Scribe Book 4 [Part 3]: Database & Access2010 Manual & 10 Company Using the Database (Business Intelligent) & 2G 3G Concession

Database

ระบบฐานข้อมูลมีความสำคัญคือ เข้าไปเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อใช้ประกอบการวางแผนหรือการตัดสินใจ
รูปแบบการเก็บข้อมูลในอดีตจะอยู่ในรูปแบบ Analog เช่น กระดาษซึ่งข้อมูลอาจสูญหาย และไม่สามารถแชร์กันได้อย่างง่ายดาย แต่ปัจจุบันสามารถจัดเก็บในรูปแบบDigital ซึ่งข้อมูลสามารถนำมาบริหารได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้ นั่นคือเป้าหมายหลักของ Database ในปัจจุบันประโยชน์ของ IT คือการนำ Database มาใช้ เช่น การใช้ ATM การใช้โทรศัพท์ หรือการซื้อสินค้าผ่าน e-comerse

ระบบ Database คือระบบที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน ใช้ในการหาข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ประโยชน์หลักๆ คือสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ปริมาณมาก สามารถให้ผู้ใช้แชร์ข้อมูลกันได้ ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล สร้างความถูกต้องของข้อมูล และยังสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ

i21531_1.jpg

จากรูปคือวงจรของข้อมูลขององค์กรที่มีการนำDatabase เข้ามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
เริ่มตั้งแต่ข้อมูลสามารถจัดเก็บมาได้จากภายในหรือภายนอกองค์กร ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรที่เรียกว่า Data Warehouse ซึ่งจัดเก็บข้อมูลขององค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน ข้อมูลเหล่านั้นก่อนที่จะถูกจัดเก็บไว้ใน Data Warehouse จะต้องมีการปรับรูปแบบให้ตรงกับรูปแบบที่มีการจัดเก็บอยู่ในData Warehouse ซึ่งจะมีการแบ่งย่อยเป็นคลังข้อมูลขนาดเล็ก เช่นคลังข้อมูลสำหรับแผนกการตลาด คลังข้อมูลสำหรับแผนกการผลิต เพื่อความปลอดภัยและความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล

ข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาวิเคราะห์ได้สองรูปแบบ
1.การใช้softwareที่เรียกว่า OLAP ใช้วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูลในหลากหลายมิติ
2. Data Mining คือ softwareจะทำการหารูปแบบpattern ของข้อมูลที่อยู่ในData Warehouse ผลที่ได้จะสามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ สามารถนำมาใช้เป็นsolutionขององค์กรในการประกอบธุรกิจหรือใช้ประกอบการสร้างกลยุทธ์ขององค์กรได้

ปกติข้อมูลขององค์กรจะมีการนำมาใช้แค่20% แต่อีก80% ไม่ได้ถูกนำมาใช้ ประเด็นก็คือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือเป้าหมายหลักของการนำdatabaseเข้ามาใช้

DBMS

i21533_3.jpg

คือsoftwareที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล บริหารข้อมูล มี3องค์ประกอบหลักๆคือ
1. Data definition ก็คือdefinitionของข้อมูลเช่น text, number
2. Data manipulation language คือ ภาษาSQLเป็นภาษามาตรฐานที่ใช้ควบคุมข้อมูลในdatabase
3. Data dictionary คือคำนิยามของโครงสร้างของdatabase

ประเภทของDatabaseในปัจจุบันจะมีอยู่3ประเภท

1. Relational database เป็นdatabaseที่มีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตาราง
2. Object-oriented database ข้อมูลที่จัดเก็บจะรวมไปถึงข้อมูลที่เป็นmultimedia เช่นรุปภาพ video audio ข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาใช้เป็นprimary keyได้
3. Multi dimentional database สามารถเก็บข้อมูลได้หลากมิติมากว่าแถวหรือcolume

การออกแบบDatabase มี2step

1. Conceptual design คือการออกแบบผ่านทาง ER diagram
2. Physical design คือการนำdatabaseมาimplementในรูปแบบsoftwareและhardware

ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลDatabaseจะเรียกว่า DBA (database administrator )
ภาษา SQL คือภาษาที่ใช้ในการควบคุมdatabase เช่น SELECT PART, Part_Number, FROM PART, SUPPLIER คือคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดกฎเกณฑ์
การ Normalization คือการทำDatabase ให้มีขนากกระทัดรัดลง ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลลง

การออกแบบ Database มี2รูปแบบ

i21534_4.jpg

1. Centralize คือ ทุกหน่วยขององค์กรจะมีการเข้าถึงdatabaseจากlocation เดียวซึ่งมีความเสี่ยงกรณีdatabase นั้นมีการปัญหาขัดข้อง
2. Distribution Database มี2ประเภท
- Partitioned คือ copy ข้อมูลจากส่วนกลางไปยังสาขาแต่เป็นข้อมุลที่เกี่ยวข้องกับสาขานั้นเท่านั้น
- Replicated คือการcopyข้อมูลทั้งหมดไปยังสาขาอื่นเพื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและเป็นการสำรองข้อมูล

Business intelligence

i21535_5.jpg

คือกลุ่มหรือชุดของsoftwareซึ่งประกอบด้วย 3function คือ data warehouse, การใช้ data marks, การใช้ OLAP เพื่อจะทำให้ข้อมูลที่องค์กรจัดเก็บถูกนำมาวิเคราะห์ ตัดสินใจได้ ส่วนมากจะมาเป็นระบบมีvendor หลักๆเช่น IBM, SAP, ORACLE, Microsoft
i21536_6.jpg

ในปัจจุบัน Database เข้ามาเชื่อมโยงกับ Web เช่นการที่เรากรอกแบบฟอร์มในWebนั้นจะมีDatabaseอยู่เบื่องหลัง web serverจะทำการสื่อสารกับdatabaseผ่านทางapplication serverกับdatabase server เวลามีการอัพเดทข้อมูล webจะทำหน้าที่เป็นinterfaceระหว่างการจัดเก็บข้อมูลกับการนำเสนอข้อมูล

i21537_7.jpg

องค์กรที่มีการทำdatabaseนั้น ที่สำคัญข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง ซึ่งถ้าข้อมูลมีความผิดพลาดจะมี 2 วิธีในการแก้ไข
1. Data Quality Audit คือมีการส่มข้อมูลที่ถูกจัดเก็บมาดูว่ามีความถูกต้องหรือไม่ แต่วิธีนี้ไม่ค่อยยั่งยืน
2. Data Cleansing คือการกำหนดเงื่อนไขของข้อมูลเพื่อป้องกันความผิดพลาด เช่นการกำหนดให้ผู้ใช้ใส่รหัสไปรษณีย์ได้เพียง 5 รหัส

การบ้าน Database

-กำหนดTheme สถาณการณ์ หรือสมมุติฐานของธุรกิจ ซึ่งธุรกิจนั้นสามารถจะเป็นธุรกิจที่มีอยู่จริงหรือสมมุติขึ้นมาบนหลักของความเป็นจริง
-เขียนสถาณการณ์ หรือสมมุติฐานเกี่ยวกับ Business Process กระบวนการการทำธุรกิจของธุรกิจนั้นๆ
-นำข้อมูลนั้นๆมาสร้าง ER diagram อย่างน้อยต้องมี 5 Entity และมีอย่างน้อย 2 ความสัมพันธ์ที่เป็นแบบ Many to Many ในแต่ละEntity ต้องมีอย่างน้อย 5 Attribute ควรมีการmixนิยามของข้อมูล data definition และจากนั้นนำ ER diagram มา implement ในdatabase ในแต่ละ table มีอย่างน้อย 10 records จากนั้นให้สร้างสถาณการณ์ขึ้นมาเพื่อสร้าง query ซึ่งสร้างสถาณการณ์ควรจะซับซ้อนเพียงพอที่จะสร้าง query ที่ดีได้และให้แสดงผล query
- การส่งให้ส่งทั้งรายงานและdatabase ในรายงานให้เขียนคำอธิบายโดยใช้screen shotประกอบคำอธิบาย
.
.
.


