
เมื่อก่อนเคยมีแนวความคิดในการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้ สำหรับใช้ในการอ่าน eBook และได้มี eReader ที่ออกมาในปี 1998 ชื่อว่า Rocket eBook และในปี 2004 ชื่อว่า Sony Librié แต่ทั้งสองรุ่นกลับไม่ ประสบความสาเร็จในตลาด จนกระทั่งในปี 2007 ที่เว็บไซต์ Amazon.com ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้นา เทคโนโลยีจอภาพแบบ e-Ink ที่ให้ภาพไม่ต่างจากการอ่านหนังสือจริงมากนัก มาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ใหม่ นามว่า Kindle และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความนิยมในการอ่านหนังสือผ่าน Kindle ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในไม่ช้าตลาด eReader ก็ได้มีโอกาสต้อนรับคู่แข่งรายใหม่ของ Amazon หลายต่อหลายราย
What is eReader?

eBook คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปของไฟล์ต่างๆ โดยที่เราสามารถอ่านหนังสือเล่มนั้นผ่านหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์
eReader หรือ eBook Device คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) โดยมีแนวความคิดในการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้ ใช้งานง่าย ใช้งานได้นาน ถนอมสายตา น้าหนักเบา และสามารถอ่านได้ทุกสถานที่ โดยสามารถเก็บหนังสือ หรือหน้าเอกสารเป็นแสนหน้า

* โดยทาง Amazon.com ได้เปิดตัว eReader ขนาดพกพาครั้งแรก ที่ชื่อว่า Kindle เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2007
* งานวิจัยของนิตยสาร GQ ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า พฤติกรรมการอ่านของคนด้วยกระดาษจะลดลงเรื่อยๆ และหันไปอ่านหนังสือด้วยวิธีการดาวน์โหลดมากขึ้น และอีก 10 ปีนี้ เชื่อว่าสิ่งนี้ก็จะอยู่ในวิถึชีวิต
* รูปแบบที่สนับสนุนไฟล์บน eBook เช่น PDF, MOBI, DOC, WOLF, MP3, HTML, TXT, CHM, FB2, Djvu, PNG, TIF, GIF, BMP, JPG, PPT, EPUB, LIT, PRC.
* ลักษณะการดาวน์โหลดสามารถทำได้หลายทางขึ้นอยุ่กับความสามารถของอุปกรณ์ เช่น ผ่านทางอินเตอร์เน็ต, ผ่านทาง USB Port, บางรุ่นต้องอ่านผ่านจาก Memory card
* ผู้บริหาร CEO ของ Amazon.com ที่ชื่อ Jeff Bezos เป็นผู้ตัดสินใจเปิดร้านขายหนังสือออนไลน์ โดยไม่ได้ขายหนังสือแบบ Hard Copy และกล่าวว่า ยุคนี้ธรรมชาติของมนุษย์ คือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็หมายถึงการสื่อสาร นอกจากนี้ยังช่วยลดการตัดต้นไม้, ลดการพึ่งพาคนส่งหนังสือ หรือประหยัดน้ำมันลงได้เป็นการลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ เป็นการสร้างวิถีชีวิตของ การเรียนรู้ในระยะยาว
.
