กลุ่มผู้จัดทำ โดยกลุ่ม 4 (Scribe Book 4)
5210211003 วจนะ ภูผานี moc.liamtoh|1_anajtaw#moc.liamtoh|1_anajtaw
5210211015 วิชัย ธนรัตน์สิริโชค moc.liamtoh|evisulcx_eet#moc.liamtoh|evisulcx_eet
5210211034 วิกันต์ ธิราวิทย์ moc.liamtoh|nugiv#moc.liamtoh|nugiv
5210211049 อภินันทน์ ทิพยตั้งสกุล moc.liamtoh|kcaJ_nunipA#moc.liamtoh|kcaJ_nunipA
5210211064 สุนทร ลักษณวิวัฒน์ moc.liamtoh|4601_elimsnus#moc.liamtoh|4601_elimsnus
5210211081 นริศรา ชมพูชาติ moc.liamtoh|iran_nawk#moc.liamtoh|iran_nawk
5210211090 พลภัทร โสภณพละกุล moc.liamtoh|ut_tapalnop#moc.liamtoh|ut_tapalnop
Scribe Book 4 [Part1]: IT Strategy & Analysis of The Industry Impacts of e-Business & ICT Cluster & Balance Scorecard
Scribe Book 4 [Part2]: Case Study: eReading: Amazon + Participate
Scribe Book 4 [Part3]: Database & Access2010 Manual & 10 Company Using the Database (Business Intelligent) & 2G 3G Concession
Scribe Book 4 [Part4]: Case Study: Hara + Participate
IT Strategy & Analysis of The Industry Impacts of e-Business
ในการทำกรณีศึกษาหรือเทอมเปเปอร์ควรนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในการวิเคราะห์
Model แรกคือ Information Systems Strategy Triangle

ระบุว่ากลยุทธ์หลักๆขององค์กรแบ่งได้เป็นสามกลยุทธ์หลักๆ
1. Business Strategy คือ กลยุทธ์ต่างๆในการทำธุรกิจ
2. Organizational Strategy เช่น โครงสร้างองค์กร การบริหารจัดการภายในองค์กร
3. Information Strategy คือ กลยุทธ์ในการใช้ Information technology ขององค์กร
ซึ่งทั้งสามกลยุทธ์นี้จำเป็นที่จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยปกติแล้ว Business Strategy จะเป็นตัวนำในการสร้างกลยุทธ์ที่เหลืออีกสองตัว ในการทำกรณีศึกษาเราควรระบุจำแนกให้ได้ว่าอะไรคือกลยุทธ์อันไหนในสามกลยุทธ์นี้ แล้วองค์กรนั้นใช้มันไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่อย่างไร ตัวอย่างความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นก็คือในช่วงที่ธุรกิจ IT ฟองสบู่แตก กรณีของ Cisco นั้นเนื่องจากที่ไม่มี Business Modelที่ชัดเจน เน้นการเติบโตแต่ไม่เน้นการสร้างรายได้
ในการนำเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับ IT นั้นจะมี 5 องค์ประกอบหลัก
1. โครงการ IT ที่นำเสนอนั้นให้ประโยชน์อะไรกับองค์กร (Drivers)
2. ประโยชน์ของ IT ในทางการเงินคืออะไร ประโยชน์ที่ได้นั้นตกแก่ใคร
3. จำแนกประโยชน์ที่ได้ ปกติจะมี 3 แบบหลักๆคือ
- Do New Things คือ เข้าไปสร้างกระบวนการใหม่ๆ หรือสินค้าใหม่ๆ แก่องค์กร
- Do Things Better คือ เข้าไปทำกระบวนการที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
- Stop Doing Things คือ เข้าไปลดกระบวนการลง หรือเข้าไปแทนที่คนในองค์กร
4. ระบุ Cost โดยสามารถแยกได้เป็น 2 รูปแบบ
- First Time Cost คือ Cost ที่ได้มาตอนแรก
- On Going Cost คือ Cost ที่ตามมาหลังจากได้ระบบมาแล้ว
5. อะไรคือความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านเทคนิค ความเสี่ยงด้านธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
IT เข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรในองค์กรบ้าง หลักๆมี 2 มิติ
1. Economic Impact คือ IT จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ ต้นทุน ราคา เช่นการเข้าไปช่วยลดต้นทุน เพิ่มvalueเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงสุด
- Transaction Cost คือ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม เช่น ค่าใช้จ่ายในการค้นหาข้อมูลสินค้า ค้าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร องค์กรขนาดเล็กมักจะมี Transaction Cost ที่สูงกว่าองค์กรขนาดใหญ่เพราะการเข้าถึงข้อมูลทำได้ยากกว่า ตรงจุดนี้ IT สามารถเข้าไปช่วยได้โดยที่องค์กรไม่จำเป็นต้องขยายขนาด
- Agency Cost คือ ค่าใช้จ่ายในการควบคุมพนักงานในองค์กร เช่น ค่าใช้จ่ายแก่ผู้จัดการที่ต้องคอยควบคุมดูแลพนักงาน ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา ซึ่ง IT สามารถเข้าไปช่วยตรงจุดนี้ได้เช่น ช่วยในการติดต่อสื่อสาร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานซึ่งพนักงานสามารถถูกตรวจสอบได้ การทำงานผ่านระบบอิเล็คทรอนิกต่างๆ ระบบประเมินผล
2. Organizational and Behavioral Impacts คือ ITจะช่วยทำให้ข้อมูลถูกส่งจากบนสู่ล่างได้รวดเร็วกว่า และข้อมูลไม่ถูกบิดเบือน พนักงานระดับล่างสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ระบบการติดต่อสื่อสารทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