คู่มือการใช้งาน Microsoft Access 2010 เบื้องต้น

หมายเหตุ :

คู่มือนี้จะใช้ MS Access 2010 เวอร์ชันภาษาไทย แต่ในคู่มือจะมีแนบคำสั่งภาษาอังกฤษในวงเล็บไว้อ้างอิงกับผู้ที่ใช้เวอร์ชันภาษาอังกฤษ

หน้าต่างตอนเริ่มโปรแกรมจะมีลักษณะดังภาพ

Access-1.jpg

.
.
.

ขั้นตอนการสร้าง Entity หรือโครงสร้างตาราง (Table) (อ้างอิงจาก Entity ที่อาจารย์ยกตัวอย่างในห้องเรียน)

1. Click เลือกที่ ฐานข้อมูลเปล่า (Blank Database)

Access-2.jpg

2. Click เลือกที่มุมมอง (View)  มุมมองออกแบบ (Design View)

Access-3.jpg

3. สร้างชื่อ Table หรือ Entity ที่ได้ออกแบบไว้ ในที่นี้สร้างชื่อ Student

Access-4.jpg

4. กำหนดชื่อเขตของข้อมูล (Field Name) และกำหนดชนิดของข้อมูล (Data Type) ซึ่งเราจะสามารถเลือกได้ว่าจะกำหนดชนิดของข้อมูลให้เป็นแบบใด

Access-5.jpg

โดยมีขอบเขตข้อมูลให้เลือกดังนี้
Text – ข้อความที่เป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ ช่องว่าง หรือทั้งหมดรวมกัน โดยถ้าข้อมูลเป็นตัวเลขจะไม่สามารถนำมาคำนวณได้ สามารถใส่ Text สูงสุด 255 ตัว
Memo – สำหรับข้อความขนาดยาว
Number – ตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณ
Date/Time – วันที่และเวลา
Currency – ตัวเลขทศนิยม 4 ตำแหน่งพร้อมด้วยสัญลักษณ์สกุลเงินตรา เช่น $
AutoNumber – เลขลำดับจำนวนเต็ม ที่จะเพิ่มค่าอัติโนมัติเมื่อมีการเพิ่มเรคคอร์ดใหม่ โดยค่าตัวเลขจะไม่ซ้ำกันเลยและผู้ใช้ไม่สามารถแก้ไขค่าได้ จึงนิยมนำไปใช้กับฟิลด์ที่คีย์หลัก (Primary Key)
Yes/No – ข้อมูลทางตรรกะ ซึ่งมีได้ 2 สถานะเท่านั้นคือจริงหรือเท็จ
OLE object – เป็นออบเจ็คที่สร้างจากโปรแกรมอื่นๆ เช่น ไฟล์สเปรดชีด, ไฟล์เอกสาร, รูปภาพ, กราฟ,เสียง เป็นต้น
Hyperlink – ลิงค์ที่อ้างอิงไปยังข้อมูลอื่นๆซี่งอาจเป็นไฟล์ฐานข้อมูลของ Access ไฟล์ที่สร้างจากโปรแกรมอื่นบนเรื่องเดียวกัน หรือบนเน็ตเวิร์ก เว็บไซต์ หรือ Email ก็ได้
Attachment – แนบไฟล์ต่างๆ
Lookup Wizard – เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการป้อนข้อมูลหรือนำเข้าข้อมูลจาก Table อื่นของฐานข้อมูล Access

5. กำหนด Primary Key เลือกชื่อเขตข้อมูล (Field Name) ที่ต้องการทำให้เป็น Primary Key แล้ว Click ที่ คีย์หลัก (Primary Key) หลังจากนั้นเขตข้อมูล (Field Name) ที่เราเลือกไว้จะปรากฎรูปกุญแจข้างหน้าชื่อเขตข้อมูลนั้น

Access-6.jpg

6. การสร้างตารางใหม่ ให้ที่ Tab สร้าง (Create) และเลือกที่ ตาราง(Table) หรือ ออกแบบตาราง (Table Design) เพื่อเข้าสู่การสร้างโครงสร้างตารางในมุมมองออกแบบ (Design View) ได้เลย

Access-7.jpg

7. ในกรณีต้องการสร้าง Primary Key สองตัวในหนึ่งตาราง ให้กด Ctrl ค้างไว้ แล้วเลือกชื่อเขตข้อมูลที่ต้องการ หลังจากนั้นกด Click ที่ คีย์หลัก (Primary Key)

Access-8.jpg

8. เลือกที่ มุมมอง (View)  มุมมองแผ่นข้อมูล (Datasheet View) เพื่อป้อนข้อมูล แก้ไขข้อมูล และแสดงข้อมูลในตารางที่เราได้สร้างไว้

Access-9.jpg

.
.
.