ส่วนประกอบของ eReader มีดังนี้
1. จอภาพ: มี 2 แบบ คือ จอLCD (แบบเดิม) และ จอ Zero Power LCD หรือ ePaper (แบบใหม่) ซึ่งปัจจุบันมีไม่กี่บริษัทที่ผลิตจอประเภทนี้ แต่ที่ได้ถูกนำมาใช้จริง คือ จอภาพที่พัฒนาจากบริษัท e-Ink ซึ่งมีขนาด 5" 6" 8" และ 9" โดยมีคุณสมบัติเป็น Grey Scale (4-16 shades) และ Fujisu ขนาด 8" ที่มี คุณสมบัติเป็นสีสูงสุด 4,096 สี
2. ระบบปฏิบัติการ: จะใช้ embedded OS ได้แก่ WindowsCE หรือ embedded Linux ซึ่งมีขนาดที่เล็กใช้พลังงานต่ำ และความไวในการทางานสูง
3. CPU: ส่วนมากจะอยู่ในตระกูล ARM7 หรือ ARM9 ที่ความเร็วประมาณ 200MHz จนถึง 400MHz
4. Storage: สาหรับเก็บ eBook และเอกสารต่างๆ มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ internal memory ซึ่งก็คือพวก Flash Memory และ external memory ได้แก่พวก MMC/SD, CF และ USB Storage
5. Input: มีทั้งที่เป็น Keypad, Keyboard และ Touch screen ทั้งแบบสัมผัส และ ปากกาแม่เหล็ก
6. การเชื่อม: การเชื่อมต่อ ผ่าน USB Port หรือ WIFI และ Bluetooth

Amazon
เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมี Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทได้กลายเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเอาดีในธุรกิจอินเตอร์เน็ต และทางนิตยสาร Forbes จัดอันดับให้ Jeff Bezos ติดอันดับคนที่รวยที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาอันดับที่ 42 โดยมีทรัพย์สินทั้งสิ้น $4.8 พันล้าน โดยเปิดเป็นครั้งแรกเมื่อเดือน กรกฎาคม ค.ศ.1995
และในปี ค.ศ.2000 เดือนเมษายน Amazon มีลูกค้ารวม 20 ล้านคนจากกว่า 160 ประเทศทั่วโลก และต่อมาได้ขยายธุรกิจไปยังประเภทอื่นๆ เช่น CD เพลง, DVDวิดีโอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ของเล่น วิดีโอเกมส์ สินค้าสุขภาพและความงาม ศิลปะและของสะสม เครื่องครัว อุปกรณ์และเครื่องตกแต่งสวน เครื่องมือที่ใช้ในบ้าน และยังมีร้าน zShops ซึ่งมีผู้จาหน่ายรายย่อยเข้าร่วมจานวนมาก
Business Model

เป็นร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมี Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทได้
1. Value Proposition: เน้นการใช้กลยุทธ์ด้านราคาในการขายหนังสือราคาถูกกว่าร้านหนังสือธรรมดาทั่วไป รวมไปถึงการสร้างความสะดวกรวดเร็วให้แก่ลูกค้า และสร้างความรู้สึกที่เสมือนได้ซื้อหนังสือจากร้ายขายหนังสือจริงๆ
2. Revenue Model: รายได้หลักของ Amazon มาจากการขายหนังสือ วีดีโอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องครัว จากทั้งในและต่างประเทศผ่านทาง Amazon Marketplace
3. Market Opportunity: ปัจจุบันได้มีการขยายตัวไปในธุรกิจอื่นๆ เช่น สินค้าประเภทดนตรี วีดีโอ ของขวัญ สินค้าประเภทศิลปะ รวมไปถึงการประมูลสินค้าระหว่างบุคคลและการให้บริการตั้งร้านค้าภายใน Amazon
Step into the eReader Market
Kindle ถูกวางจำหน่ายในปี 2007 Amazon ก็ได้ก้าวเข้าสู่ตาแหน่งผู้ครองตลาดด้วยความรวดเร็ว ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน และสามารถทายอดขายเหนือคู่แข่งอย่าง SONY ได้ถึง 60% ต่อ 40% ส่วนหนังสือที่ซื้อมาจาก Amazon นั้นจะมีการติด DRM หรือ Digital Rights Management ทาให้ผู้ซื้อต้องใช้ Kindle ในการอ่านหนังสือเท่านั้นและไม่สามารถส่งต่อหนังสือไปยังเครื่องอื่นๆได้

.
.
What is Kindle?
