Scribe Book 5 Part 1 E Commerce

จัดทำโดย Group 5
5220211001 นางสาวขนิษฐา ประสิทธิ์กุลไพศาล moc.liamtoh|37ahjanmodsiw#moc.liamtoh|37ahjanmodsiw
5220211023 นายวิศิษฏ์ เอี่ยมแสงชยรัตน์ moc.liamtoh|ecaep_pp#moc.liamtoh|ecaep_pp
5220211025 นางสาววรัษญา วรุณธารทิพย์ moc.liamg|iilnnylw#moc.liamg|iilnnylw
5220211035 นายวีรวุฒิ จูทะพันธ์ moc.liamtoh|yroeht_gnim#moc.liamtoh|yroeht_gnim
5220211039 นายหฤษฎ์ มหาเกียรติกุล moc.liamtoh|knyrhp#moc.liamtoh|knyrhp
5220211041 นายทนัญชัย กิตติสกุลนาม moc.liamtoh|604daehekans#moc.liamtoh|604daehekans
5220211084 นายเทิดธรรม ปัญญวิภาต moc.liamtoh|72vih#moc.liamtoh|72vih
5220211094 นายวรรธนิธ สุวรรณรัตน์ moc.liamtoh|s_tinattaw#moc.liamtoh|s_tinattaw

Intro:เล่าประสบการณ์ world’s Expo ที่เซี่ยงไฮ้
-Pavilion ญี่ปุ่น นำเสนอ IT ตั้งแต่ชีวิตประจำวัน (Smart Home) จนถึงการทำงาน (smart office)
-หลายประเทศพูดถึง green technology เช่น Belgium Euro และ Swiss นำรถยนต์ solar car มาแสดง
-เซี่ยงไฮ้บ้านหลายหลังใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และ pavilion ญี่ปุ่นเองซึ่งเป็นโดมขนาดใหญ่ใช้พลังงานจาก solar cell ทั้งหมด (อาจารย์ต่อคิว 6 ชั่วโมงครึ่ง แนะนำเอาคนอายุ 75 หรือคนป่วยไปด้วย หรือเอาค้อนทุบขาพร้อมใบรับรองแพทย์ จะได้ช่องทางพิเศษ)

E-commerce
Learning Objectives
1. Identify the unique features of e-commerce, digital market and digital goods.
2. Describe how Internet technology has changed business models (สาเหตุที่ Internet เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ )
3. Identify the various types of e-commerce and explain how e-commerce has changed consumer retailing and business-to-business transactions. (ทราบถึงประเภทของ E-commerce และทำไม E-commerce เปลี่ยนแปลงการบริโภคสินค้าของลูกค้า และการซื้อขายแบบ B2B)
4. Evaluate the role of m-commerce in business, and describe the most important m-commerce applications.
5. Identify the principal systems for electronic commerce
6. ทราบถึง E-commerce คืออะไร มีกี่ประเภท
7. วิวัฒนาการของ E-commerce มีกี่ระดับ
8. ทฤษฎี Long-tail และทฤษฎีพาเลโต้ (80:20) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบาย inventory Management มายาวนาน
9. E-government

E-commerce คือรูปแบบการซื้อขายผ่าน electronics ไม่จำเป็นต้องซื้อขายบน internet เพราะ E-commerce มีมานานตั้งแต่ก่อนมี internet แล้ว แต่ internet ทำให้ E-commerce ครอบคลุมมากขึ้น ในช่วงนั้น และจากนั้นอัตราการเติบโตก็ทวีคูณ
E-commerce เริ่มมีตั้งแต่คริศตศักราช 1995 เว็บไซต์ Amazon.com,Nescape,E-Bay ก็ถือเป็น first mover E-commerce และเติบโตเฉลี่ยปีละ 16% และเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะใน U.S. Europe Asia
ในอเมริกาการทำธุรกรรมผ่าน E-commerce มีสูงถึงประมาณ 10% แต่ในประเทศไทยยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่
E-commerce มีทั้งช่วง up and down ช่วง up ปี 1994-1999 ช่วง down เป็นช่วงฟองสบู่แตก 1999-2001 เป็นช่วงล้มหายตายจากของ E-commerce ที่ไม่มี revenue model ที่ชัดเจน แล้ว up อีกรอบหนึ่งจนถึงในปัจจุบัน

Pic_ecommerce%20%20009.jpg

ลักษณะพิเศษของ E-commerce
Ubiquity สามารถใช้งานได้ทุกที่ทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน และทำได้ทุกเวลา
Global reach ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หมด
Universal standards เป็นมาตรฐานเดียวกัน
Richness สามารถใส่ข้อมูลได้ลึก ทั้ง video, audio and text messages ต่างจากการสื่อสารอื่นเช่นวิทยุโทรทัศน์ที่ข้อมูลที่นำเสนอมีจำกัด
Interactivity
Information density
Personaliztion/Customization คือความสามารถนำเสนอข้อมูลให้ตรงความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ข้อมูลที่เราเห็นในเว็บไซต์ปัจจุบันเราสามารถที่จะมองเห็นข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามความต้องการหรือพฤติกรรมของคนนั้นๆ เช่นซื้อของใน Amazon.com หน้าตาของ homepage Amazon.com ที่เข้าจากคอมพิวเตอร์อาจารย์กับคอมพิวเตอร์เราๆ จะไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามสินค้าที่ซื้อไปในอดีต นอกจากนี้ยังมีความสามารถที่ลูกค้าสามารถจะระบุถึงลักษณะของสินค้า ระบุวามต้องการในตัวสินค้าได้เอง ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า customization จากเดิมทำได้ยากคือต้องส่งเซลล์แมนไปคุยกับลูกค้าเพื่อถามความต้องการสินค้าของลูกค้า แต่ปัจจุบันรูปแบบเว็บไซต์ทำให้ลูกค้าสื่อถึงความต้องการได้โดยตรง เห็นจากความสำเร็จของ Dell และโดยเฉพาะปัจจุบัน social media มีบทบาทมากขึ้น บริษัทสามารถจะเรียนรู้ความต้องการจากผู้ใช้ผ่านทาง social media ,social technology ต่างๆ

Change of Economic information

Pic_ecommerce%20%20010.jpg

มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของ Economic of information คือ จากเดิมการนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการจากบริษัทไปยังลูกค้า จะมีสองปัจจัยที่เป็น Negative correlation กัน คือ
ระดับความลึกซึ้งของข้อมูล(Richness) และ จำนวนคนที่ข้อมูลเข้าถึง (Reach) ในอดีตบริษัทต้องเลือกว่าจะโฟกัสไปที่ Richness หรือ Reach ถ้าโฟกัสที่ Richness ต้องส่งพนักงานขายไปอธิบายสินค้ากับลูกค้าตัวต่อตัว ถ้าต้องการ Reach ส่วนใหญ่ผ่านช่องทางซื้อหลักเช่นโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสารต่างๆ แต่ความลึกซึ้งของข้อมูลก็ได้มาอย่างจำกัด ค่อนข้างน้อย นี่เป็นรูปแบบในอดีต
เว็บไซต์เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือสามารถที่จะทำให้ข้อมูลของสินค้าหรือบริการสามารถนำเสนอข้อมูลที่มีระดับความลึกซึ้งรายละเอียดสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน

Key concepts in E-commerce

การลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ Digital market
Information asymmetry คือความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูล เกิดขึ้นคือเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อมูลมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จะนำไปสู่ความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการทำธุรกรรม ตัวอย่าง:เดิมในอดีตไปซื้อรถไม่มีทางรู้ได้เลยว่า dealer รับรถมาจากโรงงานในราคาเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลมีความสำคัญมากในการต่อรอง แต่ปัจจุบันสามารถเช็คได้ทันทีว่า dealer รับรถมาจากโรงงานในราคาเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลนั้นทำให้การต่อรองเท่าเทียมกัน
Search costs คือค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลของสินค้า ข้อมูลของบริษัท
Transaction costs ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะการค้นหา การเปรียบเทียบข้อมูลราคา การชำระเงินต่างๆ
Menu costs คือค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเปลี่ยนราคาสินค้า จากเดิมค่อนข้างสูง แต่ E-commerce สามารถทำให้อัพเดทราคาสินค้าได้ทันที

Digital markets enable
Price discrimination บริษัทสามารถขายสินค้าชนิดเดียวกันประเภทเดียวกันไปยังกลุ่มคนที่แตกต่างกันในราคาที่แตกต่างกัน เช่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถ้าเราจองก่อนได้ราคาหนึ่ง จองหลังได้อีกราคาหนึ่ง หรือจองแพคเก็จได้อีกราคาต่อคนที่ถูกกว่าจองเดี่ยว
Dynamic pricing เกี่ยวข้องกับ case E-bay และ case Alibaba คือ E-commerce ทำให้ราคาของสินค้าขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด จะเห็นได้ว่าเวลาซื้อของ E-bay ของชิ้นเดียวกัน จะได้ราคาที่แตกต่างกันตาม Demand ของตลาดที่เกิดขึ้นจริง
Disintermediation คือการขจัดตัวกลางออกไป โดยเฉพาะรูปแบบของเว็บไซต์ในปัจจุบันที่เราสามารถเข้าถึงไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลก จากเดิมบริษัทมีข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้าโดยจำเป็นต้องพึ่งพาร้านค้าปลีก หน้าร้านต่างๆ ในการแสดงสินค้า แต่ปัจจุบันการเข้าถึงนั้น อุปสรรคเหล่านั้นได้หมดไป