ขั้นตอนการสร้างความสัมพันธ์แต่ละ Entity หรือ ตาราง

1. เลือกที่ เครื่องมือฐานข้อมูล (Database Tools)  ความสัมพันธ์ (Relationships)

Access-10.jpg

2. เลือกตารางที่เราต้องการจะสร้างความสัมพันธ์ โดยการกดที่ เพิ่ม (Add)

Access-11.jpg

3. Click ค้างไว้ที่ Primary Key ของ Table ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ และลากไปยัง Foreign Key ในอีกตารางหนึ่ง ในที่นี้จะกำหนดให้ RID เป็น Primary Key ของตาราง Room ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับ RID ที่เป็น Foreign Key ของ ตาราง Course หลังจากปล่อยเมาส์แล้วจะขึ้นหน้าต่างดังต่อไปนี้

Access-12.jpg

- การเลือก “บังคับให้มี Referential Integrity” (Enforce Referential Integrity) ถ้าจะให้คงสภาพการอ้างอิงความสัมพันธ์
- การเลือก “ปรับปรุงเขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” (Cascade Update Related Fields) หมายถึง เมื่อแก้ไขข้อมูลตารางด้าน Primary Key จะทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือ Foreign Key ถูกแก้ไขด้วย
- การเลือก “ลบระเบียนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” (Cascade Delete Related Records) หมายถึง ถ้าลบเรคอร์ดด้าน Primary Key จะทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือ Foreign Key ถูกลบด้วย

หลังจากนั้นเลือก สร้าง (Create) จะปรากฏเส้นความสัมพันธ์ขึ้น โดยที่มีเลข 1 กับ ∞ นั้นหมายความว่าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 To Many

Access-13.jpg

การจัดการข้อมูลด้วย Query

Query เป็นเครื่องมือที่สามารถ

- ช่วยในการค้นหา และกรองข้อมูล
- เรียงลำดับและจัดกลุ่มข้อมูล
- สร้าง Table ขึ้นมาใหม่จาก Field ข้อมูลใน Table ที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องเข้าไปสร้างเองในมุมมอง Design
- นำข้อมูลจากหลายๆ Table ที่สัมพันธ์กันมาแสดงในตารางผลลัพธ์เสมือนเป็น Table เดียวกันได้ เป็นต้น

Access ได้สร้าง Query ออกเป็น 5 ประเภทตามลักษณะการใช้งานคือ
1) Select Query ใช้สอบถามข้อมูลจาก 1 Table หรือหลายๆ Table ที่ตรงกับเงื่อนไขกำหนด
2) Crosstab Query ใช้สอบถามข้อมูลและแสดงผลลัพธ์แบบ 2 มิติ โดยสลับข้อมูลในแนวแถวและแนวคอลัมน์
3) Action Query ใช้สร้าง Table ใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Table เช่น แก้ไขข้อมูล เพิ่มเรคอร์ดใหม่ ลบเรคอร์ดใหม่และเก่า
4) Parameter Query เป็น Query ที่ให้ผู้ใช้ใส่ค่าพารามิเตอร์ได้ในระหว่างประมวลผล (run-time) เพื่อใช้ค้นหาหรือคำนวณค่า เช่น ใส่อัตราการเปลี่ยนแปลงต้นทุนและราคาสินค้า เพื่อคำนวณหากำไร ณ อัตราต่างๆ
5) SQL Query สำหรับ Query ประเภทนี้ ผู้ใช้ต้องสร้างขึ้นด้วยภาษา SQL (Structured Query Language) ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานที่ใช้จัดการฐานข้อมูล

การสร้าง Query เบื้องต้น

1. ที่ Tab สร้าง (Create) เลือก ออกแบบแบบสอบถาม (Query Design)