Kindle คือแพลตฟอร์มด้านซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์ที่ถูกพัฒนาโดย Amazon.com สาหรับใช้ในการประมวลผลและแสดงไฟล์ eBook และสื่อดิจิตัลอื่นๆที่รองรับ ปัจจุบัน Kindle มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน นั่นคือ Kindle, Kindle 2, และ Kindle DX
SWOT ANALYSIS

Strength
1. Kindle ใช้หน้าจอขาวดำซึ่งใช้เทคโนโลยี e-Ink ช่วยถนอมสายตา และประหยัดไฟ ทำให้ไม่รู้สึกแสบตาและเมื่อยล้าเหมือน LCD
2. สามารถเก็บหนังสือได้มากกว่า 3,000 เล่ม ซึ่งไม่ต้องใช้พื้นที่ทางกายภาพในการเก็บเหมือนหนังสือทั่วไป
3.ตัวเครื่อง Kindle มีน้าหนักเบา ทาให้สะดวกสบายและง่ายแก่การพกพา เวลาใช้งานเครื่องไม่ร้อนและไม่มีเสียงรบกวน
4.ช่วยลูกค้าประหยัดเงิน เนื่องจาก eBook มีราคาถูกกว่าหนังสือโดยทั่วๆไป
5.รักษาสิ่งแวดล้อม โดย Kindle จัดเป็น Green Technology เนื่องจากช่วยลดการใช้กระดาษและน้าหมึก
6.มีฟังก์ชั่นที่ช่วยอ่านหนังสือได้สะดวกขึ้น โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่มขนาดตัวอักษรได้ตามความต้องการ อ่านออกเสียงให้ฟังได้ และยังมีพจนานุกรมขนาด 250,000 คาอีกด้วย
Weakness
1.หนังสือที่ซื้อมาจาก Kindle จะติดลิขสิทธิ์ DRM (Digital Rights Managements) ผู้ใช้จึงต้องใช้ Kindle ไปตลอด และหนังสือที่ดาวน์โหลดไม่สามารถถ่ายโอนหรือคัดลอกได้
2.ดาวน์โหลดหนังสือได้เฉพาะที่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ สาหรับคนไทยสามารถลงฟอนต์ไทยเพื่อใช้กับ PDF ภาษาไทย แต่หนังสือ eBook ภาษาไทยยังไม่ค่อยมี
Opportunities
กลุ่มลูกค้าของ Kindle แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มผู้ใช้ Kindle eReader ลูกค้ากลุ่มนี้จากการสารวจพบว่า 70% ของลูกค้าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจาก Kindle สามารถปรับตัวอักษรได้ตามขนาดความพึงพอใจของผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ที่มีอายุมากสามารถอ่านหนังสือได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น
2) กลุ่มผู้ใช้ Kindle ผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์และ Mobile Device ได้แก่ iPod, iPhone และ iPad ของ Apple และ Blackberry ลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อหนังสือจาก Kindle Store โดยเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ Amazon.com
จากการที่ Kindle มีกลุ่มลูกค้าถึง 2 กลุ่มเช่นนี้ ทาให้สามารถสร้างยอดขายทั้งในส่วนของ eReader และ eBook ได้เป็นจำนวนมาก และตลาดของทั้งสองสินค้านี้ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Kindle eReader สามารถซื้อขายออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ Amazon เท่านั้น
Threat
1.ปัญหาเรื่องเทคโนโลยี DRM คือระบบการจัดการสิทธิ์ของผู้ใช้ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล นั่นคือผู้ใช้ไม่สามารถนำหนังสือที่อยู่ในรูปแบบไฟล์นี้ ไปใช้กับ eReader เครื่องอื่นได้ นอกจากนี้ยังไม่สามารถคัดลอกได้อีกด้วย ซึ่งต่างจากไฟล์รูปแบบอื่นที่สามารถใช้บน eReader ได้หลากหลายรุ่น
2.ปัญหาเรื่องค่าตอบแทนที่แบ่งให้สำนักพิมพ์ ซึ่งทาง Kindle กดราคาหนังสือไว้ที่เล่มละ $2.99 - $9.99 ทำให้สำนักพิมพ์ และแหล่งอื่นๆต่างพากันย้ายไปหา iBooks แทน ซึ่งให้อิสระกับสานักพิมพ์ในการตั้งราคาหนังสือเอง