Pic_ecommerce%20%20011.jpg

เห็นได้ว่าถ้ามอง supply chain ในปัจจุบัน คือจาก Supplier ส่งวัตถุดิบไปที่ Manufacture
- Manufacturing เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสินค้าส่งไปยัง distributor เพื่อกระจายสินค้า จากนั้นส่ง retailer ถึงลูกค้า ถ้าดูจากสินค้าที่ส่งตาม traditional supply chain ราคา $48.50
- ถ้า bypass distributor ไป retailer โดยตรง ราคาจะลดลงเหลือ $40
- ถ้าโรงงานสามารถส่งตรงยังลูกค้า ราคาจะลดลงมาเกือบเท่าตัว $20.45
นี่คือตัวอย่างว่าทำไม E-commerce ช่วยลด cost ได้ เนื่องจากทุกครั้งที่ผ่านตัวกลางเกิด cost ¬ขึ้น นอกจาก cost ยังมีเรื่องของเวลาที่ลูกค้าจะได้รับสินค้าจะช้าลง รูปแบบ dis-intermedaion ที่เห็นได้ชัด เช่น Dell , อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สายการบิน โรงแรมสามารถขายตรงไปยังลูกค้าโดยตรงไม่ต้องผ่าน traveler agency อย่างในอดีต ในปัจจุบันมีหลายกรณี เช่นอุตสาหกรรมเพลง ค่ายเพลงสามารถที่จะขายเพลงส่งตรงยังลูกค้าได้โดยตรง

คำถาม ซื้อขายตั๋วเครื่องบินผ่านหน้าเว็บทำไมแพงกว่าซื้อผ่าน agency
ตอบ มีกลุ่มหนึ่งศึกษาเรื่องนี้ สาเหตุคือข้อตกลงระหว่าง agency กับทางสายการบิน ถ้าสายการบินต้องการอยู่บน agency website ต้องตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่อยู่บน agency website บางสายการบินที่ไม่อยู่บน agency website เช่น low cost สามารถลดราคาได้ต่ำกว่า สาเหตุที่ต้องทำอย่างนี้เพราะ agency รู้ว่าลูกค้าบางคนแค่มาตรวจสอบราคาจาก website แต่เวลาซื้อจริงจะไปซื้อผ่านทางสายการบินหรือโรงแรมโดยตรง ซึ่งตรงนี้เป็นข้อตกลงระหว่าง agency กับโรงแรมหรือสายการบินว่าราคาจะต้องห้ามเกินราคาที่อยู่บน online agency แต่รูปแบบของ Dis-intermedation กระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ในบางอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ เช่นอุตสาหกรรมค้าปลีก ท่องเที่ยว เพลง ตัวกลางในอดีตต้องเปลี่ยนตัวเองขึ้นมา เป็นตัวกลางบน internet ที่สามารถจะเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าหรือสร้าง value ได้มากกว่าไม่ว่าจะเป็น Travel agency มาเป็นonline travel agency ที่สามารถจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและเข้าถึง supplier ได้จำนวนมากกว่า นั่นคือรูปแบบที่เรียกว่า re-intermedation

Digital goods
- Goods that can be delivered over a digital network เช่นเพลง หนัง software หนังสือพิมพ์ หนังสือ
- Cost of producing first unit almost entire cost of product: marginal cost of producing 2nd unit is about zero
- Cost of delivery over the Interent very low
- Marketing costs remain the same pricing highly variable
- Industries with digital goods are undergoing revolutionary changes (publishers,record labels, etc.)
เคยพูดถึง digital goods หรือสินค้าที่คอนเวิร์สมาอยู่รูปแบบ digital ได้ หรือสินค้าที่สามารถจะ digitize ได้ซึ่งรูปแบบนั้นเข้าไปเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมหนังสือ เพลง หนังต่างๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่อนข้างมาก สิ่งพิมพ์มีผลกระทบมาก ทั้งยังอุตสาหกรรมเพลง อุตสาหกรรมหนัง

ประเภทของ E-commerce
Business-to-Consumer(B2C) เช่นการซื้อหนังสือจาก Amazon.com ศูนย์หนังสือจุฬา หรือการซื้อดอกไม้จาก Miss Lilly
Business-to-Business(B2B) เช่น WallMart ซื้อของจาก Distributors หรือซื้อขายระหว่างบริษัทกับบริษัท เช่น Officemate
บางบริษัทมีทั้ง B2B และ B2C เช่น Dell
Consumer-to-Consumer (C2C) เช่นการซื้อขายของผ่าน Ebay Tarad.com Alibaba
B2B กับ B2C มีมานานก่อนมี E-commerce แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นธุรกิจโมเดลประเภทใหม่จากการเกิดขึ้นของ E-commerce คือ C2C ถ้าปราศจาก Internet

บางบริษัทอาจมีทั้งสามประเภทในบริษัทเดียวเช่น Amazon มีทั้ง B2C และ C2C และมี B2B ด้วย และอาจจะแยกย่อยได้อีกหลายประเภทแล้วแต่ว่าผู้เล่นในตลาดคือใครเช่น
Government-to-Citizen (G2C) เช่นการจ่ายภาษี Online
Government-to-Business (G2B) เช่นระบบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านทาง Internet
Government-to-Government (G2G)
บางแห่งอาจมี Government-to-Employee (G2E) เป็นรูปแบบ E-commerce ของบริษัทกับพนักงานในบริษัท เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

Interactive marketing and personalization
เว็บไซต์ในปัจจุบันสามารถใส่ข้อมูลได้มาก โดยเฉพาะข้อมูลของสินค้าและบริการต่างๆ บริษัทสามารถเรียนรู้จากลูกค้าได้ โดยเฉพาะรูปแบบของการใช้ software ในการ Tracking เช่น google analytic
รูปแบบของการทำ personalization เป็นรูปแบบหนึ่งของการเข้าไปเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ

กลยุทธ์การทำ E-commerce ในปัจจุบันถ้าแบ่ง online หรือ offline มี 3 กลยุทธ์

Pic_ecommerce%20%20012.jpg

1. Brick & Mortar strategy คือ การที่บริษัทเอาข้อมูลของสินค้าหรือบริการขึ้นไปอยู่บนเว็บ จากนั้นถ้าลูกค้าต้องการซื้อสินค้ายังต้องเดินทางไปทำธุรกรรมที่หน้าร้านในเชิง offline เป็นรูปแบบแรกๆของการทำ E-commerce ข้อจำกัดของมันคือลูกค้าที่จะซื้อสินค้าได้ต้องเป็นลูกค้าที่สามารถเดินทางไปซื้อสินค้าได้
2. Click only บริษัทไม่มีหน้าร้าน มีแต่ร้านบน Internet หรืออาจจะเรียกว่า online company หรือ virtual company ก็ได้ รูปแบบนี้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ช่องทางเดียวคือทาง Internet ซื้อสินค้าทาง internet ช่องทางเดียว ข้อได้เปรียบคือสามารถเข้าถึงลูกค้าได้จำนวนมาก คือคนที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ก็สามารถเป็นลูกค้าเราได้ แต่คู่แข่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน เพราะคู่แข่งเข้าถึงลูกค้าได้เช่นกัน แต่ข้อได้เปรียบคือ ไม่มี cost โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหน้าร้านทางกายภาพ ไม่ว่าจะค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน สถิติจะเห็นว่า E-commerce ส่วนใหญ่ในไทยประมาณ 70% มีพนักงานเพียงแค่ 1-5 คนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าลด cost ได้โดยตรง แต่ข้อจำกัดของ click only คือลูกค้าไม่สามารถมีประสบการณ์ของสินค้าได้ ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาดูสินค้าได้ก่อน หรือไม่สามารถเข้ามาจับต้องสินค้าได้ ไม่มีพนักงานขายคอยอธิบายสินค้าให้กับลูกค้า ตัวอย่าง click only คือThai perfume ที่ประสบความสำเร็จในการขายน้ำหอม ทำไมถึงกล้าซื้อน้ำหอมจาก internet เพราะปัจจุบัน internet ส่งกลิ่นไม่ได้ ทำไมกล้าซื้อมาลอง
คำตอบ ดูราคาตามช่องทางปกติคือตามห้าง ปรากฎว่าทาง Internet ถูกกว่า อีกเว็บคือ miss lilly.com ปัจจุบันเป็นร้านขายดอกไม้ที่ใหญ่สุดในประเทศไทย