Network Economics เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารนั้น คุณค่าจะขึ้นอยู่กับสมาชิกที่เข้ามาเชื่อมต่อ ยิ่งมีจำนวนสมาชิกเข้ามาเชื่อมต่อมาก ระบบนั้นยิ่งมีคุณค่ามาก เช่น Facebook, YouTube, e-Bay, ระบบที่สามารถสร้าง Network Effect ได้นั้นส่วนมากจะเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม เช่น Microsoft, PayPal, e-mail, ระบบโทรศัพท์มืถือ GSM จะเห็นได้ว่าองค์กรมักจะเข้าไปสร้างระบบ สร้างมาตรฐานขึ้นมา เพื่อให้เกิด switching cost แก่ลูกค้า
บทบาทของ IT ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมี 3 รูปแบบ (3D)
1. Disintermediation คือ การขจัดตัวกลาง ในระบบ supply chain การผ่านตัวกลางจะทำให้เกิด costขึ้น ดังนั้นระบบ IT จะเข้ามาช่วยเพื่อตัดตัวกลางออกไป ทำให้สามารถลดcost และเวลาลงได้ ตัวอย่างเช่น Dell, Amazon, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบิน โรงแรม ซึ่งการขจัดตัวกลางนี้ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบางประเภทเช่น ร้านค้าปลีก, ผู้แทนจำหน่าย, ไปรษณีย์, ร้านหนังสือ ธุรกิจเหล่านี้จะถูกลดบทบาทลงโดยมีระบบ IT เข้ามาแทนที่
Reintermidation คือ รูปแบบการกลับมาใหม่ของตัวกลางที่มีการใช้IT เช่น e-Bay, Wal-Mart, Job Topgun, ร้านค้าปลีกใหญ่ๆในหลายประเทศจะย้ายจากระบบ off-line มาเป็น on-line เนื่องจากสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มาก
2. Disaggregation คือ รุปแบบของITที่สามารถทำให้องค์กรกระจายการทำงานต่างๆได้ สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ที่เดียวกัน
3. Digital Convergence คือ บทบาทของITที่เข้าไเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดรูปแบบสินค้าใหม่ๆ มี 3 ประเภทหลัๆ
- Device Convergence คือการหลอมรวมกันของอุปกรณ์ต่างๆ เช่นโทรศัพท์สามารถเป็นทั้งกล้องถ่ายรูป เป็นGPSได้
- Network Convergence คือการหลอมรวมกันของระบบเครือข่าย ในอดีตระบบเครือข่ายจะแบ่งออกจากกันอย่างชัดเจนเช่น ระบบโทรศัพท์ ระบบโทรทัศน์ ระบบอินเทอร์เน็ต แต่ปัจจุบันระบบเหล่านี้จะเข้ามาหลอมรวมกันเช่น การดูโทรทัศน์ผ่านอิเทอร์เน็ต การโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงระบบไร้สาย
- Content Convergence คือการหลอมรวมกันของข้อมูล ประเด็นแรกคือ ข้อมูลเดียวกันสามารถใช้ได้ในหลายระบบเครือข่าย อีกข้อนึงคือตัวข้อมูลเป็นการหลอมรวมกันระหว่าง Text Video Audio Voice มากขึ้น
ในการทำกรณีศึกษา หรือเทอมเปเปอร์ ควรจะนำ Frameworks ที่จะกล่าวต่อไปนี้มาวิเคราะห์ด้วย
Porter Competitive Forces Model
ใช้วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรโดยวิเคราะห์จากปัจจัยด้านต่างๆ ทางเลือกในการสร้างความสามารถทางการแข่งขันจะมีหลักๆอยู่ 2 ทางเลือกคือ
1. ความสามารถในการจัดการด้านกลยุทธ์ เช่น Lower Cost
2. ความสามารถในการสร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้า สร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้าหรือบริการ
องค์กรจะต้องเลือกว่าจะโฟกัสไปที่ใด ต้องมีกลยุทธ์ที่แน่ชัด
ในแต่ละธุรกิจ หรือในแต่ละForces จะมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน ITจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงในแต่ละForces เช่น
- อำนาจการต่อรองของลูกค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น
- การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากITเข้ามาช่วยลดcostให้ต่ำลง
- Supplier สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้มากขึ้น และสามารถขายตรงไปยังลูกค้าโดยตรง
- ด้านสินค้าทดแทน อะไรก็ตามที่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงให้สามารถไปอยู่ในรูปแบบ digital ได้ก็จะมีความเสี่ยงต่อสินค้าทดแทนมาก
- ด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะรุนแรงมากขึ้น เพราะลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านราคา และบริษัทก็สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นด้วย ส่งผลให้เกิดคู่แข่งมากขึ้นด้วย
แนวข้อสอบ
- อะไรคือตัวอย่างของ IT ที่เข้าไปสร้างความเข้มแข็งให้กับ 5 Forcesได้
- ยกตัวอย่างธุรกิจที่นำระบบ IT เข้ามาใช้เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองต่อลูกค้า, ต่อ supplier, ลดภัยคุกคามต่อสินค้าทดแทน, สร้างกำแพงต่อการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ อะไรคือบทบาทของ IT ได้บ้าง
Porter ได้กล่าวไว้ว่า 5 Forces ยังเป็นจริงอยู่ เพียงแต่ว่าระบบ IT ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน เช่นเข้าไปช่วยลดcost เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้า เข้าไปช่วยให้การติดต่อสื่อสารทำได้ง่ายขึ้น