3.ปัญหาเรื่องการแข่งขันราคาของ eReader จากบริษัทคู่แข่ง โดยปัจจุบันมีหลายบริษัท เช่น Barnes & Noble, Sony เป็นต้น ซึ่งผลิตออกมาหลายรุ่นพร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นด้วย
4.สินค้าทดแทน เช่น iPad ของ Apple ซึ่งจัดเป็น Multimedia Touch Screen มีฟังก์ชั่นการทางานที่หลากหลาย และยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของ Kindle มาใช้ได้ด้วย
Industry Market:

e-Reader Market Place
ในตลอด 2 ปีที่ผ่านมา Amazon ผู้ออก Kindle เป็นเพียงผู้เดียวที่ประสบความสาเร็จในตลาดของ eReader แต่สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไป เนื่องจากการที่ Barnes & Nobles ที่ปล่อย Nook เข้ามาตีตลาดเมื่อช่วงคริสมาสต์ปีที่แล้ว และ Apple ที่สร้างแรง กดดันต่อตลาด eReader โดยการออก iPad เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่าน มา ทำให้ปัจจุบันผู้บริโภค ได้ประโยชน์จากการลดราคาของทั้ง Amazon และ Barnes & Noble
e-Reader Market Share
จากรูปแสดงให้เห็นถึง Amazon ยังครองตลาดส่วนใหญ่ได้ถึง 45% ส่วน Sony ก็เข้ามา ใกล้ อยู่ที่ 30% และส่วนแบ่งอีก 25% ยังเป็นที่น่าสนใจว่า ยังมีคู่แข่งอย่าง Asus EeeBook และ iRiver Story ที่ยังเติบโตได้แม้จะเป็นตลาดที่เล็กการที่จะประสบความสาเร็จในตลาด e-Reader ของคู่แข่งรายอื่นๆนั้น ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 5 ประการ ดังนี้
1. สี สิ่งที่ลูกค้าต้องการในปัจจุบันให้อยู่ในคุณสมบัติของ eReader
2. ความยืดหยุ่น หมายถึง การที่สามารถ ถือได้ด้วยมือเดียว และมีแสงที่มากพอในการอ่านได้อย่างสะดวก, น้ำหนักเบา มีความคงทน, วัสดุป้องกันไม่ให้เกิดการแตกละเอียด
3. จอแบบ Touch Screen ที่สามารถประสบความสาเร็จกับโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน
4. ระบบซอฟแวร์ที่ดีกว่า เพื่อทาให้การอ่านหนังสือบน eReader น่าดึงดูดและเหมือนจริง
5. การสร้างความแตกต่างที่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น e-Ink
Player:
บริษัทหลักๆ ที่ถือเป็นผู้เล่นในตลาดวงการ หนังสือออนไลน์ บนโลกไซเบอร์ รายใหญ่ๆ เช่น Penguin Group, Barnes & Noble, Apple, Google, Adobe Systems

Penguin Group:
เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Pearson Plc. ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1844 ซึ่ง Pearson แบ่งออกเป็นสามธุรกิจหลัก ได้แก่ Pearson Education ,the Finance Times group และ the Penguin Group ซึ่ง Penguin ได้ถูกจัดอันดับให้เป็น สานักพิมพ์ภาษาอังกฤษที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก โดยในปี 2007 มีรายได้ ประมาณ $1.69 ล้าน มีตลาดใหญ่สุดอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย Penguin group มีรายรับกว่า 95% มากจากการขายหนังสือปกแข็งและหนังสือปกอ่ออน และอีก 5% ที่ เหลือมาจากการขายไฟล์เสียง และ eBook
Barnes & Noble:
Barnes & Noble ได้เปิดร้านครั้งแรกในปี 1917 เป็นร้านหนังสือขายปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา มี การขายทั้งหนังสือปกแข็งและปกอ่อน หนังสือเด็ก รวมไปถึง นิตยสาร, ของขวัญ, เพลง, หนังสือท่องเที่ยว, สารคดี และหนังสือภาพ และภาพยนต์ต่างๆ ร้าน B&N มีการขายหนังสือออนไลน์ ที่เว็บไซน์ bn.com ซึ่งเปิดตัวในปี 1997 ต่อมาในปี 1999 ได้รู้จักกันในชื่อ ของ barnesandnoble.com
Apple:
บริษัท Apple ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 โดยเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งในด้านของ hardware และ software ซึ่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังคงเป็นส่วนที่ทารายได้อันดับสามของรายได้ทั้งหมด สำหรับตัว Kindle เองแล้ว ก็มีแนวโน้มว่า จะสามารถจำหน่ายได้ เป็นจำนวนมาก เหมือนอย่างที่ iPod เคยทำได้ในปี 2001 แต่ก็มีข้อสังเกตเกี่ยวกับ Kindle จาก Steve Jobs ผู้ที่เป็นยอด CEO ของ Apple ว่า "มันไม่ใช่ว่าสินค้าดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ความเป็นจริงก็คือ คนเราไม่ได้อ่านหนังสือมากขนาดนั้น มีถึง 40% ของประชากรในสหรัฐอเมริกาที่อ่านหนังสือไม่เกิน 1 เล่มในปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือข้อบกพร่องของแนวความคิด ดังกล่าว"
Google:
Google ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1998 เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทที่ทำ search engine ซึ่งช่วยในการเข้าถึงและค้นหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ รายได้ ส่วนใหญ่ของ Google มาจากบริการหลายๆอย่าง สาหรับด้านหนังสือนั้น Google มีเป้าที่จะทำการรวบรวม และเป็นแหล่งค้นหนังสือในโลกออนไลน์ โดยได้มีการนาหนังสือกว่าล้านเล่มจากห้องสมุดที่เป็นหุ้นส่วน อย่าง New York Library มาทำการสแกนและเก็บลงสู่ฐานข้อมูล ในการทำแบบนี้ยังคงมีปัญหาด้านลิขสิทธิ์อยู่บ้าง และได้ถูกฟ้องร้องในตอนแรก แต่อย่างไรก็ตาม Google มีเป้าที่ชื่อว่า Google Library Project ที่จะให้บริการอ่านหนังสือทางออนไลน์ได้ต่อไป
Adobe Systems:
ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 โดยเป็นบริษัทที่เป็นผู้นาทางด้านซอฟแวร์ในอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งสานักพิมพ์ส่วนใหญ่ มักจะใช้โปรแกรมต่างๆของ Adobe ในการทางาน โดยไฟล์หนังสือที่จะพิมพ์ออกมาประมาณ 70% จะถูกเก็บไว้ในรูปแบบ ของไฟล์ PDF ซึ่งมักใช้โปรแกรม Adobe Acrobat ในการจัดการไฟล์นามสกุลดังกล่าว
ในปี 2000 เมื่อกระแสความสนใจทางด้าน eB ook เพิ่มมากขึ้น Adobe ได้ก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้ด้วย eBook ใน ฟอร์แมตของ PDF ที่มีมากกว่า 2 แสนเรื่อง นอกจากนี้ Adobe ยังได้มีการพัฒนาตัวโปรแกรม Acrobat Reader ที่ใช้ใน PC เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางในการอ่านให้ดียิ่งขึ้น แต่เมื่อตลาดด้าน eBook อยู่ในช่วงขาลง ทาง Adobe ก็ได้ปิดธุรกิจในส่วน
นี้ไป อย่างไรก็ตาม เมื่อ Sony ได้เปิดตัว eReader ในปี 2006 Adobe ได้กลับเข้ามาสู่ ตลาด eBook อีกครั้งหนึ่ง และได้พัฒนาไฟล์รูปแบบใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า EPUB ซึ่งสามารถ ปรับเปลี่ยนขนาดตัวอักษรได้ รวมไปถึงการใส่ไฟล์เสียง และวีดีโอเข้ามาได้ (ในรูปแบบ มาตรฐานของ Adobe Flash) และรองรับการทางานกับเครื่อง eReader ทุกรุ่น ซึ่งต่างไป จากฟอร์แมตไฟล์ของ Kindle และในปี 2007 ทาง Adobe ได้ออก eReader ตัวแรก สำหรับอ่านไฟล์ EPUB และ Adobe ยังคงทาหนังสือ eBook ออนไลน์ ในรูปแบบ EPUB ให้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีอีกด้วย
Future of the industry

มีการคาดการณ์ถึงตลาด eReader และ eBook ในปี 2010 ไว้ว่า eReader จะเติบโตประมาณ 3 เท่า และ หนังสือในรูปแบบ eBook จะขายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 176% นอกจากนี้ทาง Forrester Research ได้คาดการณ์ไว้เพิ่มเติม ดังนี้
1.หน้าจอแบบ e-Ink อาจจะลดความสาคัญลง จากแต่ก่อนที่ eReader รุ่นต่างๆใช้หน้าจอ e-Ink เกือบ 100% ซึ่งคาดว่าหน้าจอรุ่นใหม่จะมีราคาถูกกว่า และยังสามารถแสดงผลได้ทั้งแบบ e-Ink และ LCD