Pic_ecommerce%20%20013.jpg

คำถาม สงสัยมีใครซื้อของผ่าน internet มั่งในปัจจุบัน
ตอบ 1 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สาเหตุที่ซื้อเพราะราคาถูกกว่า
2 DVD เพราะราคาถูกกว่า มีทางเลือกมากกว่า
3 หนังสือ
ส่วนใหญ่เหตุผลเป็นเรื่องราคาที่ถูกกว่า และอีกข้อคือความหลากหลาย เนื่องจากช่องทางปกติมีข้อจำกัดของพื้นที่ พื้นที่ในการโชว์สินค้า ใน internet มีความหลากหลายมากกว่า อีกธุรกิจที่เติบโตเร็วมากคือเช่าพระทาง internet บางคนชื่อแหวนเพชร jewely.com ปัจจุบันเป็นร้านเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคนกล้าซื้อเพราะซื้อมาพร้อมใบ certificate แต่ก็ยังไม่ได้ลองไม่ได้เห็นของจริงก่อน
sector หนึ่งที่เติบโตเร็วมากของ E-commerce ในประเทศไทยคือ สิ่งทอ เสื้อผ้า น้ำหอม ซึ่งสินค้าเล่านี้เป็นสินค้าที่เราต้องเข้าไปมีประสบการณ์ก่อน และเติบโตเร็วมาก พฤติกรรมมี 2รูปแบบคือดูทาง Oflline แล้วซื้อทาง Internet อีกแบบคือดูทาง Internet แล้วซื้อทาง Offline
ดู Internet แล้วซื้อ Offline เพราะน่าไว้ใจมากกว่า เราสัมผัสสินค้าได้ เช่น notebook เพราะได้เห็นของจริง รองเท้าเพราะต้องไปลอง ถ้าราคาไม่ต่างมากซื้อ Offline
น่าสนใจว่าส่วนใหญ่คนซื้อสินค้าทาง internet คนจะดูช่องทาง oflline แล้วมาซื้อทาง internet แต่เชื่อว่าหลายคนดูทาง internet แล้วซื้อ offline เพราะช่องทางทาง internet เราไม่สามารถไปมีประสบการณ์ของสินค้าได้ก่อน โดยเฉพาะพนักงานขายที่แนะนำได้ เช่นอาจารย์จะซื้อ LED ดู spec สินค้าทาง internet แต่กล้าที่จะซื้อผ่าน internet รึเปล่าถึงแม้ราคาจะถูกกว่าแต่ใจก็ลังเลพอสมควรเพราะไม่มั่นใจว่าสินค้าจะเป็นอะไรรึเปล่า หรือที่ได้มาจะตรงกับที่สั่งไปรึเปล่า
3 click & mortar strategy เป็นรูปแบบที่บริษัทมีทั้งสองช่องทางคือมีทั้งซื้อทั้งขายสินค้า ช่องทางบน internet หรือช่องทาง offline หรือช่องทางปกติ รูปแบบมักมีช่องทางขายทางปกติอยู่แล้ว แล้วอยากเพิ่มช่องทางในการขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น wal-mart ศูนย์หนังสือจุฬา เทสโก้โลตัส ข้อดีของรูปแบบนี้สามารถที่จะทำได้ทั้งสองช่องทางลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น และที่สำคัญสามารถใช้ทั้งสองร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเช่น ลูกค้าไปรับสินค้าทางช่องทางปกตอหรือดูช่องทางปกติแล้วไปสั่งซื้อทาง internet ได้ แต่มีข้อจำกัดที่ทำให้หลายบริษัทต้องเลือกกลยุทธ์ช่องทางใดช่องทางหนึ่งคือ …ยกตัวอย่าง case tesco.co.uk ที่อังกฤษ Tesco เป็น supermarket ที่ใหญ่อันดับสองของโลกในปัจจุบันรองจาก wal-mart ต้นกำเนิดที่อังกฤษ ว่ากันว่าในไม่กี่กิโลเมตรน้อยมากเราสามารถเจอ Tesco ได้ อยู่ในระยะ walking distance เป็นส่วนใหญ่ ที่อังกฤษ ประเด็นคือ Tesco ปี 2004 คิดเปิดช่องทาง online ให้ลูกค้าสามารเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทาง online ได้ แต่เกิดการต่อต้านจากพนักงาน เพราะการที่ลูกค้าซื้อช่องทางปกติ พนักงานขายจะได้ค่า commission หลายบริษัทเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนเป็น commission fee กับพนักงานขาย แต่เมื่อเปิดช่องทาง internet จะเกิดการขัดแย้งระหว่างช่องทาง เรียกว่า channel conflict บางครั้งนำไปสู่การต่อต้านของพนักงาน ในอเมริกาก็มีหลายบริษัทเช่น bestbuy การมีช่องทางใหม่ทำให้ช่องทางเดิมเสียประโยชน์ไป Tesco เลยแก้ไขโดยลูกค้าที่สั่งทาง internet อยู่ในพื้นที่ของใคร ก็จะให้ commission fee กับพนักงานในพื้นที่นั้นๆ เป็นแนวทางแก้ไขทางหนึ่ง แต่ก็มีรูปแบบหนึ่ง ในบางบริษัทนำเสนอสินค้าในราคาที่แตกต่างกัน ช่องทางทาง internet จะมีราคาที่ถูกกว่าหรือ promotion ที่ถูกกว่าช่องทางทาง internet ซึ่งนำไปสู่ conflict เพราะจะทำให้ลูกค้าไม่อยากซื้อทางช่องทางปกติ แล้วหันไปซื้อทางช่องทาง internet ตัวอย่าง click & mortar คือ ศูนย์หนังสือจุฬา KFC

Pic_ecommerce%20%20014.jpg

Component of a Business Model
A Plan of how to achieve E-Commerce success
E-commerce ถึงแม้มีคำว่า E แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน business model ที่ดี องค์ประกอบหลักของ business model คือตามที่เรียนกันมา แต่ Revenue model ของ E-commerce หลักๆ มี 5 รูปแบบ (Revenue model คือที่มาของรายได้ของบริษัท E-commerce) บางบริษัทสามารถมีมากกว่า 1 Revenue model และ Revenue model ที่นิยมมากในปัจจุบันคือ การโฆษณา ไม่ว่าจะเป็น Google advert, Manager, Pantip, Kapook, Sanook เว็บเหล่านี้รายได้หลักมาจากการโฆษณา หรือมาจากการขายสินค้าที่มีช่องทางปกติอยู่แล้ว บางครั้งอาจไม่ต้องมาจากช่องทางปกติเช่น iTunes รูปแบบของสินค้าไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าทางกายภาพเป็นสินค้าทาง Digital ด้วย
Value proposition
Competitive Environment
Marketing Strategy
Management team

Typical Revenue Models for E-commerce
Most important intredient of business model
How will the firm earn revenue
Affiliate marketing ได้ รูปแบบที่ค่อนข้างนิยม คือรูปแบบรายได้มาจากการอ้างอิง เช่น Google asset , Amazon Associate โดยปกติบางเว็บก็มีอย่างในต่างประเทศก็มีเว็บที่รีวิวสินค้า จากนั้นก็มี list ของเวบไซต์ที่ขายสินค้านั้น ถ้าลูกค้าคลิ๊กไปที่เว็บนั้นๆก็จะมีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับเว็บไซต์นั้นๆ นี่คือรูปแบบที่เรียกว่า Affiliate marketing
Subscription based คือรายได้มาจากค่าสมาชิก โดยเฉพาะเว็บที่ให้บริการในรูปแบบ online game ในปัจจุบัน cloud computing เข้ามามีบทบาทเยอะมาก subscribtion model จะเข้ามามีบทบาทค่อนข้างเยอะไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ software access service การใช้บริการในการเก็บข้อมูลต่างๆ การใช้ Application ต่างๆ แม้กระทั่งปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่เหล่าสามารถจะเลือกฟังเพลงได้ทุกเพลงเลย ผ่านทางรูปแบบของค่าสมาชิก แต่เราไม่สามารถจะ download เพลงมาไว้ในเครื่อง

Transaction fees :case alibaba กับ case E-bay รายได้หลักๆมาจากส่วนแบ่งการทำธุรกรรม หรือ Transaction fees ปกติจะเป็นเว็บไซต์ที่เอาผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน แล้วจากนั้นรายได้จะมาจากส่วนแบ่งการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็น E-bay, Paypal อีกรูปแบบคือ ในบางเว็บไซต์มีมากกว่า 1 Revenue model เช่น Amazon.com มีทั้งการขายสินค้าและรายได้ที่มาจากการอ้างอิง รวมถึงการโฆษณาด้วย หรือกรณีของ Facebook รายได้มาจากการโฆษณา ในปัจจุบัน Facebook มีการมองว่าใช้รูปแบบ sub-scribtion ในรูปแบบเพจต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เข้าไปเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆเยอะ ไม่ว่าจะ online market place เช่น E-bay เป็นเว็บไซต์ที่นำผู้ซื้อผู้ขายมาพบกันจากนั้นก็ทำการชาร์จค่าส่วนแบ่งการทำธุรกรรม Traditional Sales ลูกค้าซื้อสินค้าจาก Website เช่น iTunes.com
Web Advertising ในบางเว็บมีการให้บริการฟรี แต่มีช่องทางอื่นๆที่ตามมาเช่นรูปแบบของการโฆษณา Portal web คือเว็บที่เป็นประตูไปสู่เว็บอื่นๆ เช่น Sanook.com, MSN, Yahoo
ส่วนใหญ่มี Revenue model เป็นแบบ Advertising เป็นหลัก

Internet business models
Content provider คือการนำเสนอการให้บริการไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ Application รูปแบบของ software รูปแบบของการเก็บข้อมูล
Service provider เช่น photo sharing เรื่องของการเก็บข้อมูลต่างๆ
Versual store front คือรูปแบบการขายสินค้าทาง internet ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของสินค้า Digital หรือสินค้า Physical
Information Broker เป็นรูปแบบของเว็บที่มีการเปรียบเทียบสินค้า โดยปกติ target ไปยังอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง จากนั้นถ้าลูกค้าเข้าไปส่วน Information Broker เท่าที่เห็นมามี 2 รูปแบบของ Revenue model แบบแรกคือ Advertising คือให้บริการข้อมูลในการเข้าถึงข้อมูลในการเปรียบเทียบสินค้าต่างๆ เช่น Dpreview.com ที่เอากล้อง digital มาเปรียบเทียบ ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ฟรี แต่มีโฆษณาแอบแฝงติดมาด้วย และอีก revenue model หนึ่งมาจาก asciliate marketing คือถ้าเกิดเราเข้าไปที่เว็บที่เค้าแนะนำมาเช่นเว็บขายกล้อง digital เว็บเหล่านั้นจะมีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ information broker

Transaction broker คือรูปแบบของ E-commerce ที่เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมเช่น Paypal , Paysbuy, เว็บเหล่านี้เป็นเว็บที่เป็นตัวกลายในการที่ผู้ซื้อผู้ขายมาทำธุรกรรมกัน

Revenue model หลักๆมาจาก Transaction fee ตัวอย่าง Electronic store front เช่น wall-mart ,amazon
Electronic store front

Pic_ecommerce%20%20015.jpg

คือเป็นรูปแบบของบริษัทขายสินค้าบนเว็บ ปัจจุบันมี Electronic mall เป็นรูปแบบคล้ายๆกัน แตกต่างเสมือน store กับ mall ใน
Electronics mall เว็บไซต์ก็จะมีหลายบริษัทในการขายสินค้า เช่น MSN, Yahoo shoping