The Value Chain
ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มเป็นการมองภายใน(Internal operation)โดยในองค์กรจะแบ่งกิจกรรมเป็น2กลุ่มคือกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน
กิจกรรมหลัก (primary activities) คือกิจกรรมที่เข้าไปส่งผลโดยตรงต่อสินค้าหรือบริการซึ่งจะแบ่งย่อยเป็น 5 กิจกรรมย่อยๆดังนี้
1. Inbound logistics (inputs) เป็นกระบวนการนำวัตถุดิบเข้าสู่องค์กร
2. Operations (manufacturing and testing) เป็นกระบวนการแปรรูปวัตถุดิบเป็นสินค้าหรือบริการ
3. Outbound logistics (storage and distribution) เป็นกระบวนการนำส่งสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า
4. Marketing and sales เป็นกระบวนการส่งเสริมการขาย
5. Service เป็นกระบวนการบริการหลังการขาย
กิจกรรมสนับสนุน (Support Activities) คือกิจกรรมที่เข้าไปสนับสนุนกิจกรรมหลักเช่น R&DหรือHRเป็นต้น
บทบาทของITต่อ Value Chain
1. Lowering the cost
2. Adding value to a product or service
Diamond Model คือ modelที่ใช้วัดศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรม, กลุ่มอุตสาหกรรม (cluster) และในระดับประเทศโดยจะมีปัจจัยอยู่4อย่างดังนี้
1. Factor Conditions คือปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมโดยจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านบุคคล,วิทยาศาสตร์,วิจัยและทรัพยากรธรรมชาติ
2. Context for Firm Strategy and Rivalry ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการแข่งขันที่ดีเช่นการมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
3. Related and Supporting Industries การมีอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันหรือที่เรียกว่า Cluster
4. Demand Conditions คือความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นๆซึ่ง Demand Conditionsที่ดีคือการที่ผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าที่ดีขึ้น
ความสำเร็จของ IT Project
ความสำเร็จของIT Project คือหลังจากพัฒนาแล้วผู้ใช้ยินดีที่จะใช้งานหรือมีทัศนะคติเป็นบวก
โดยจากทฤษฎีTechnology Acceptance Model(TAM)ได้ระบุว่าการที่ผู้ใช้จะใช้เทคโนโลยีใดๆจะต้องมีความตั้งใจจะใช้ซึ่งเกิดจากทัศนคติที่ดี โดยเทคโนโลยีที่ดีจะต้องมี2ปัจจัยคือ
1.ผู้ใช้จะต้องรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นมีประโยชน์
2.ผู้ใช้จะต้องรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นง่ายต่อการใช้งาน
Diffusion of Innovation
เป็นทฤษฎีที่ระบุว่าการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใดๆจะมีการตอบรับที่แตกต่างกันในกลุ่มคนที่ต่างกันโดยในแต่ละเทคโนโลยีกราฟจะมีความสั้นยาวต่างกัน
1. Innovators เป็นผู้ใช้กลุ่มแรกเป้นคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดยตรงเช่นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย
2. Early Adopters กลุ่มที่ใช้ต่อมาเป็นผู้นำทางความคิดเช่นดารา นักการเมือง
3. Early Majority เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่เช่นกลุ่มคนทำงาน นักศึกษาซึ่งยอดขายจะสูงที่สุดในช่วงนี้
4. Late Majority เป็นกลุ่มคนมีอายุหรือกลุ่มคนที่อยู่ในชนบท
5. Laggards เป็นกลุ่มคนที่ถ้าเทคโนโลยีนั้นไม่เป็นมาตราฐานจะไม่ใช้เช่นโทรศัพท์มือถือเป็นต้น
โดยในทางทฤษฎีจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มเรียกว่าNon Adopterคือยังไงก็ไม่ใช้เทคโนโลยี
Disruptive Innovations คือเทคโนโลยีที่เข้าแทนเทคโนโลยีเดิมเช่นCDมาแทนเทปคลาสเส็ตMP3มาแทนCDเป็นต้น
.
.
.
**HOMEWORK FOR SCRIBE BOOK
วิเคราะห์อุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทย โดยใช้ Diamond Model (วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งในแต่ละปัจจัย) และ Cluster Mapping พร้อมข้อมูลประกอบการอธิบาย**
+ การวิเคราะห์ ICT ไทยด้วย Daimond Model
Factor (Input) Conditions
โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสารเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ICT ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อพิจารณาลำดับของประเทศไทยด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารในเวทีโลกโดยภาพรวมนับว่าอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อเทียบกับทวีปเอเชียด้วยกันแล้วนั้นโดยเฉพาะ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ใต้หวัน อินเดีย สิงคโปร์ และ มาเลเซีย พบว่ามีเพียงอินเดียที่เป็นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศทั้งหกที่มีระดับการพัฒนาด้าน ICT ด้อยกว่าประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ดังตารางดังกล่าว