2.ตลาด eReader อาจถูกอุปกรณ์ประเภทโทรศัพท์มือถือและ Netbook เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้ เพราะ จากผลการสำรวจพบว่า คนโดยส่วนใหญ่อ่าน eBook จากโทรศัพท์มือถือหรือ Netbook
3.โปรแกรมแอพพลิเคชั่นในมือถือหรืออุปกรณ์ที่ไม่ใช่สาหรับอ่าน eBook โดยตรง จะเข้ามามีบทบาทในตลาดนี้ มากขึ้น และยิ่งการพัฒนาโปรแกรมเหล่านี้มีมากขึ้น ยิ่งทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นในการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
4.การสร้างโปรแกรมแอพพลิเคชั่น บน eReader จะเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ iPad และ iPhone สามารถดึงลูกค้าไปได้จานวนมากจากความสามารถในการใช้งานที่มากกว่าการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว
5.ความเป็นไปได้ ว่า Amazon จะมีการออก eReader รุ่นใหม่ ในรูปแบบของหน้าจอสัมผัส เผื่อความยืดหยุ่น และตามความนิยมของลูกค้าที่ชอบหน้าจอแบบสัมผัส
6.ผู้ผลิตอย่าง B&N จะสามารถแย่งลูกค้าในตลาดจากทาง Amazon และ Sony ได้ จากการที่ออก eBook store รวมถึงแอพพลิเคชั่นสาหรับการอ่านที่ออกมาวางขายด้วย ทั้งการอ่านในมือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
7. จำนวน eBook จะมียอดขายพุ่งขึ้นกว่า $500 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมากกว่าสองเท่าของปีที่แล้ว
8.การเข้าถึงและอ่านหนังสือ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จะมีได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจาก มีการนำ eReader เข้ามาใช้
ในการเรียนการสอนมากขึ้น โดยเฉพาะการอ่าน textbook ของนักศึกษา
.
.
.
Problems & Solutions
Stakeholders:

การออกจาหน่าย Kindle ของ Amazon ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆ ด้านทั้งด้านดีและไม่ดี ซึ่งผู้ที่ได้รับ ผลกระทบมีดังนี้
Publisher
การออสานักพิมพ์ต่างๆ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมาก แต่โดยรวมแล้วน่าจะเป็นความเสียหายมากกว่า เนื่องจากว่า หนังสือที่ตีพิมพ์ออกมาจะขายได้น้อยลง และ eBook จะได้รับความสนใจมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่กาลังจะออกใหม่ด้วย แล้ว หากว่ามีรูปแบบ eBook ขายคู่กัน ยอดขายขอ งหนังสือมีปกจะลดลงทันที เหตุผลหนึ่งก็มาจากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับความสะดวกสบายของการใช้ Kindle ทาให้ไม่ต้องพกหนังสือให้เกะกะ และถ้าหากมี Kindle ก็สามารถพก หนังสือติดตัวไปไหนๆ ได้ทีละหลายๆเล่มอย่างไม่ต้องกังวลเรื่องน้าหนักและความเกะกะ

Author
ผู้ที่ได้รับผลกระทบอีกกลุ่มคือนักเขียน เนื่องจากว่าการตีพิมพ์หนังสือออกจาหน่ายนั้น ราคาบนหน้าปกหนังสือ ได้รวมเอาส่วนแบ่งที่ควรจะได้ในงานเขียนของนักเขียนเข้าไว้ด้วยแล้ว ในการตีพิมพ์หนังสือ 1 ครั้ง นักเขียนจะได้รับเงิน ตอบแทนที่เป็นทั้งค่าลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งจากรายได้ของหนังสือที่ขาย นั่นหมายความว่าต้นทุนของหนังสือเล่มหนึ่งมาจาก ค่าวัตถุดิบในการผลิตและค่าความนิยมในตัวนักเขียน แต่เมื่อมีการออกจาหน่าย eBook ซึ่งทาให้หนังสือกลายเป็นสิ่งที่ราคาถูกมาก เนื่องจากไม่ต้องใช้วัตถุดิบใดๆ ใน การผลิตเลย แต่ผลที่ตามมา คือ ส่วนแบ่งรายได้ที่นักเขียนควรจะได้ก็น้อยลงไปด้วย และอาจเป็นเหตุผลให้นักเขียนเลิก ผลิตงานเขียนดีๆ ออกมาตีพิมพ์
.