Pic_ecommerce%20%20016.jpg


Electronic catalogs ก็มีการนำเสนอ catalog online E-option คือเว็บที่ใช้รูปแบบของการประมูล ซึ่งจะพูดต่อว่าการประมูลมีกี่ประเภท

Pic_ecommerce%20%20017.jpg

E-Auctions

Pic_ecommerce%20%20018.jpg

E-classified คือรูปแบบการนำเสนอ Electronic catalog โดยปกติเป็นรูปแบบ C2C มากกว่า เช่นการนำเสนอสินค้าเข้ามาขาย เช่น Tarad, Takelist ก็ดังมากตอนอาจารย์อยู่อเมริกาถ้าต้องการขายสินค้าใช้แล้ว อาจารย์ก็จะ list ใน Takelist คนเข้ามาเยอะมาก และมีอยู่ในหลายๆเมือง ในไทยที่นิยมก็ thaisecondhand.com มี case หนึ่งที่มีการพูดถึงค่อนข้างเยอะคือเมื่อประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมา มีคนขายภรรยาตัวเองใน thaisecondhand.com

Pic_ecommerce%20%20019.jpg

รวมถึง E-commerce รูปแบบของ busuness model ที่เป็นการแลกเปลี่ยนก็ได้เช่น ioffer หรือ E-barter เราระบุว่าเรามีสินค้าอะไรและเราต้องการสินค้าอะไร เป็นรูปแบบของการ barter การแลกเปลี่ยน

Pic_ecommerce%20%20020.jpg


รูปแบบของการหางาน E-commerce ก็เข้ามามีบทบาทเช่น Job BB, Monster ซึ่งเราสามารถอัพโหลด resume อาจไม่ทำให้ได้งานทีเดียว แต่อาจจะเข้าถึงบริษัทต่างๆได้ง่ายกว่าช่องทางปกติ

Pic_ecommerce%20%20021.jpg


รูปแบบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเช่น Expedia , Travelocity กระทั่งเรื่องของการขายที่ติด การขายบ้าน

Pic_ecommerce%20%20022.jpg


Real Estate

Pic_ecommerce%20%20023.jpg


ตัวอย่าง E-commerce ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเช่น Tarad, Miss lilly, Officemate (คุณวรวุฒิ อุ่นใจที่เป็นศิษย์เก่า Regular MBA เขียน IS ระหว่างทำ IS ก่อนจบโทที่นิด้า ก็เขียน Business model ของ officemate แล้วเอา businesss model นี้มาก่อสร้างธุรกิจ จนเป็น officemate ในปัจจุบัน)

Pic_ecommerce%20%20024.jpg


Trend หลักๆ social media, social Trend จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะในด้านการตลาดการประชาสัมพันธ์สินค้า

Pic_ecommerce%20%20025.jpg

พัก 14.30 น.

B2C Business to Consumer or Business to Customer วิวัฒนาการของ B2C ในปัจจุบันมี 3 ระดับ
1.E-Information เก่าแก่สุดของการนำเอาเว็บไซต์มาใช้ เป็นรูปแบบที่บริษัทนำเว็บเข้ามาใช้ประชาสัมพันธ์สินค้า หรือบริการโดยการนำเอาสินค้าหรือบริการที่อยู่บนเว็บ หรือเอาข้อมูลที่อยู่ในโบร์ชัวไปอยู่บนเว็บ ลูกค้ามีข้อจำกัด คือจำเป็นต้องเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านอยู่ แต่ข้อดีคือเว็บสามารถนำเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการต่างๆบนเว็บได้ หลายบริษัทในเมืองไทยในปัจจุบันยังอยู่ระดับนี้อยู่ อาจให้ contact information ต่างๆ แต่ลูกค้าก็ยังต้องเดินทางมาที่หน้าร้านอยู่
2.E-Intregration เว็บไซต์มี dynamic คือเว็บมีการเชื่อมโยงกับ Database ลูกค้าสามารถไปสร้าง account หรือเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ รูปแบบช่วงต้นๆที่ธนาคารที่มีเว็บให้เราดูข้อมูลเกี่ยวกับ statement online ได้ แต่ข้อกำจัดหลักๆคือลูกค้าก็ยังต้องไปทำธุรกรรมที่หน้าร้านอยู่
3.E-Transaction คือรูปแบบที่เว็บ เป็น platform ในการทำธุรกรรม ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านเว็บ
B2C อาจเรียกว่า E-Trailing ก็ได้ หรือเรียกว่า Electronic-Retailer โดยส่วนใหญ่เป็นได้ทั้ง click only เช่น Amazon.com และ click & mortar เช่น Walmart.com หรือ Virtual company เช่น Priceline.com แต่ไม่ใช่ brick&mortar แน่นอน เพราะ E-trailing เป็นรูปแบบหน้าร้านทาง internet จะมีหน้าร้านช่องทางปกติอยู่ แต่ลูกค้าสามารถที่จะซื้อสินค้าบนเว็บได้โดยตรง E-Trailing ข้อได้เปรียบหลักคือความหลากหลายของสินค้า เช่น AllBookstores,BizRate or SideStep เป็นข้อจำกัดของหน้าร้านในช่องทางปกติโดยเฉพาะการโชว์สินค้า แต่บนเว็บข้อจำกัดนั้นแทบจะหมดไปเลย เพราะค่าใช้จ่ายในการนำเสนอข้อมูลบนเว็บเรียกว่าน้อยมากๆถ้าเทียบกับช่องทางปกติ จะเห็นได้ว่าทำไมร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงเป็น Amazon ร้านขายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ iTunes ร้านขายดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือ Miss lilly เนื่องจากว่ามันข้ามข้อจำกัดเหล่านั้น ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ รวมถึงความสามารถที่ลูกค้าสามารถจะซื้อได้ทุกที่ทุกเวลา ลดค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่ เรื่องพนักงาน นอกจากนี้ Turnover ของสินค้ายังสูงอีกด้วย

(อาจารย์เรียกให้ตื่น )
The Long Tail (ทฤษฎีหางยาว)

Pic_ecommerce%20%20026.jpg

เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าทำไมธุรกิจใหญ่ๆจึงมุ่งสู่ธุรกิจทาง internet มาก ระบุว่าสินค้าในปัจจุบันมี 2 แบบหลักๆคือสินค้าที่เป็น mainstream กับสินค้าที่เป็น niche สินค้า mainstream คือสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป เช่นดูหนังคนทั่วไปต้องการดูหนัง hallywood เช่นช่วงนี้มี Salt ถ้าละครก็พวกละครทีวีทั่วไป ถ้าหนังสือก็พวกหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ ประเด็นคือในอดีตมันมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่โชว์สินค้า ทำให้ไม่สามารถนำหนังสือทุกเล่มไปวางบน shelves วางสินค้าได้ หรือโรงหนังไม่สามารถฉายหนังได้ทุกเรื่อง เห็นได้ว่าหนังสารคดี หนังอินดี้ก็ไม่สามารถที่จะ affort ได้เพราะมีข้อจำกัดของพื้นที่ของสถานที่ ทำให้บริษัทต้อง focus ไปที่สินค้าหรือบริการที่คิดว่าน่าจะสร้างรายได้ให้มากที่สุด คือสินค้า mainstream และเราลองดู se-ed ข้างล่างก็จะเป็นหนังสือที่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ เราไม่สามารถหา text-book บางเล่มได้ มีกฎหนึ่งของ inventory management ได้อธิบายไว้คือกฎของ Paleto หรือ Paleto Raw 80:20 คือ 20% ของสินค้าเป็นที่ต้องการของคน 80% และ20% ของสินค้าสร้าง 80% ของรายได้ paleto จริงๆเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี พยายามใช้กฎ 80:20 มาอธิบายทุกๆเรื่อง เช่น 20% ของคนส่วนใหญ่สร้างรายได้ 80% ของประเทศ หรือ 20% ของ cause(สาเหตุ) นำไปสู่ 80% ของ effect(ผลกระทบ)ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ focus ไปที่ 20% ซึ่งเป็นสินค้า mainstream ที่สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้ กฎเป็นจริงมาตลอดเนื่องจากช่องทางปกติมีข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากร เราไม่สามารถแสดงสินค้าในทุกๆสินค้าได้เนื่องจากมีสถานที่ที่จำกัด เช่นเวลาเข้าร้าน DVD เราก็จะเห็นหนังที่เป็น mainstream เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านของชั้นวางสินค้า ที่ต้องเลือกสินค้าที่มีโอกาสขายได้มากที่สุด ทำให้สินค้าที่เป็น long-tail หรือเป็น niche ร้านค้าจะพยายามหลีกเลี่ยงการเสนอสินค้าประเภทนี้เนื่องจากโอกาสขายต่ำกว่า ไม่เป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ ปรากฏว่าทฤษฎี long-tail มาอธิบายว่าทำไม ปรากฏว่าธุรกิจบน E-commerce ส่วนใหญ่ รายได้หลักๆ ไม่ได้มาจาก mainstream แต่มาจากสินค้า long-tail (ขัดแย้ง 80:20) ดูง่ายๆจากรายได้ของ Google มาจากการลงโฆษณาของธุรกิจย่อยๆ ไม่ใช่ธุรกิจหลักๆ หรือเพลงที่ขายบน iTunes เป็นรูปแบบ long-tail คือหายาก ไม่มีขายตามท้องตลาด สินค้าขายดีบน E-bay เป็นสินค้า long-tail คนก็เริ่มไม่เข้าใจว่าทำไมไปขัดแย้งกับกฎของ paleto รวมถึง Amazon.com christ anderson อาจารย์ MIT พยายามมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยทฤษฎี Long-tail ว่าสาเหตุที่ E-commerce ในปัจจุบันมีข้อได้เปรียบมากกว่าช่องทางในปกติ เพราะว่าสินค้าที่ครอบคลุมบน E-commerce ไม่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูล บริษัทจึงเสนอสินค้าได้ครอบคลุม long-tail เพราะสินค้า long-tail หางลากยาวไปเรื่อยๆ เป็น infinity ซึ่งมากกว่าสินค้า mainstream เช่นหนังสือบน Amazon.com มีประมาณ 5ล้าน title
นี่คือความสำเร็จของ E-commerce เรื่องของ social media ก็สามารถนำทฤษฎี long-tail มาอธิบายได้ คือ พูดถึง social media mainstream จะเป็นสื่อหลักเช่น โทรทัศน์ วิทยุ โทรสาร แต่ปัจจุบัน มีงานวิจัยบอกว่าคนบริโภคสื่อหลักน้อยลง แต่บริโภคสื่อในรูป long-tail มากกว่าเช่น social media youtube วิดีโอตำรวจเต้น นั่นคือ Long-tail เป็นสิ่งหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายธุรกิจ ธุรกิจใหญ่เป็น online มากขึ้นเนื่องจาก variety ของสินค้าไม่มีข้อจำกัดอย่างช่องทางปกติ จากเดิมใครไปอเมริกาทุกปากซอยจะมีร้าน blockbuster อยู่ ถือว่าเป็นร้านเช่าวิดีโอที่เป็น chain ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา แต่เวลาเข้าไป blockbuster ก็จะเป็นหนัง mainstream แต่ร้านเช่า DVD ในปัจจุบันที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Netflix ร้านเช่า DVD ออนไลน์ เพราะฉะนั้นเราสามารถดูหนังนั้นในรูปแบบ instant ในรูปแบบของ streaming vdo ได้ เลยเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบของการบริโภคสินค้า ถ้ามีโอกาสให้อ่านหนังสือชื่อ long-tail จะเข้าใจดีว่าทำไม E-commerce ประสบความสำเร็จมากกว่าช่องทางปกติ เนื่องจากข้อได้เปรียบเหล่านี้
E-tailing ก็ยังมีข้อจำกัดคือ
1.Product delivery drawbacksสินค้าถ้าเป็นสินค้าทางกายภาพเวลามีการสั่งซื้อทาง internet จะมี delay หรือเวลาในการรอคอยสินค้าซึ่งหลายคนไม่ต้องการรอคอยสินค้า นี่คือข้อจำกัดหลัก ยกเว้นสินค้า digital ที่สินค้านั้นสามารถจะ download สินค้ามาได้ทันที
2.Direct product experience drawbacksนอกจากนี้ลูกค้าไม่สามารถที่จะเข้าไปมีประสบการณ์ในตัวสินค้าเช่นจะเข้าไปทดลองได้ หรือเข้าไปดมอย่างน้ำหอม ทำให้สินค้าเหล่านี้มีข้อเสียเปรียบ แต่จากข้อมูล E-commerce ในไทย สินค้าขายดีของ E-commerce ในไทยคือพวกเสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องประดับ ที่เข้าไปขัดแย้งกับความรู้สึกของเรา และไม่มีพนักงานขายคอยอธิบายสินค้า เป็นข้อจำกัดหลักของ E-tailing
3.Lack of the social element ไม่สามารถไปซื้อกับเพื่อนได้

