WiMax มีความแตกต่างกันที่รัศมีการครอบคลุม และความเร็ว ที่แตกต่างกัน โดย WiMax นั้นมีความเร็วสูงมากและเหมาะกับการใช้งานกับงาน multimedia โดยจริงๆ WiMax เหมาะกับพื้นที่โล่งกว้างมากกว่าเพราะว่าไม่มีการบังสัญญาณจากตึกต่างๆ โดยการใช้ WiMax นั้นจำเป็นต้องมีตัวรับสัญญาณ จาก WiMax card ซึ่งไม่เหมือน wifi แต่เป็นเสาสัญญาณโทรศัพท์มากกว่า โดยถ้าต้องการให้บริการ WiMax นั้นต้องมีการขอจาก กทช. โดย WiMax ก็เป็นเสมือน เทคโนโลยีทดแทนของ 3G ก็เป็นไปได้ เพราะว่าจากเดิม ที่ต้องทำการลากสายแบบ lease line หรืออย่างอื่นก็สามารถใช้ WiMax แทนได้

M-commerce
M-commerce ก็คือ e-commerce ที่ทำผ่านทาง อุปกรณ์เคลื่อนที่ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำจากที่ไหนก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่

non-voice
3G WiMax เข้ามาเปลี่ยนแปลง application ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดย M-commerce ก็จะมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น mobile entertainment ซึ่งเป็นการดู multimediaและอื่นๆ สามารถทำM-payment ได้ โดยเราเป็นผู้ประกอบการก็สามารถ ทำให้การทำธุรกรรมสะดวก โดยในญี่ปุ่นสามารถใช้มือถือในการจ่ายเงินได้ สามารถใช้ application ในการดูเส้นทาง และตรวจเช็คเส้นทางได้ นอกจากนั้นยังมี mobile tv หรือในต่างประเทศ อุตสาหกรรม health care ก็สามารถช่วยในการรักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคลอเรสเตอรอล หรือวัดความดันหลังจากนั้นก็ส่งไปที่ โรงพยาบาลได้ โดย application store ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ จะมีอิทธิพลมากขึ้น รูปแบบ ของการชำระเงินของอุปกรณ์เคลื่อนที่จะมี 3 รูปแบบหลักๆ คือ 1 micro payment system เช่นการดาวโหลด ring tone หรืออะไรต่างๆ ก็จะเก็บค่าบริการพร้อมกับ ค่าโทรศัพท์ โดยทางผู้ให้บริการทั้ง 2 แห่งก็จะทำการตกลงกันเองก่อน แบบที่ 2 คือ stored payment เช่น i-Tune card โดยสามารถเติมเงินผ่าน iTune card ได้และใช้ซื้อของได้ตามจำนวนเงินที่ใส่เข้าไป แบบที่ 3 คือ mobile wallets โดยจะเป็น software ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต

application
Proximity payment โดยเงินจะถูกหักออกไปจากเงินที่เติมไปในโทรศัพท์ หรือ touch sim ในเมืองไทยนั่นเอง และรูปแบบ remote payment

M-learning
รูปแบบของ M-learning จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีการ upload สื่อการสอนต่างๆ ซึ่งสามารถ download ลงมาอ่านในมือถือได้

security
เนื่องจากมีการใช้มากขึ้น hacker ก็จะ target มากขึ้น

Barriers
มีต้นทุนสูง นอกเรื่อง l commerce คือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตามแต่ละพื้นที่ ที่ผู้ใช้มือถือเข้าไป เช่นไปงาน event ต่างๆ ก็จะมีการส่ง SMS เข้ามา เมื่อเข้าไปใน บริเวณ โดยบริษัท สามารถส่งข้อมูล และ โปรโมชั่นต่างๆ ให้กับลูกค้าใน พื้นที่ได้ โดยใช้เทคโนโลยี GPS ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้รับสัญญาณดาวเทียมซึ่งจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพกับ GIS เช่น google map ซึ่งนำเสนอข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์เป็นต้น 4 squared กำลังมีการขยายตัวสูงมาก โดยอยากให้นักเรียนลองใช้ ซึ่งตัวโปรแกรมจะบอกให้เพื่อนๆ รับรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน และที่ไหนที่เราเป็นเจ้าถิ่นอยู่ ซึ่งจะมีร้านอาหารบางร้านที่ ให้โปรโมชั่นกับผู้ใช้บริการ 4squared อีกด้วย ซึ่งเราสามารถเช็คได้ว่า ร้านค้าไหนดีบ้าง และมีเพื่อนเราคนใดเคยไปใช้งานร้านไหนบ้าง

nextbus
เราสามารถตรวจสอบได้ว่า รถเมล์จะมาตอนไหนโดยมีการติด GPS บนรถบัส

wireless plan
จะมีการพูดถึง RFID เป็นจำนวนมาก โดย ตัว tag เข้ามาใกล้ reader โดย reader จะส่งข้อมูลไปให้ computer โดยข้อดีของ RFID ก็คือตัว tag ไม่จำเป็นต้องไปในระนาบ แต่แค่เข็นผ่านก็สามารถใช้งานได้และ โดย มี 2 แบบ คือ active ซึ่งมีระยะทางไกล และสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน tag ได้ และ passive ซึ่งจะใช้ในร้านขายปลีก โดยระยะการอ่านจะสั้นกว่า และเก็บข้อมูลได้มากกว่า วีดีโออีกแล้ว เคยดูแล้ว เอาลงด้วย โดนในต่างประเทศแบบ ญี่ปุ่น แค่หยิบของเดิน ผ่าน gate ก็สามารถจ่ายเงินได้ โดยสามารถลดการใช้พนักงานลงไปได้

Pervasive computing
เป็นบทบาทของ computer ในอนาคต โดยในอนาคตทุกอุปกรณ์จะมี IP ของตัวเองหมด ไม่ว่าจะเป็น smart home และ smart car ที่สามารถกำหนด ข้อมูลต่างๆ ให้เหมาะสมได้ ด้วยรีโมทจากระยะไกล ดูวีดีโอ ความเปลี่ยนแปลงจาก อดีตเป็นอนาคต

internet
Babyboomer  Gen x  Gen Y ซึ่งเติบโตมากับ computer  Gen Z จะเติบโตมาพร้อมกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ คนที่เกิดมาในรุ่นนี้ก็จะไม่ใช้ พวก soundabout หรือกล้องแบบ film ในปัจจุบัน นั้นจะมีการใช้ internet 3 อย่าง 1 คือการใช้ internet ในการทำธุรกิจ 2 การใช้ internet เล่น social network 3 อุปกรณ์สามารถเข้าถึง internet มากขึ้น โดยองค์กรที่มีความสามารถในการใช้ internet มากกว่า ก็จะสามารถปรสบความสำเร็จได้มากกว่าบริษัทอื่นๆ