สรุปอันดับการพัฒนา ICT ของประเทศไทยเชิงเปรียบเทียบ

ที่มา : World competitiveness Scoreboard – IMD, Networked Readiness Index – WEF, Digital Opportunity Index – ITU,
e-Readiness Ranking – EIU, E Government Readiness- UN, IT Industry Benchmarking – BSA
ซึ่งความไม่พร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉุดรั้งการพัฒนาด้าน ICT ของไทย ซึ่งมีไม่เพียงพอและยังแพร่กระจายไม่ทั่วถึง ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะทางด้านอินเทอร์เน็ต เนื่องจากอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นมาตรฐานหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนา ICT จากแผนภูมิต่อไปเราจะเห็นได้ว่าประชาชนที่เข้าถึงอินเทอร์มีเป็นจำนวนน้อยมาก และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างต่ำ

เปรียบเทียบจำนวนและร้อยละของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2546 – 2550 ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2550
นอกจากนี้ประชาชนยังใช้งาน ICT ในทางที่ไม่เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น การใช้เพื่อความบันเทิง การเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ามองในมุมของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นับว่าประเทศไทยมีการพัฒนาที่ดี ดังที่จะเห็นได้จากแผนภูมิที่แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาแทนที่อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำจำนวนเพิ่มมาก อีกทั้งจำนวน Internet Bandwidth ในประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงปี 52 ที่ผ่านมา แต่ในส่วนของ Internet Bandwidth ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า

แนวโน้มจำนวนผู้ลงทะเบียนประเภทบุคคลทั่วไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและอินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ ปี 2548 – 2552
ที่มา : สำนักพัฒนานโยบายและกฎกติกา

ความเร็ซในการส่งผ่านข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อช่องสัญญาณการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต ระหว่างปี 2550 – 2552 รายไตรมาส
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ความพร้อมของบุคลากรในเรื่องของ ICT ก็เป็นสิ่งสำคัญ ในปัจจุบันมีบุคคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นแต่ถึงอย่างไรประเทศไทยก็ยังขาดบุคคลากรด้านนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบุคลากรที่มีทักษะสูง จากการศึกษาด้านบุคคลากร ICT ในช่วง 70 เปอร์เซ็นต์นั้นจัดอยู่ในกลุ่มที่มีทักษะต่ำ ซึ่งจำนวนบุคลากรด้าน ICT ของไทยปี 2550 แสดงดังตารางต่อไปนี้

ที่มา : กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , 2550
แต่ถึงอย่างไรก็ตามบุคลากรด้าน ICT ของไทยก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆจากการสนับสนุนต่างๆ มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก มูลค่าของตลาดที่เติบโตขึ้น
Related and supporting
หน่วยงานที่คอยสนับสนุน ICT ในประเทศไทย หลักๆคือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งมีหน่วยงานที่อยู่ภายใต้เช่น
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC เป็นหน่วยงานที่มีส่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทาง ICT ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาโครงการวิจัยต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดงานวิจัยเหล่านั้นให้กับผู้ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง และยังจัดโครงการร่วมกับหน่วยงานต่างๆเพื่อสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศในประเทศไทย
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านการพัฒนาซอฟแวร์โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอบริการและการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพของประเทศ ด้วยการส่งเสริมการศึกษา การฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของการพัฒนาและผลิตซอฟต์แวร์