กฎของการทำ E-commerce ให้ประสบความสำเร็จ
1.ราคาต้องยุติธรรม
2.นำเสนอสินค้าที่มีความแตกต่าง ซึ่งถ้าเป็นสินค้า mainstream คนก็สามารถที่จะซื้อผ่านช่องทางปกติได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นสินค้า mainstream เราต้องแข่งด้วยราคาเป็นหลัก แต่สินค้า niche long-tail เราไม่จำเป็นต้องแข่งที่ราคา
3.ต้องมีความสวยงาม สุภาษิตคือ beauty is in the eye of the holder แปลเป็นไทยว่าความสวยงามของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจจะมองผู้หญิงคนหนึ่งสวย อีกคนอาจจะมองว่าไม่สวย เช่นเดียวกับ case ของ E-bay ว่าการที่ Alibaba นั้นสามารถที่จะเตะ E-bay ออกจากจีนได้ ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของเว็บ ถ้าคนตะวันตกจะชอบเว็บที่มีความเรียบง่ายอย่าง google หรือเว็บที่ค่อนข้างมีข้อมูลของ homepage ที่ค่อนข้างย่อ จากนั้นเราสามารถที่จะ drill-down ลงไปในเพจอื่นได้ แต่ของเอเชียหรือจีนจะชอบเพจที่หยุ่งเหยิงข้อมูลเยอะ นั่นอธิบายว่าทำไม alibaba จึงสามารถเตะออกจากประเทศจีนได้ ความสวยงามต้องดูด้วยว่าวัฒนธรรมของคนเป็นอย่างไร
4.ต้องใช้งานง่ายและรวดเร็วในการ download ข้อมูล เห็นบางคนตั้งเพจค่อนข้างมือสมัครเล่น พยายามที่จะนำเสนอข้อมูลในปริมาณมากเช่น flash วิดีโอข้อมูลทั้งหลาย ทำให้ในการ download ¬ข้อมูลค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในไทยที่ติดปัญหา digital device อยู่ โดยเฉพาะปัจจุบันที่คน download ข้อมูลจากมือถือ ซึ่งมีความเร็วค่อนข้างช้า มีผลวิจัยว่าคนส่วนใหญ่ต้องการรอเพจที่โหลดไม่เกิน 5 วินาที ถ้าเกินมีโอกาสสูงที่คนจะเปลี่ยนไปใช้ของคู่แข่งได้
5. E-commerce การทำตลาด มักทำได้ยากกว่าปกติ เพราะเราไม่มีหน้าร้านอยู่ ดังนั้นการที่ทำให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นมาก จึงต้องทำการโฆษณา เริ่มต้นจากการเลือก domain name ซึ่ง domain name ที่ดีไม่ควรจะใหญ่เกินไป ควรที่จะมีอะไรบางอย่างที่บอกถึงธุรกิจที่เราทำอยู่ เราควรจะมีโฆษณา domain name ของเราผ่านสินค้าด้วย อย่างเช่น ของ NIDA ผ่านทางกระติกน้ำ (อาจารย์เสนอให้ผ่านทางปากกา ผ่านทางสติกเกอร์ต่างๆ) และทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาดูใหม่เรื่อยๆ
6.ต้องมีการโฆษณา
7.ต้องเรียนรู้จากเว็บไซต์ตัวเอง เช่น ใครคือลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร มีคนเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยไหม
Search Engine marketing นี่เป็นช่องทางที่ขาดไม่ได้เลยคือช่องทาง online marketing โดยเฉพาะ search engine เรื่องของ banner ad search engine มีสองรูปแบบคือ
1. search engine optimization หรือ paid inclusion กับรูปแบบ วิธีการที่สองต้องใช้ฝีมือหน่อยคือ ต้อง design web page ให้ง่ายต่อการค้นหาซึ่งไม่สามารถจ่ายเงินได้ เป็น national result ขึ้นอยู่กับลักษณะเว็บเพจนั้นๆ
2. sponsor search หรือ paid enclusion คือเราไปประมูลคีร์เวิร์ด จากนั้นทำให้เว็บไซต์เราลิสต์อยู่ในหน้าของ search engine ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งที่ลูกค้าคลิ๊กเข้าไปเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ search engine ในปัจจุบันอย่าง Google เราไม่สามารถบังคับได้ว่าให้ของเราต้องขึ้นเป็นที่แรก แม้กระทั่งเราจ่ายเงินก็ตาม แต่มันก็ยังมีโอกาสมากกว่าที่เป็น national result นี่เป็นวิธีการแรก
ในปัจจุบันอุปสรรคหลัก คือเรื่องของความเชื่อมั่น เรื่องของการชำระเงิน เรื่องของความปลอดภัย เป็นอุปสรรคหลักของ E-commerce ทุกที่ในโลก
C2C เป็นรูปแบบของการใช้ E-commerce ในการทำธุรกรรมของลูกค้ากับลูกค้า C2C แบ่งออกมาตามจำนวนผู้ซื้อกับจำนวนผู้ขาย
ผู้ขายหนึ่งคนผู้ซื้อหลายคน เรียกว่า Forward Auction ตัวอย่างเช่น E-bay คนขายสินค้าเอาสินค้าขึ้นไปโพสจากนั้นผู้ขายก็ประมูลหรือ bid แข่งกัน
ถ้าคนซื้อรายเดียวผู้ขายหลายคนเรียก Reward Auction คือผู้ซื้อโพสข้อมูลของสินค้าที่ต้องการซื้อ จากนั้นให้ผู้ที่ต้องการขายมา bid แข่งกัน ใครให้ราคาต่ำสุดก็จะขายสินค้านั้นได้
ถ้าผู้ซื้อรายเดียวผู้ขายรายได้เป็นรูปแบบของการแลกเปลี่ยนหรือ barterซึ่งค่อนข้างมีจำกัดในปัจจุบัน
แบบสุดท้าย exchangeคือเราสามารถที่จะซื้อสินค้าได้และโพสสินค้าไปขายได้โดยตรง