.

Reader
ในแง่ของผู้อ่านค่อนข้างจะได้รับผลดี นั่นคือ ได้รับ ความสะดวกสบายในการอ่านหนังสือ เพราะ Kindle มีน้ำหนัก เบา พกพาไปไหนได้สะดวก และบรรจุหนังสือที่ต้องการได้ หลายเล่ม รวมไปถึงสามารถซื้อหนังสือได้ในราคาที่ถูกกว่า หนังสือมีปก
แต่สาหรับผู้อ่านบางคนมองว่า Kindle ได้ทำลาย สุนทรีย์ของการอ่านหนังสือและข้อดีบางอย่างของหนังสือที่ Kindle ไม่สามารถทดแทนได้ เช่น ความรู้สึกของการเป็น เจ้าของและครอบครองเมื่อต้องไปต่อคิวแย่งกันซื้อ การนำเอาหนังสือมาเป็นของตกแต่งบ้าน การขีดเขียนลงบนหน้า หนังสือ การขอลายเซ็นนักเขียนที่ชอบโดยให้เซ็นลงในปกหน้าของหนังสือ เป็นต้น
Competitive Environment
ในแง่ของผู้อ่านค่อนข้างจะได้รับผลดี นั่นคือ ได้รับ ความสะดวกสบายในการอ่านหนังสือ เพราะ Kindle มีน้ำหนัก เบา
Five Forces Model

1. Bargaining power of suppliers
อำนาจการต่อรองของ Supplier ซึ่งก็คือสำนักพิมพ์ต่างๆ ของ Kindle จะมีอำนาจการต่อรองมากขึ้น เนื่องจาก ปัจจุบันมีคู่แข่งเข้ามาธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น การทาข้อตกลงเกี่ยวกับผลประโยชน์และส่วนแบ่งต่างๆอาจมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้น รวมทั้งการกาหนดราคาด้วย
2. Bargaining power of customers
จากการที่มีคู่แข่งขันในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคู่แข่งผลิตสินค้าและการบริการที่มีความหลากหลายมากขึ้น อำนาจการต่อรองจึงตกเป็นของของผู้บริโภคที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามความต้องการ โดยเปรียบเทียบตัวสินค้าได้จากคู่แข่ง
3. Competitive rivalry
Amazon ผลิต Kindle ซึ่งได้เข้ามาในธุรกิจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นเจ้าแรก (First mover) ต่อมาคู่แข่งขันเข้ามาทาธุรกิจนี้มากขึ้น ผลิตสินค้าและบริการออกมาหลากหลายแบบ ซึ่งคู่แข่งที่สาคัญคือ Sony ผลิต Sony E-book Reader, Barnes & Noble (B&N) ผลิต Nook และ Plastic Logic ผลิต Que
4. Threat of substitute products
สินค้าทดแทนที่มีผลต่อ Kindle ได้แก่ หนังสือ, โปรแกรมอ่านหนังสือที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ PC หรือ laptop, โทรศัพท์มือถือที่รองรับการใช้งาน Application ของ Kindle, iPad ของ Apple ซึ่งจัดเป็น Multimedia touch screen ส่วน การบริการที่สามารถเข้ามาทดแทนได้คือ Google ได้สร้าง Google Edition ขึ้นซึ่งสามารถอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่นเดียวกัน
5. Threat of new entrance
ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันมาก ในส่วน ของธุรกิจหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็น่าจะมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น และช่วยอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมได้โดยการลดการใช้กระดาษ ราคาจึงถูกกว่า ทำให้อุตสาหกรรมนี้จะมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันสูงมาก
What we’ve learn
1.ในการทำธุรกิจจะต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตของธุรกิจนั้นๆ และต้องติดตามข่าวสารและ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ
2.การที่องค์การใดจะก้าวขึ้นเป็นผู้นาในธุรกิจแต่ละประเภท จะต้องมี Core Competence หรือแก่นความรู้ที่สั่ง สมจากการเรียนรู้ในองค์การ โดย Amazon เอง ก็มี Core Competence ในการพัฒนา eReader ทาให้ Kindle กลายเป็น eReader เครื่องแรกที่ผู้คนจะนึกถึง
3.ในการดำเนินกลยุทธ์ใดๆทางธุรกิจ นอกจากประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดตามมา
4.การแข่งขันในตลาดจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการแข่งขัน ซึ่งจากการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในตลาด
5.ระบบเน็ตเวิร์คจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในการดาเนินชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ

Discussion
อาจารย์: การนำ 5 forces มาวิเคราะห์ผลกระทบของ e-book อำนาจการต่อรองของลูกค้าและธุรกิจหนังสือที่มีต่อผู้แต่จะออกมาในรูปแบบใด ?
นักเรียน: คิดว่ามากขึ้น เพราะเมื่อตลาด e-book ขยายใหญ่ไปแล้วจำนวนผู้ให้บรการก็จะเพิ่มมากขึ้นเยอะ ฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงว่าจะสามารถทำให้มียอดให้ได้เท่าไร
อาจารย์สรุป: ปัจจุบันถ้าพูดถึงภาพรวมของตลาดคิดว่า ผู้สร้างคอนเท้นมีโอกาสเยอะมากเพราะมีอำนาจการต่อรองที่สูงและถ้ามองในมุมของอเมซอนเป็นเจ้าตลาดในด้านคอนเท้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็ว
นักเรียน: ถามเรื่องการ hack ข้อมูลใน kindle
อาจารย์: คิดว่าคงต้องเจอแต่ว่าตอนนี้มีเทคโนโลยีเรียกว่า digital right management ซึ่งไฟล์ที่ดาวโหลดมาจะมีโค้ดในการกำหนดว่าเครื่องที่ใช้จะต้องลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า แต่ถ้าถามว่า hack ได้หรือไม่ก็คงคิดว่าได้อยู่ดี ถึงอย่างไรก้ตามเชื่อว่าถ้ามีคนใช้กันเยอะๆ จะก่อให้เกิด economy of scale และมองว่าการเปลี่ยน perception ของคนนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่า
Participated
5220211075 นายธนกานต์ ธัญวงษ์ x2
5220211007 น.ส.นิธิมา สิริพูนหัตถกิจ
5220211081 นายพงศกร สุตันตยาว
5220211040 นายอิศรา อังศุศิริพงศ์
5220211010 นายติรเทพ พิทักษานุรัตน์
5220211009 นายธีรภัทร โอสุวรรณ x2
5220211016 น.ส.กัลยา ศรีนันท วงศ์
5220211052 น.ส.พิมพ์ลดา เลิศพิชาลักษณ์ x2
5220211084 นายเทอดธรรม ปัญญวิภาต
5210211003 วจนะ ภูผานี x3
5210211064 สุนทร ลักษณวิวัฒน์ x2
5210211049 อภินันทน์ ทิพยตั้งสกุล
5210211081 นริศรา ชมพูชาติ
5210211034 วิกันต์ ธิราวิทย์
5210211077 โยษิตา แต่ยินดี
5210211059 สมาชัย รักษ์สุธรรม
5210211060 ณัฏฐ์ จิรนิรันดร์กุล
5210211048 อาภาพรรณ ชัยศรีสุรพันธุ์
5210211061 นันทิวัฒน์ ตระการสุข
5210211084 ชัชวงศ์ ฐิติโชติพณิชย์