หน่วยงานต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรม โครงการต่างๆเพื่อพัฒนาและสนับสนุน ICT ไทย อย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิเคราะห์วิจัย และแก้ปัญหาต่างๆ ดังเช่น “โครงการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม ICT ในประเทศไทย” ที่จัดทำขึ้นในแต่ละปี ทำให้ทราบถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม ICT หรือ “กิจกรรมส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรม ICT ไทย” ที่มีการจัดกิจกรรมการประกวดผลงานวิจัยด้านไอซีที ทั้งประเภทฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
การมีหน่วยงานต่างๆเหล่านี้มาสนับสนุนอย่างชัดเจน มีข้อดีคือช่วยให้ เทคโนโลยีของไทย สามารถพัฒนาไปได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน และดำเนินการได้ตรงตามเป้าหมาย จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีประชาชนคนไทยใช้ไอซีทีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆในกลุ่มของอาเซียนที่มีการพัฒนาระบบไอซีทีให้มีความก้าวหน้าในระดับโลกได้อย่างไม่ยาก
Context for Firm Strategy and Rivalry
บริบทสำหรับกลยุทธ์ขององค์กร และการแข่งขัน สำหรับประเทศไทยนั้น ได้ยึดแนวทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 – 2554) เป็นแผนหลักในการชี้ทิศทางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยในแผนพัฒนาฯ ดังกล่าว ได้กล่าถึงการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ ICT ไว้ในแนวทางการพัฒนาหลายด้าน อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิต การใช้ ICT เพื่อการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาการให้บริการและการดำเนินงานของรัฐในรูปแบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
นอกจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ยังมีนโยบายและแผนระดับชาติอื่น ๆ ที่ถูกจัดทำขึ้นโดยหลายหน่วยงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสูงสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ รวมถึงนโยบายรัฐบาล ซึ่งพูดถึงนัยต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศหรือบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการพัฒนา โดยมีกรอบยุทธศาสตร์ และแนวนโยบายหลัก ๆ ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การพัฒนากำลังคนด้าน ICT และบุคคลทั่วไปให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ ผลิต และใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารญาณและรู้เท่าทัน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การบริหารจัดการระบบ ICT ของประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของภาครัฐ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 6 : การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
โดยยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างบริบทด้านการแข่งขันของประเทศไทย ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 5 และยุทธศาสตร์ที่ 6 ซึ่งจะเป็นการกล่าวถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ICT ไทย โดยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมภายในประเทศจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดจากงานวิจัยสู่ผู้ประกอบการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ โดยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์เป็นหลัก โดยมีเนื้อสาระสำคัญที่สามารถสรุปได้จาก ยุทธศาสตร์ทั้ง 2 ยุทธศาสตร์ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ICT เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศ
ในยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายคือ สามารถสร้างมูลค่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภายในประเทศเติบโตเป็นไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยที่สัดส่วนของซอฟต์แวร์ที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศโดยรวม ผู้ประกอบการ ICT ไทยได้ทำโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเพิ่มขึ้น อย่างน้อยร้อยละ 20 มูลค่าของตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ ในประเทศเติบโตเป็นไม่น้อยกว่า 165,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มูลค่าการส่งออกซอฟต์แวร์ของไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2551 อย่างน้อยร้อยละ 30 มีโครงการที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการไทยได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ไม่ต่ำกว่า 50 โครงการต่อปี มีเมืองที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา ICT ในระดับโลกในประเทศไทย เพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาด้าน ICT ของภาครัฐและเอกชนอย่างน้อยร้อยละ 15 ในช่วงปี 2551 – 2556 และจำนวนบริษัทที่ให้บริการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนอย่างน้อย 10% ของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ทั้งหมด