Pic_ecommerce%20%20027.jpg


นี่คือโมเดลหลักๆของ C2C ซึ่ง C2C จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มี internet เพราะ internet สามารถเชื่อมโยงคนจำนวนมากเข้าด้วยกันได้
ประโยชน์หลักสินค้ามีความหลากหลาย สามารถเข้าถึงคนได้จำนวนมาก และที่สำคัญราคาสินค้าส่วนใหญ่อยู่ที่ความต้องการจริงๆของตลาด มีจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก แต่ข้อจะกัดคือเรื่องของ Quality control คุณภาพของสินค้า โอกาสโกงมีมากกว่า B2C และอุปสรรคที่สำคัญในปัจจุบันคือมาตรฐานในการชำระเงิน เพราะเนื่องจาก C2C ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน จึงมีการใช้ paypal เนื่องจาก C2C การชำระเงินผ่านเครดิตการ์ดทำได้ยาก รูปแบบ C2C ที่เป็นที่นิยมมีอยู่ 2 จาก 4 รูปแบบคือ Forward Auction เช่น E-bay Alibaba คือผู้ที่ต้องการขายสินค้าโพสสินค้าขึ้นเว็บ จากนั้นผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าประมูลสินค้าแข่งกัน ไม่ว่าจะเป็น E-bay Alibaba อีกรูปแบบคือ Reward Auction คือนำรูปแบบของ spec ที่ต้องการซื้อไปโพสบนเว็บ แล้วผู้ขายก็มา bid แข่งกัน ใครให้ราคาที่ต่ำสุดได้ขายสินค้า โมเดลนี้นำมาใช้ค่อนข้างเยอะในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล ในส่วนของ C2C ก็มีการใช้ เช่นอาจารย์ใช้ในเว็บ rent encoder.com เพราะอาจารย์ค่อนข้างเกลียดการเขียนโปรแกรม ถ้าอาจารย์ต้องการงานที่มีการเขียนโปรแกรมหรือ application ต่างๆ อาจารย์ก็จะไปที่เว็บนี้แล้วระบุว่าต้องการ application รูปแบบไหน หรือใช้รูปแบบไหน จากนั้นก็จะมีโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่มาจาก India กับจีนมา bid แข่งกัน ใครให้ราคาต่ำก็สามารถจะได้โปรเจ็คนี้ไป อีกเว็บไซต์คือ priceline.com ในไทยยังไม่เห็นในไทยส่วนใหญ่เป็น Forward Auction priceline.com ตอนอาจารย์อยู่ต่างประเทศใช้มากเลย เพราะมีทุนทรัพย์ที่จำกัด วิธีการคือระบุว่าตอนการไปไหน ต้องการพักโรงแรมแบบไหน และระบุราคาว่า ราคาที่ affort ได้คือเท่าไหร่ แล้วจะส่งข้อมูลไปที่ supplier คือโรงแรมสายการบินต่างๆ ว่าใครสามารถ accept ราคานี้ได้แล้วก็จะมี list มาที่เรา แล้วเราก็จะสามารถเลือกได้ นี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ reword option คือความต้องการ generate กับผู้ซื้อสินค้า กำหนดโดยผู้ซื้อสินค้า รูปแบบ E-Auction จะเข้าถึงผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมาก แต่มีข้อจำกัดในเรื่องคุณภาพของสินค้า เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของการโกงที่ปัจจุบันก็ยังมีค่อนข้างเยอะ เช่นสั่งซื้อสินค้าจริงไป ปรากฏว่ามาเป็นของปลอม มีบ่อย หรือราคาสินค้าที่โพสไว้กับชาร์จจริงไม่ตรงกัน หรือไม่รวม chipping fee ซึ่งพอรวมแล้วปรากฏว่าราคาสูง อันนี้เป็นปัญหาของ E-Auction(Bid luring, Reproductions, Bid shielding, Shipping fraud, Payment failure, Nonshipment )

อีกอันหนึ่งที่เป็น extention ของ E-commerce ก็คือ M-commerce คือรูปแบบการทำธุรกรรมผ่านทางอุปกรณ์ mobile แบ่งเป็น
1.การสั่งซื้อสินค้าและที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ได้แก่การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์, การสั่งซื้อสินค้าจากตู้ขายสินค้า, การซื้อขายหุ้น,การจ่ายบิล
2.การจองหรือสำรอง ได้แก่ ตั๋วเครื่องบิน ตั๋วหนัง คอนเสิร์ต การแข่งกีฬา หรือร้านอาหารและที่พัก
3.สื่อบันเทิงและข้อมูลข่าวสาร ได้แก่การดาวน์โหลดและเล่นเกม สื่อหนังและเพลง ข่าวสารทั่วไปและพยากรณ์อากาศ
ปัจจัยที่ทำให้เจริญเติบโต มีทั้งตลาดโทรศัพท์มือถือที่เติบโตอย่างมาก การส่งข้อมูลแบบ Real-time และ Always-on ตลาด M-commerce ซึ่งในปี 2007 สูงถึง $250 billion

Pic_ecommerce%20%20028.jpg
Pic_ecommerce%20%20029.jpg

B2B การทำธุรกรรมบริษัทกับบริษัท ถ้าพูดถึง value ทั่วโลก B2Bมูลค่าสูงที่สุด มีมานานแล้วก็ที่จะมี internet เพราะ supply chain มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า propilatory technology คือเทคโนโลยีที่แต่ละบริษัทสร้างมาตรฐานขึ้นมาเอง แต่ internet เข้ามาปรับเปลี่ยน ทำให้ทุกบริษัทสามารถที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันได้ B2B ก่อนที่จะมี internet ก่อนที่จะมี E-commerce ในปัจจุบันจะใช้เทคโนโลยีหนึ่งที่เรียกว่า EDI
Electronics data interchange (EDI)

Pic_ecommerce%20%20030.jpg


คือช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับ supplier ระหว่างบริษัทกับลูกค้า EDI นี่เป็น propilatory technology คือเทคโนโลยีปิด ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับบริษัท
อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือ Extranet เป็น B2B แต่ใช้รูปแบบของช่องทางทาง internet ในการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัท มาดูที่ EDI ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีปิดระหว่างบริษัทกับ supplier หรือบริษัทกับลูกค้า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่ว่าจะเรื่องของการขนส่ง การชำระเงิน ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่ง EDIไม่ได้ตั้งอยู่บน internet แต่เป็น propilatory technology แต่เทคโนโลยีที่เข้ามาตั้งบนพื้นฐานของ internet คือ extranet คือรูปแบบของการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทการทำธุรกรรมระหว่างบริษัท โดยนำเอา internet เข้ามาใช้ คือใช้มาตรฐาน TCPIP แน่นอนที่สุดคือข้อได้เปรียบในด้าน cost ที่ต่ำกว่า EDI การเข้าถึงเนื่องจากเป็นมาตรฐานของ internet การเข้าถึงก็จะมากกว่า EDI มาตรฐานเดียวกันหมด intranet เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับบริษัท โดยมีการควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีเช่น DPN กับ Firewall เพื่อจะใช้ในการระบุตัวตน ใช้ในการป้องกันรักษาความปลอดภัย เป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้ใน B2B ในปัจจุบัน แต่ถ้าใช้ในองค์กรคือ Intranet คือเทคโนโลยี internet ที่ใช้ในองค์กร ส่วนใหญ่ใช้ติดต่อสื่อสารในองค์กร ใช้ในการ Training ในการฝึกอบรมต่างๆ อาจจะเรียกว่าเป็น B2E ก็ได้ Business to Employee E-commerce เทคโนโลยีในการระบุตัวบุคคลก็เช่นกันคือ DPN กับ Firewall ซึ่งตรงนี้เคยพูดไปแล้วตอนที่พูดถึง internet นี่คือข้อเปรียบเทียบของ internet, intranet, extranet
Business model ของ B2B หลักๆมี 2 รูปแบบคือ B2B2C หรือบางบริษัทเป็น B2B2B2C แต่ในส่วน B2B มีสองรูปแบบ

ตัวอย่าง B2B

Pic_ecommerce%20%20033.jpg

รูปแบบแรก private exchange คือรูปแบบ B2B ที่บริษัทเดียวเป็นเจ้าของระบบ ใช้ในการเชื่อมต่อ supplier เช่นการเชื่อมตัวลูกค้าแต่เจ้าของเป็นของบริษัทเดียว เช่น wall-mart Dell ที่มีช่องทาง Extranet หรือ EDI ในการเชื่อมต่อ supplier กับลูกค้า

Pic_ecommerce%20%20031.jpg


รูปแบบที่สองเรียกว่า Net market place หรือ E-hub เช่น Alibaba เป็นเหมือนกับ E-bay แบบ B2B พูดง่ายๆว่าเป็น market place ที่นำบริษัทที่ต้องการซื้อสินค้ามาเจอกับบริษัทที่ต้องการขายสินค้า net market place หรือ E-hub ก็มีอยู่สองประเภทย่อยๆ

Pic_ecommerce%20%20032.jpg

1.vertical net market place คือ net market place ที่ focus ไปที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ ที่นำเอาบริษัทที่ต้องซื้อสินค้ากับกับบริษัทที่ต้องการขายสินค้ามาเจอกัน
2.Horizontal net market place คือรูปแบบที่สินค้ามีความหลากหลาย มีการใช้ข้ามอุตสาหกรรม เช่น Alibaba ที่จะพูดต่อไปใน case Officemate ,SCG เป็น private exchange
E-government

Pic_ecommerce%20%20034.jpg

เป็นรูปแบบของ E-commerce ที่ถูกนำมาใช้โดยรัฐบาล ในการบริการประชาชน ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐบาลด้วยกัน หรือใช้ติดต่อสื่อสารกับภาคธุรกิจ หลักๆของ E-government ในหลายๆประเทศที่มีการนำเข้ามาใช้คือ เพื่อช่วยในการลด cost ทั้งกระดาษแบบฟอร์มต่างๆ อีก motivation หนึ่งเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวดเร็วมากขึ้น
ประเภทของ E-government ปัจจุบันมี 4 ประเภท
1.G2C Government to Citizen คือรูปแบบของ E-government ที่เป็นการให้บริการจากภาครัฐสู่ประชาชน โดยการนำระบบ Electronic เข้ามาใช้ เช่น การเสียภาษี ผ่านทาง E-revenue E-citizen ที่ใช้ในการบริการข้อมูล เช่น download แบบฟอร์มต่างๆได้ ดูกฎเกณฑ์ต่างๆได้ หรือในไทยมี 1111.go.th เป็นเว็บไซต์ที่เราสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ในฐานะประชาชนได้ เป็นเว็บของสำนักนายกรัฐมนตรี