A.jpg

2. เลือกตารางที่ต้องการใช้ แล้วเลือก เพิ่ม (Add)

B.jpg

3. เมื่อเลือกตารางที่เราต้องการแล้ว บริเวณด้านล่างของโปรแกรมจะปรากฏ Query Design Grid โดยมีรายละเอียดในแต่ละหัวข้อดังนี้

C.jpg

- เขตข้อมูล (Field) ใส่ชื่อฟิลด์ที่จะค้นหาข้อมูลเพื่อแสดงในตารางผลลัพธ์
- ตาราง (Table) ใส่ชื่อ Table/Query ที่จะใช้เป็นแหล่งข้อมูล
- เรียงลำดับ (Sort) เป็นแถวที่ใช้กำหนดรูปแบบการจัดเรียงข้อมูล Ascending (เรียงจากน้อยไปมาก) , Descending (เรียงจากมากไปน้อย) และ not Sorted (ไม่ต้องจัดเรียง)
- แสดง (Show) ใช้ซ่อน Field ที่ไม่ต้องการแสดงค่าในตารางผลลัพธ์ โดยคลิกล้างเครื่องหมายถูกในช่องสี่เหลี่ยม
- เกณฑ์ (Criteria) ใส่เงื่อนไขการสอบถามข้อมูล ซึ่งอาจเป็นนิพจน์ที่ประกอบด้วยฟังก์ชันหรือสูตรทางคณิตศาสตร์

4. เราสามารถสร้างนิพจน์และเงื่อนไขให้กับ Query ได้ในส่วนของเกณฑ์ (Criteria) โดยรูปแบบนิพจน์ใน Access นั้นจะคล้ายนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ ต่างกันตรง Access กำหนดให้ฟิลด์ข้อมูลคือตัวแปรที่เก็บค่าหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ โดยฟีลด์ข้อมูลนี้อาจเป็นฟีลด์ข้อมูลจริงในตาราง หรือเป็นฟีลด์เสมือนที่สร้างใน Query โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

- คณิตศาสตร์ เช่น + - * /
- เปรียบเทียบค่า เช่น < > <= > >= = <>
- ตรรกศาสตร์ เช่น Not And Or Xor Eqv Imp
- แบบพิเศษ เช่น Is, Is Not, Like, In, Between…And
- การเชื่อมข้อความ เช่น & +

ส่วนการสร้างเงื่อนไขด้วย And, Or, และ Between…And มีรายละเอียดการใช้งานคร่าวๆดังนี้คือ

นำเงื่อนไขมา And กัน

ตัวกระทำ And ใช้เชื่อมเงื่อนไขตั้งแต่ 2 เงื่อนไขขึ้นไป โดยทุกเงื่อนไขต้องมีค่าตรรกะเป็นจริง จึงจะทำให้ค่าตรรกะภายใต้เงื่อนไขทั้งหมดเป็นจริงด้วย เงื่อนไขที่จะนำมา And กัน ต้องใส่ในแถวเดียวกันของช่อง เกณฑ์ (Criteria) เช่น SID>=1 And SID<=20 หมายความว่าให้แสดง SID ตั้งแต่ 1 ถึง 20

D.jpg

นำเงื่อนไขมา Or กัน

ตัวกระทำ Or ใช้เชื่อมเงื่อไขตั้งแต่ 2 เงื่อนไขขึ้นไป โดยอย่างน้อย 1 เงื่อนไขต้องมีค่าตรรกะเป็นจริง จึงจะทำให้ค่าตรรกะของเงื่อนไขทั้งหมดเป็นจริงด้วย วิธีใส่เงื่อนไขทำได้ 2 แบบคือ

1) ใส่เงื่อนไขเรียงต่อกันในแถว เกณฑ์ (Criteria) ของคอลัมน์เดียวกัน โดยคั่นแต่ละเงื่อนไขด้วย Or เช่น การให้แสดง SID 30 หรือ 48

E.jpg

2) เงื่อนไขแรกใส่แถว เกณฑ์ (Criteria) เงื่อนไขถัดไปใส่แถว หรือ (Or) ที่อยู่ถัดลงมา ถ้ามีมากกว่าสองเงื่อนไขให้ใส่ในแถว หรือ (Or) ที่อยู่ถัดลงมาเรื่อยๆ