โดยมีทั้งหมด 5 มาตราการในการทำให้เป้าหมายประสบความสำเร็จได้แก่
1) สนับสนุนด้านเงินทุน/เงินช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่
2) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ ICT ไทยสู่ระดับสากล
3) สร้างโอกาสทางการตลาดและโอกาสในการแข่งขันสำหรับผู้ประกอบการไทย ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
4) ส่งเสริมการลงทุนทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศ
5) ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจและบริการที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 6 : การใช้ ICT เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
เป็นยุทธ์ศาสตร์ที่ส่งเสริมภาคการผลิตของประเทศให้เข้าถึง และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อก้าวไปสู่การผลิตและการค้าสินค้าและบริการ ที่ใช้ฐานความรู้และนวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ (Value Creation) และมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพื่อพร้อมรองรับการแข่งขันในโลกการค้าเสรีในอนาคต โดยในยุทธศาสตร์นี้มีเป้าหมายคือ สัดส่วนสถานประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น

โดยมีสถานประกอบการที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นร้อยละ 50 ของสถานประกอบการ สัดส่วนของสถานประกอบการขนาดเล็ก (ลูกจ้าง 1 – 15 คน) ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 สัดส่วนของสถานประกอบการที่มีการขายสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5

แผนภูมิแสดง ร้อยละของธุกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จำแนกตามประเภททางธุรกรรม
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2550 “การสำรวจสถานภาพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย 2550”
มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็น B2B และ B2C ของประเทศ เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ต่อปี ลดค่าดำเนินการด้านโลจิสติกส์ของประเทศลงให้เหลือร้อยละ 16 ต่อ GDP ในปี พ.ศ. 2554 (ตามที่ระบุในยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2550 – 2554) อัตราการจ้างแรงงานที่ปฏิบัติงานด้าน ICT ในภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 คน มีเครือข่ายสหกรณ์ที่เกี่ยวกับการเกษตรที่มีการใช้ ICT ในกิจการในระดับก้าวหน้าไม่น้อยกวา 10 เครือข่าย มีระบบสารสนเทศสุขภาพแห่งชาติที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและใช้งานได้จริง และระดับความพร้อมของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 อันดับใน e-Readiness Rankings
โดยมีทั้งหมด 6 มาตราการในการทำให้เป้าหมายประสบความสำเร็จได้แก่
1) สร้างความตระหนักและพัฒนาขีดความสามารถด้าน ICT ของผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถนำ ICT ไปใช้ประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ โดยการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมหรือใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการทำโครงการนำร่องในภาคการผลิตที่มีความพร้อมสูงและนำไปขยายผลสู่ทุกภาคส่วน
2) พัฒนาและบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
3) เสริมสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
4) ส่งเสริมการนำ ICT มาใช้ในภาคการผลิตและบริการที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ และไทยมีความได้เปรียบ โดยเฉพาะการเกษตร การบริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว
5) ยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน (OTOP)
6) นำ ICT มาใช้ในมาตรการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับองค์กรและประเทศอย่างยั่งยืน
Demand Conditions
คือทัศนคติและรสนิยมของผู้บริโภคในประเทศ ระดับความพิถีพิถันและความเรียกร้องต้องการของผู้บริโภคต่อสินค้าและบริการของบริษัทหรือปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศ ลักษณะและโครงสร้างการแบ่งส่วนการตลาดสำหรับสินค้าและบริการ