Pic_ecommerce%20%20035.jpg


2.G2B เป็นรูปแบบระหว่างรัฐบาลกับบริษัท โดยส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง เช่นเว็บไซต์ gprocurement.co.th เป็นระเบียบของกระทรวงการคลังที่ว่า ทุกหน่วยงานในรัฐบาล ถ้าต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างต้องนำเอาข้อมูลเหล่านั้นเข้าไปอยู่บนเว็บไซต์นี้ เพื่อป้องกันการฮั้วหรือสร้างการแข่งขัน จะมีทุกหน่วยงานต้องเข้ามาโพสข้อมูลต่างๆบนเว็บไซต์นี้ ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น ในอดีตจะมีแค่คนรู้ไม่กี่คน แต่ก็ไม่ได้เป็นการป้องกันการฮั้วอยู่ดี

Pic_ecommerce%20%20036.jpg


3.G2G รูปแบบของรัฐบาลกับรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่นในไทย GFMIS ทุกหน่วยงานที่ต้องการนำเสนองบประมาณต้องใส่ข้อมูลลงไปที่ระบบนี้
4.G2E Government to Employee เป็นรูปแบบ E-government ของรัฐบาลกับพนักงานของรัฐ เช่นเรื่องการทำ training การจ่ายค่าตอบแทนหรือการบริหารงานบุคคลภายใน
วิวัฒนาการของ E-governtment มีหลายระดับ หลักๆมีอยู่ 5 ระดับด้วยกัน

Pic_ecommerce%20%20038.jpg


1. E-information คือหน่วยงานของรัฐนำเสนอข้อมูลบนเว็บ
2. One-way interaction คือนำเสนอโพสพวกแบบฟอร์ม แต่ประชานยังต้องเดินทางมาทำธุรกรรมที่หน่วยงานของรัฐอยู่
3. Two-way interaction คือสามารถ submit แบบฟอร์ม online ได้ แต่การทำธุรกรรมยังต้องมาที่หน่วยงานของรัฐ
4. Transaction รูปแบบนี้คนไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่หน่วยงานของรัฐ สามารถทำธุรกรรมได้เลยบนเว็บ เช่น สรรพากร กรมศุลกากร
5. Intregration รัฐบาลมี one stop service website ทุกคนที่ต้องการทำธุรกรรมกับหน่วยงานของรัฐบาลสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์เดียวได้ เช่นของเกาหลี ของนิวซีแลนด์ ของประเทศทางยุโรป อเมริกา แต่ประเทศไทยยังไม่ไปถึงขั้นนั้น
การทำ E-government index ของทางยุโรปจะค่อนข้างสูง รองมาคืออเมริกา ของเอเชียจะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ของประเทศไทยอยู่อันดับ 64 ในปัจจุบัน อยู่ปานกลางถึงระดับต่ำ ตัวอย่าง E-government ที่ประสบความสำเร็จเช่นของ EU มีช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้ ของอเมริกาคือ usa.gov เป็น one stop service ทุกคนที่ต้องการทำธุรกรรมตั้งแต่แจ้งเกิดจนแจ้งตายเลยมีทุกอย่างในเว็บเว็บเดียว นิวซีแลนด์ก็เป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างดี ของเกาหลีเช่นกัน อันดับหนึ่งของเอเชียในเรื่องของ E-government index มีเมืองเมืองหนึ่งสามารถคุยกับผู้ว่าได้โดยตรง นำเสนอความคิดเห็นได้ สิงคโปร์เองก็น่าสนใจ มีการนำเอารูปแบบของ mobile application เข้ามาใช้ เช่นสามารถส่งข้อความ หรือแจ้งเตือนผ่านทาง SMS ได้
บทบาทของรัฐบาลในปัจจุบันเข้ามามีบทบาทในการเติบโตของ E-commerce เนื่องจากว่ารัฐบาลสามารถเซนเซอร์ได้ เข้ามามีบทบาทในการสร้างกฎเกณฑ์ได้

E-commerce ในประเทศไทยปี 2552 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ ปัจจุบันถ้าพูดถึงจำนวน E-commerce ในประเทศไทยแบ่งประเภท E-commerce แค่ 3 ประเภทคือ B2C B2E B2G คิดว่ารวม C2C กับ B2C ธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทยเป็น B2C เป็นหลัก รองมาคือ B2B น้อยสุดคือ B2G

Pic_ecommerce%20%20039.jpg


ถ้าจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีขายตาม E-commerce มากที่สุดคือกลุ่มแฟชั่นเครื่องแต่งกาย และที่สำคัญถ้าดูตัวเลขจะเห็นว่ามีการเติบโตมากด้วย รองลงมาคือพวกคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกอันหนึ่งคือท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ทก็มีการเติบโตที่สูง

Pic_ecommerce%20%20040.jpg
Pic_ecommerce%20%20042.jpg


จะเห็นได้ว่า แฟชั่นเครื่องแต่งกายภายในระยะเวลา 3 ปีก้าวกระโดดมาก จาก 18%-42% ใครอธิบายได้บ้าง
ตอบ ปกติคนไปจตุจักรอยู่แล้ว พอมีช่องทางทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น คนเลือกรูปแบบก็ง่ายขึ้น ราคาก็ต่ำลง คนเลยหันมาซื้อทางนี้ แต่มันขัดแย้งตรงที่สินค้าประเภทนี้ต้องมีประสบการณ์ก่อนที่จะซื้อ เลยตั้งข้อสงสัยว่าคนดูสินค้าช่องทางปกติ แล้วพอซื้อซื้อทางอินเตอร์เน็ต(แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมซื้อของที่จำเป็นต้องเคยได้รับประสบการณ์)
มูลค่าของ E-commerce ในปี 2551 ของประเทศไทย มีประมาณ 5 แสนกว่าล้าน ตัวเลขนี้ก็น่าสนใจ ใน 5 แสนกว่าล้านเป็น B2G หรือ Business to Government ถึง 2.9 แสนล้าน เป็น B2C เพียงแค่ 4.5 หมื่นล้าน รองลงมาคือ B2C 1.9 แสนล้าน สาเหตุที่ B2C เยอะสุดเพราะปัจจุบันกรมบัญชีกลาง มันอยู่ในรูปแบบของ E-Auction เพราะเป็นข้อบังคับกฎเกณฑ์ที่กระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างต้องผ่าน E-Auction

Pic_ecommerce%20%20043.jpg

มาดูที่ E-commerce ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดูมูลค่า มูลค่าคือรายได้ที่เกิดจากตัวสินค้า ปรากฏว่าตัวอุตสาหกรรมยานยนต์และผลิตภัณฑ์ยานยนต์มีมูลค่าสูงสุด อาจจะเพราะมูลค่าของตัวสินค้ามันสูงรองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์

Pic_ecommerce%20%20044.jpg

ขนาดธุรกิจนี่น่าสนใจเพราะเป็นไปตามทฤษฎีที่ว่า ธุรกิจโดยส่วนใหญ่ในรูปแบบ E-commerce ในประเทศไทยเป็นธุรกิจที่ operate โดยคน 1-5 คนเท่านั้นมีน้อยมากเลยที่มีมากว่า 50 คน นี่เป็นสาเหตุเลยว่าทำไมมันจึงเข้าไปช่วยในการลด cost ได้

Pic_ecommerce%20%20045.jpg


ถ้าแบ่งตามประเภทของกลุ่มอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดว่า มีคนที่ดูแลแค่ 1-5 คนเท่านั้น

Pic_ecommerce%20%20046.jpg
Pic_ecommerce%20%20047.jpg

ลักษณะการขายสินค้ามีประมาณ 60.5% ที่เป็น online company หรือ click only company คือมีหน้าร้านในอินเตอร์เน็ตเพียงช่องทางเดียว ส่วนที่เป็น click & mortar มี 36.8% ส่วนที่เป็นอื่นๆเข้าใจว่าเป็นแบบที่มีพนักงานขายไปส่งสินค้า ลักษณะของการขายสินค้าจะเห็นได้ชัดว่า B2C ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ click only เลย ถ้า B2B กึ่งๆระหว่าง click only กับ click & mortar เช่นเดียวกับ B2G

Pic_ecommerce%20%20048.jpg
Pic_ecommerce%20%20049.jpg

ดูที่แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นขายทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวยกเว้นพวก ยานยนต์ ท่องเที่ยว ที่ยังต้องมีขายทั้ง 2 ช่องทางคือมีทั้งหน้าร้านและมีทั้ง online ด้วย สินค้า OTOP นับเป็น 45% ของสินค้าบน E-commerce

Pic_ecommerce%20%20050.jpg
Pic_ecommerce%20%20051.jpg

ผลประกอบการสูงสุดคือ B2C แต่ถ้าให้ไม่รวมมูลค่าของ E-Auction น่าจะประมาณ 2 พันกว่าล้าน แต่ถ้าดู B2C จะเห็นว่าค่อนข้างต่ำอยู่ แค่ 4.5 หมื่นล้าน นี่คือมูลค่าตามอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุด สาเหตุเพราะมูลค่าสินค้ามีราคาค่อนข้างสูง

Pic_ecommerce%20%20052.jpg
Pic_ecommerce%20%20053.jpg
Pic_ecommerce%20%20054.jpg

การสั่งซื้อสินค้าส่วนใหญ่ค่อนข้างน้อย 1-5 ครั้งต่อเดือน ถือว่าค่อนข้างน้อย ธุรกิจที่มีพนักงานดูแลกลุ่มลูกค้า E-commerce โดยเฉพาะมีแค่ 30%