F.jpg

เปรียบเทียบข้อมูลด้วย Between…And

การสร้างเงื่อนไขเพื่อเปรียบเทียบค่าแบบเป็นช่วงด้วยตัวกระทำ Between…And นั้น ช่วงข้อมูลต้องมีขอบเขตที่แน่นอน เช่น ต้องการค้นหา SID ในช่วง 20 – 50 ต้องตั้งเงื่อนไขว่า Between 20 And 50

G.jpg

ในการสั่งรัน Query ให้คลิกที่คำสั่ง เรียกใช้ (Run) เพื่อให้แสดงผลลัพธ์ตามที่เราได้สร้าง Query ไว้

H.jpg

.
.
.


10บริษัทที่ใช้DatabaseหรือBusiness Intelligentให้เกิดCompetitive Advantage ++

Google

Google เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านSearch Engineที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีระบบฐานข้อมูลที่ใหญ่มากและสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นgoogle chormeจะนำข้อมูลของwebsiteที่ผู้ใช้ใช้บ่อยมาเรียงตามลำดับเพื่อง่ายแก่การเลือกเข้าชม อีกทั้งยังมีgmailที่สามารถเสนอโฆษณาได้ตรงกับกลุ่มผู้บริโภคโดยดูจากเนื้อหาในemailแล้วทำการส่งAdที่เกี่ยวข้องไปให้

SCG หรือปูนซิเมนต์ไทย

SCG หรือปูนซิเมนต์ไทย ทำการรวบรวมข้อมูลของลูกค้าที่เป็นผู้ค้าส่งที่สำคัญมาใช้ในการทำCRMโดยในทุกๆวันสำคัญจะมีการส่งของขวัญหรือไปเยี่ยมที่บริษัทขึ้นอยู่กับระดับความสำคัญของลูกค้าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งเกิดเป็นอุปสรรคที่สำคัญของคู่แข่งในการตีตลาด

Toyota Toyota Way

Toyota Toyota Way เป็นสิ่งที่นักบริหารคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในด้านการบริหารที่มีคุณภาพและทำให้เกิดcompetitive advantageโดยหนึ่งในนั้นก็คือKanban Kanban ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ JIT ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพ และควบคุมการไหลของงาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยที่ “Kanban” หมายถึง บัตร แผ่นป้ายหรือสัญลักษณ์ ที่สามารถบอกถึงการไหลของงาน เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานในโรงงานระบบ Kanban ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทโตโยต้า ใช้ระบบการควบคุมการไหลของงานและการเบิกจ่ายวัตถุดิบโดยใช้ระบบบัตร 2 ประเภท คือ บัตรสั่งทำ (Production Order Card) และบัตรเบิกใช้ (Withdrawal Card) ซึ่งบัตรนี้จะติดไปกับภาชนะ (Container) ที่ใส่วัตถุดิบหรือระบบบัตรสองใช้ (Two-card System) โดยมีเกณฑ์สำหรับการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้

- ในแต่ละภาชนะจะต้องมีบัตรอยู่ด้วยเสมอ
- หน่วยงานประกอบจะเป็นผู้เบิกจ่าย ชิ้นส่วนจาหน่วยผลิต โดยระบบดัง
- ถ้าไม่มีใบเบิกที่มีคำสั่งอนุมัติ จะไม่มีการเคลื่อนภาชนะออกจากที่เก็บ
- ภาชนะจะต้องบรรจุชิ้นส่วนในปริมาณที่ถูกต้องและมีคุณภาพที่ดีเท่านั้น
- ชิ้นส่วนที่ดีเท่านั้น ที่จะถูกจัดส่งและใช้งานในสายการผลิต
- ผลผลิตรวมจะไม่มากเกินไปกว่าคำสั่งการผลิตที่ได้บันทึกลงใน Card สั่งผลิต และนั่นก็หมายถึงว่า วัตถุดิบที่เบิกใช้จะต้องไม่มากกว่าจำนวนชิ้นส่วนที่บันทึกลงในบัตรเบิกชิ้นส่วน