ซึ่งอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยนั้น ผู้บริโภคโดยทั่วไปยังถือว่ามีความพิถีพิถันน้อย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐานของสินค้า และบริการเท่าที่ควร เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ มีการความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและส่วนที่เกี่ยวข้องน้อย และยังมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ประนีประนอมสูง ปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพ และมาตรฐาน ส่วนใหญ่มาจากอุปสงค์ของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เป็นปัจจัย ที่ก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน เนื่องจากการพัฒนามาตรฐาน และคุณภาพได้ตามระดับสากลนั้น เป็นลักษณะที่ประเทศอื่นๆ สามารถที่จะเลียนแบบ และพัฒนาจนมีระดับเท่าเทียมกันได้
ในส่วนของความต้องการด้านบุคลากร มีงานศึกษาออกมาหลายชิ้นที่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยยังคงมีความต้องการบุคลากรด้าน ICT อีกเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในปี 2552 คาดว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีความต้องการบุคลากรด้านเทคนิคซึ่งถือเป็นกลุ่มทักษะสูงอีกประมาณ 6,000 คน โดยตำแหน่งที่ต้องการ 3 ลำดับแรก คือ 1) Programmer/Software developer 2) Software engineer/Software analyst & design และ 3) Database administrator สำหรับในด้านอื่น ๆ เช่น ฮาร์ดแวร์ ก็มีความต้องการอีกไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีความต้องการเฉลี่ยกว่าปีละ 2 หมื่นคน
ICT Cluster Mapping



ตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (Computer Hardware)
ตลาดฮาร์ดแวร์มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยที่มาส่งเสริมการขยายตัวของตลาดที่สำคัญได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับ ICT มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เนทหรือการติดต่อสื่อสารทางสังคมออนไลน์ (Social Network) มีบทบาทเพื่มขึ้น นอกจากการใช้งานเพื่อค้นหาข้อมูล หรือรับ-ส่ง email อีกทั้งการที่ค่าบริการอินเตอร์เนทที่ถูกลงส่งผลให้ความต้องการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อรองรับการใช้งานอินเตอร์เนทเพิ่มขึ้นตาม ในขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่รุนแรงทำให้ต้องแข่งขันกันทั้งด้านราคาที่ต่ำลง และการพัฒนาคุณภาพที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ต้องการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการและลดต้นทุนในการทำงาน แต่ก็มีอุปสรรคในการเติบโตนั่นก็คือ ความไม่มั่นคงทางการเมือง สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของครัวเรือน
ตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ (Computer Software)
ตลาดซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่ (1) Enterprise Software (2) Mobile Applications Software (3) Embedded System Software และ (4) ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่นซอฟต์แวร์เกม ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านต่างๆ เป็นต้น
การใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักคือเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัด และยังมีผลมาจากตลาดมีแนวโน้มในการใช้ซอฟต์แวร์ในรูปแบบการบริการมากขึ้น ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการใช้ซอฟต์แวร์ในแอพพลิเคชั่นที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนักแต่การดำเนินงานในแต่ละองค์กร ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปใช้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบออนไลนมากขึ้น ทำให้มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์บางส่วนย้ายไปอยู่ในตลาดการบริการด้านคอมพิวเตอร์แทน ส่งผลให้แนวโน้มตลาดการบริการด้านคอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Service)
สามารถแบ่งการบริการด้านคอมพิวเตอร์ได้เป็น 8 ประเภทด้วยกัน คือ 1. System Integration 2. Network Services Software 3. Maintenance Services 4. Hardware Maintenance Services 5. Data Center and Disaster Recovery Services 6. IT Related Training & Education 7. IT Consulting 8. IT Outsourcing
ปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์คือแนวโน้มที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่าย Software จากในรูป Package หรือรับ Customized Software มาอยู่ในรูปของการบริการเช่าใช้ตามการใช้งาน หรือที่ทั่วไปเรียกว่า Software as a Service มากขึ้น อีกทั้งการที่บริษัทฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์เริ่มเข้ามาสู่ตลาดบริการมากขึ้นนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์โตขึ้นอย่างมาก