Pic_ecommerce%20%20055.jpg


ค่าใช้จ่ายด้าน ICT น่าสนใจปรากฏว่าธุรกิจ E-commerce ในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายด้าน ICT เลย ค่าใช้จ่ายด้าน ICT คือค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น Hardware software Programming ต่างๆ ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายด้าน E-commerce ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายด้าน ICT เลยเช่น Marketing บน Facebook แต่ Facebook ก็ไม่สามารถทำให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าได้โดยตรง มีอะไรที่เราสามรถขายสินค้าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ ICT เลย,ผ่านเว็บบอร์ด, ผ่าน E-bay} Thaisecondhand} Tarad รูปแบบนี้ผู้ขายสินค้าไม่มีค่าใช้จ่ายด้าน IT เลยก็ว่าได้ รองลงมาคือมีค่าใช้จ่ายไม่เกินสองแสนบาท การทำ E-commerce ไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีเว็บไซต์ของตนเอง มีเพื่อนอาจารย์เป็นฝรั่งลาออกจากงานประจำมาขายของบน E-bay เฉพาะเลย แล้วสามารถจะสร้างรายได้ 2-3 แสนบาทต่อเดือนบน E-bay โดยที่ไม่มีเว็บไซต์ของตัวเองเลย แต่ว่าการขายสินค้าบนตลาดกลาง โอกาส Develop Brand ค่อนข้างยาก มีนักศึกษา Y รุ่น 24 เรียนวิชาการตลาด วิชาสัมมนาการตลาดสามารถที่จะสร้างรายได้จากการขายหนังสือ used book เป็นโปรเจ็คในวิชาสัมมนาการตลาด ลงทุนไม่กี่หมื่นบาท แต่สามารถสร้างยอดขายได้ล้านกว่าบาทผ่าน E-bay

Pic_ecommerce%20%20056.jpg
Pic_ecommerce%20%20057.jpg


เห็นได้ชัดโดยเฉพาะ B2C ไม่มีค่าใช้จ่ายด้าน IT เลยหมายถึงการขายผ่านตัวกลาง ผ่านบอร์ดกลาง หรือแม้กระทั่ง B2B เองก็ตามมากกว่า 50%
ตอนนี้อาจารย์คุยกับอาจารย์การตลาดว่าอาจจะมีวิชาเลือก อาจจะอยู่ใน R หรือ Flex เป็นวิชาการตลาดบน E-bay อาจจะเป็นวิชาหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะผ่านบอร์ดหรือเปล่า
การตลาด น่าสนใจตรงที่การตลาดส่วนใหญ่เป็นในรูปของ online marketing ความหมายของรูปแบบ online marketing กับ offline marketing ต่างกันคือ online marketing เป็นการทำการตลาดบน internet เช่นการโฆษณาผ่านทางเว็บบอร์ด การโฆษณาผ่านทาง E-mail หรือการโฆษณาผ่านทาง search engine โดยส่วนใหญ่การตลาดในรูปแบบ online marketing ที่น่าเป็นห่วงคือไม่มีการประชาสัมพันธ์เลย เพราะคนเหล่านี้อาจจะใช้ช่องทางผ่านทางตลาดกลางเช่น E-bay กับ Thaisecondhand ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้ประชาสัมพันธ์ แต่ถ้าเกิด E-commerce เว็บไซต์ไม่มีประชาสัมพันธ์ก็ยากมากที่จะประสบความสำเร็จได้ ประมาณ 20% ใช้ทั้ง online และ offline เช่นโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ต่างๆ

Pic_ecommerce%20%20058.jpg
Pic_ecommerce%20%20059.jpg

วัตถุประสงค์การใช้เว็บไซต์ อันดับหนึ่งคือเพิ่มช่องทางในการสั่งซื้อสินค้า
รองลงมาคือการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า ประชาสัมพันธ์สินค้า
บางคนคือคู่แข่งมีเราเลยจำเป็นต้องมี เป็นเหตุผลตามกระแสนิยมหรือความทันสมัย
ลดต้นทุนการบริหารจัดการ เช่นลดจำนวนพนักงาน และสามารถจะเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้

Pic_ecommerce%20%20060.jpg

E-commerce สามารถจะทำได้ทั้งรูปแบบมีเว็บไซต์และไม่มีเว็บไซต์ได้ โดยส่วนใหญ่มีเว็บไซต์ ที่ไม่มีเว็บไซต์คือขายสินค้าผ่านทางตลาดกลาง Electronic เช่น E-bay Thaisecondhand.com เป็นต้น การพัฒนาเว็บไซต์ส่วนใหญ่ E-commerce ในประเทศไทยใช้รูปแบบของโปรแกรมสำเร็จรูปสร้าง E-commerce website ซึ่งปัจจุบันสามารถจะทำได้ง่ายแล้ว ในหลาย software package ก็จะมีฟังก์ชันในการสร้าง E-commerce เว็บไซต์ได้เอง มีบางบริษัทที่มีทีมโปรแกรมเมอร์ก็สามารถี่จะใช้ in housing หรือการพัฒนาจากทีมพัฒนาได้ หลายบริษัทมีการ out source

Pic_ecommerce%20%20061.jpg
Pic_ecommerce%20%20062.jpg

การชำระเงินมี 2 ประเภทคือ offline payment กับ online payment ในส่วนของ online payment เป็นการชำระผ่าน internet โดยตรงเช่นรูปแบบของ E-banking รูปแบบของการใช้เครดิตการ์ด รูปแบบของการใช้ตัวกลางในการชำระเงิน เช่น Paypal, Paysbuy พูดง่ายๆคือผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ต้องมาเจอหน้ากัน ไม่ต้องมีการทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากที่อยู่บน web browser นั่นคือรูปแบบ online payment มีประมาณ 23.5% โดยส่วนใหญ่เป็น offline ที่รวมถึงธนาณัติ การโอนเงิน บัญชีธนาคารหรือเคาร์เตอร์ธนาคาร หรือการนัดมาเจอกัน ของมาเงินไป สาเหตุหนึ่งก็คือในประเทศไทย การรับชำระเงินในเรื่องของเครดิตการ์ด มีขั้นตอนกระบวนการยุ่งยาก เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูปแบบของการชำระเงินอยู่ในรูปของ offline มีประมาณ 30 กว่า% มีทั้งรูปแบบ online และ offline

Pic_ecommerce%20%20063.jpg
Pic_ecommerce%20%20064.jpg

วิธีการจัดส่งสินค้าประเภทกายภาพ Physical product โดยส่วนใหญ่ใช้การจัดส่งทางไปรษณีย์ ส่วนใหญ่โดยบริษัทไปรษณีย์ไทย รองลงมาคือมีพนักงานขนส่งของตนเอง รองลงมาคือใช้พนักงานขนส่งของบริษัทเอกชน เช่น DHL FedEx

Pic_ecommerce%20%20065.jpg


ระยะเวลาในการจัดส่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-3 วัน

Pic_ecommerce%20%20066.jpg


จัดส่ง online จะเป็นสินค้าที่อยู่ในรูปแบบของ digital product

อุปสรรคในการจัดส่งสินค้ามีการเข้าไปสอบถามผู้ประกอบการ แรกสุดคือราคาจัดส่งสินค้าค่อนข้างสูงในประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซียสิงคโปร์ ที่มีค่าใช้จ่ายในเรื่องของ Logistic cost ที่ต่ำกว่า ความล่าช้าในการจัดส่ง คุณภาพในการจัดส่ง การรับประกันสินค้า และขั้นตอนการจัดส่งที่ยุ่งยาก ใครที่คิดจะทำธุรกิจ E-commerce ต้องคิดถึงประเด็นนี้ด้วย

Pic_ecommerce%20%20067.jpg

อุปสรรคในมุมมองของลูกค้า สาเหตุที่เค้าไม่เข้ามาซื้อสินค้าในช่องทาง E-commerce หลักๆคือปัญหาการโกง กลัวไม่ได้สินค้าตามที่โฆษณา คือสินค้าบนเว็บไซต์อย่างหนึ่งได้รับอีกอย่างหนึ่ง อีกอันหนึ่งหลายคนค่อนข้างที่จะ concern คือไม่เห็นสินค้าก่อนที่จะซื้อสินค้า ไม่มีความเชื่อมั่นในการชำระเงิน คือต้องยอมรับว่าเวลาที่ทรมานที่สุดของลูกค้าคือเวลาที่จ่ายเงินไปแล้วแล้วรอสินค้าระหว่างเดินทางมา ใจมันตุ้มต่อมๆ ถึงมีหลายบริษัทรวมไปถึง Officemate ต้องเปลี่ยนโมเดลในการชำระเงิน จากเดิมที่ชำระเงินผ่านเว็บโดยตรง เป็นจ่ายเงินเมื่อเห็นสินค้าแล้ว คือสั่งซื้อสินค้าไปก่อนแล้วพนักงานมาส่งสินค้า เมื่อเห็นสินค้าแล้วค่อยชำระเงิน เป็นโมเดลที่เข้ามาแก้ไขในเรื่องของความเชื่อมั่นได้

Pic_ecommerce%20%20068.jpg

อุปสรรคในการทำธุรกิจส่วนใหญ่ คือความมั่นใจ (Trust) ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นใจในการซื้อสินค้าทาง internet และลูกค้าบางคนใช้ข้อมูลในการซื้อสินค้า เช่นการขโมยบัตรเครดิตการ์ดมา การทำการตลาดประชาสัมพันธ์ทำได้ยาก แต่อีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์คิดคือเรื่องของ digital device คือคนใช้ internet ในประเทศไทยยังมีน้อยอยู่ด้วย นี่ถือเป็นสิ่งหนึ่ง 3G อาจจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เป็นผู้ใช้ internet ได้ อันนี้เป็นสถานภาพของ E-commerce ในประเทศไทย

Pic_ecommerce%20%20069.jpg

ที่มา:รายงานผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย พ.ศ.2552