Toyota.jpg

โรงแรมในเครือHilton

โรงแรมในเครือHilton ทางโรงแรมจะเก็บข้อมูลของลูกค้าที่เข้าพักว่าชื่ออะไรชอบอะไรไม่ชอบอะไรเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุดต่อลูกค้าในครั้งต่อๆไปจนทำให้ลูกค้าเกิดbrand royaltyในที่สุด
บัตรเครดิตของKTC ธนาคารใช้ระบบฐานข้อมูลในการแบ่งsegmentของลูกค้าเพื่อออกproductที่ตรงกับlife styleและความต้องการของลูกค้าให้ตรงที่สุด

Youtube

Youtube ในwebsiteของyoutubeเมื่อเราเข้าไปดูคลิปวีดีโอใดๆจะมีsuggestionอยู่เพื่อนำเสนอคลิปที่เกี่ยวข้องกันหรือที่คาดว่าลูกค้าจะสนใจทำให้ผู้ใช้บริการyoutubeใช้เวลากับwebsiteมากขึ้นเกิดเป็นโอกาสทั้งทางด้านการโฆษณาและความนิยมของwebsite

Dell computer

Dell computer เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าของdellจะมีการเก็บฐานข้อมูลที่ลูกค้าได้ออกแบบเอาไว้และเมื่อมีสินค้าใหม่และใกล้เคียงกับความสนใจของลูกค้าdellจะส่งข่าวสารเกี่ยวกับรายละเอียดให้แก่ลูกค้ารายนั้นๆเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าที่มากขึ้น

7-eleven

7-eleven ในแต่ละสาขาของ7-elevenจะมีการสั่งสินค้ามาในปริมาณและชนิดที่ต่างกันขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลของสินค้าที่ขายดีในพื้นที่นั้นๆเพื่อลดต้นทุนในการเก็บสินค้าที่หมุนเวียนช้าและยังเป็นการตอบสนองลูกค้าที่ตรงตามความต้องการอีกด้วย

Tops

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าในtopsจะมีการเก็บข้อมูลของสินค้าที่ลูกค้าแต่ละรายใช้เป็นประจำเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำpromotionให้ลูกค้าเช่นลูกค้าAใช้ยาสีฟันยี่ห้อดอกบัวคู่เป็นประจำtopsก็จะส่งการโฆษณา

ยาสีฟันดอกบัวคู่

ยาสีฟันดอกบัวคู่ไปให้เป็นต้นดังนั้นลูกค้าแต่ละรายก็จะได้รับการทำpromotionที่แตกต่างกันออกไป

การบินไทย

การบินไทยมีระบบการสะสมmileโดยจะมีการเก็บข้อมูลว่าผู้ใช้บริการมักจะไปที่ใดและเมื่อสะสมถึงระดับหนึ่งก็จะให้ส่วนลดหรือเที่ยวบินฟรีในเส้นทางนั้นๆรวมถึงให้ส่วนลดโรงแรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางในพื้นที่ที่ผู้ใช้บริการแต่ละรายต้องเดินทางไปบ่อยๆ


ใครได้…ใครเสีย แปลงสัมปทาน 2G (Money channel 178 , Hard topic , 21 July 2010)

กระทรวงการคลังกล่าวว่าต้องมีการแปลงสัญญาสัมปทานก่อนสำหรับ 2G ให้เรียบร้อยแล้วถึงมีการประมูลใบอนุญาต 3G ได้ แต่ภาคเอกชนบางรายกลับไม่เห็นด้วย อธิเช่น AIS ที่บอกว่าควรที่จะมีการอนุมัติ 3Gออกมา…
2G (สัมปทาน)
คลื่น 900…………..AIS
คลื่น1800………….DTAC , TRUE
กทช. : กสท. ……..DTAC , TRUE
TOT……….AIS
ซึ่งความจริงแล้วนั้น 2G และ 3G แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยที่ใบอนุญาตนั้นเป็นคนละใบกัน
ระยะเวลาสัมปทาน :
TRUE……..3 ปี
AIS………..5 ปี
DTAC……..8 ปี
ตุลาคม 2553 : 15 ปี
TRUE……..12.5%
AIS………..12.5%
DTAC……..12.5%

Q : มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไรที่กระทรวงการคลังจะแปรสัญญาน ?
A : รัฐบาลสามารถทำได้นานแล้ว และปัญหาสัมปทานนั้นเป็นสาเหตุของปัญหาโทรคมนาคมทั้งหมดที่ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เนื่องจากสร้างความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน ทำให้ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายต่างมีต้นทุนที่แตกต่างกันในเรื่องของสัมปทานและอายุของสัมปทานนั้นก็ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับรัฐที่จะทำการแปรสัญญาสัมปทาน แต่ว่าความจริงน่าจะทำมานานแล้ว

Q : แล้วถ้าทำจริงๆแล้วนั้นจะเกิดปัญหาอะไรบ้าง ?
A : ก่อนอื่นคู่สัญญาต้องเห็นพ้องตรงกัน และอาจมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวง ICT , กระทรวงการคลัง , กทช. ซึ่งต้องนั่งคุยกันประกอบกับการเคลื่นย้าย จาก CAT และ TOT ไปอยู่ในรูปแบบของใบอนูญาตโดยกำกับดูแลโดย กทช. ประกอบกับระยะเวลาการออกใบอนุญาตด้วยที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ระหว่างระยะเวลาที่เหลืออยู่ของแต่ละบริษัทหรือจะใช้ 15 ปีเท่ากัน ซึ่งคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ การเข้ามาดูว่าระยะเวลาที่เหลืออยู่ของแต่ละสัญญา และปรับเปลี่ยนค่าแรกเข้ารวมไปถึง %รายปีที่จะจ่ายให้กทช. (โดยที่รัฐไม่ควรเข้ามากดดันการทำงานของกทช.)
ซึ่งจากที่ได้สอบถามมานั้นเอกชนรายต่างๆต้องการให้มาอยู่ในรูปแบบของใบอนุญาตมากกว่า แต่เนื่องจากแต่ละคนเริ่มต้นไม่เท่ากัน และสัญญาสัมปทานเปรียบเสมือนตราบาปของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งไม่มีประเทศใดใช้ในรูปแบบนี้ และเป็นปัญหาที่ค้างคาที่ทำให้ใบอนุญาตไม่เริ่มต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการยึดติดกับระบบสัมปทานและผลประโยชน์รูปแบบเดิมๆอยู่

Q : เท่าที่ดูข้อได้เปรียบเสียเปรียบ คิดว่าใครคือผู้ได้เปรียบและเสียเปรียบนั้นๆ ?
A : เสียเปรียบคิดว่าน่าจะเป็น DTAC และผู้ที่ได้เปรียบน่าจะเป็นผู้ที่มีโครงข่ายและระยะสัมปทานที่เหลือน้อย ซึ่งก็คือ TRUE แต่ประเด็นคือ 15 ปีนั้นจะมองว่าเป็นการผูกขาดจนเกินไป ซึ่งคิดว่าเห็นด้วยกับกทช.ท่านหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ว่า ในเรื่องของการให้ใบอนุญาตควรจะให้เฉพาะเวลาที่เหลืออยู่ของระบบสัมปทานเท่านั้น

Q : มองทางออกอย่างไร สำหรับที่สุดของปัญหา ?
A : ควรทำไปพร้อมๆกันมากกว่า เพราะว่า เราชะลอ 3G มาเยอะแล้วและรัฐไม่ควรแทรกแซงองค์กรอิสระ อย่างกทช. เนื่องจากการแต่งตั้งกทช.มานั้น กทช.ควรจะมีอำนาจตัดสินใจอย่างอิสระและคลังไม่ควรเข้าไปเล่นในบทบาทนั้น ประกอบกับถ้ามัวรอการแปรสัญญาสัมปทานรอตกลงค่าใบอนุญาต อีกทั้งเรื่อง %ที่จะต้องจ่ายต่อปี ซึ่งจะทำให้เสียค่าวิจัยและเวลาต่างๆอีกมาก…สรุปแล้วควรทำกันมานานแล้วสำหรับเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานก่อนการประมูล 3G ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นควรปล่อยให้กทช.เดินหน้า ซึ่งในส่วนของกทช.เองได้ระบุถึงการได้มาของใบอนุญาตให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นความยุติธรรมพอสมควร…