ตลาดสื่อสาร (Communication)
ตลาดสื่อสารสามารถแบ่งออกได้เป็น 1. ตลาดอุปกรณ์สื่อสาร (Communication Equipments) และ 2. ตลาดบริการด้านการสื่อสาร (Communication Services)
เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2552 จะพบว่ามีแนวโน้มและทิศทางการเติบโตที่ลดลงจากปีที่ผ่านๆมา เนื่องมาจากปัจจัยจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาความขัดแย้งทางด้านการเมือง และความไม่มั่นคงของนโยบายของรัฐ หากพิจารณามูลค่าของตลาดสื่อสารจะพบว่าแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่ยังมาจากตลาดบริการสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 ของตลาดสื่อสารทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 235,466 ล้านบาท แต่ถึงอย่างไรก็ตามพบว่า การใช้บริการเสียงทั้งแบบใช้สายและไร้สายถึงจุดอิ่มตัว ทำให้บริการสื่อสารต้องหันมามุ่งเน้นที่การให้บริการสื่อสารข้อมูลมากขึ้น แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายในประเทศก็ยังไม่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการทั้งในเรื่องของคุณภาพที่เสถียรและความครอบคลุมของเครือข่าย
.
.
.
บทบาทของ ICT ต่อการสร้างความเข้มแข็งของ Balance scorecard

Balanced Scorecard
เป็นกลยุทธ์ในการบริหารงานสมัยใหม่ช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการองค์กรได้ชัดเจน โดยดูจากผลของการวัดค่าได้จากทุกมุมมอง เพื่อให้เกิดดุลยภาพในทุก ๆ ด้าน มากกว่าที่จะใช้มุมมองด้านการเงินเพียงด้านเดียว อย่างที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่คำนึงถึงการนำ balanced scorecard มาใช้ จะทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพขององค์กรชัดเจนยิ่งขึ้น และในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้ถูกนำมาใช้ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของ แต่ละกิจกรรมตามหน้าที่ทางธุรกิจ เช่น การเงิน การตลาด การดำเนินงาน และทรัพยากรบุคคล การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ ทำให้มีโครงสร้างและลักษณะการดำเนินงานที่แตกต่างจาก องค์การแบบเดิม (Traditional Organization) อย่างชัดเจน ซึ่งจะเห็นได้ว่า บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผลในการสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินงานตามมุมมองต่างๆของ Balance Scorecard ได้ดังนี้
The Learning and Growth Perspective : มุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโต
ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพจะ ช่วยลดลำดับขั้นในการจัดการ และทำให้การควบคุมดูแล กว้างขึ้น คือจะมีส่วนช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์การมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย ทำให้บุคคลสามารถทำงานร่วมกันได้แม้อยู่คนละที่ ซึ่งเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดข้อจำกัดในเรื่องระยะทางและเวลา
หากมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ได้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มคุณภาพของบุคคลากรและส่งผลให้ พนักงานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
The Business Process Perspective: มุมมองด้านกระบวนการทำงานภายในองค์กรเอง
ปัจจุบันในโลกธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงมาก ทุกองค์กรต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ช่วยให้องค์กร เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น IT ถูกนำมาใช้เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพ ในกระบวนการต่างๆไม่ว่าจะเป็น การติดต่อสื่อสารและการไหลเวียนของข้อมูลผ่านระบบเครือข่าย หรือการแชร์ข้อมูลซึ่งกันทั้งระบบ ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ไม่เกิดการซ้ำซ้อนในการทำงาน ลดการผิดพลาดในการทำงานช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์การสามารถลดจำนวนงานบางอย่างลง และจัดรูปแบบการ ดำเนินงาน ให้มี โครงสร้างที่แบบราบ (Flat Structure) หรือการเข้าไป สร้างความยืดหยุ่นให้กับการดำเนินงาน ทำให้องค์กรสามารถ พัฒนา ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ และไปช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้สามรถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้บริหารสามารถ วิเคราะห์ปัญหาได้อย่างชัดเจน หรือ ช่วยใน การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ช่วยให้การผลิต หรือการให้บริการสามารถดำเนินงานไปตามต้องการ ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบริการ มีมาตรฐานตามที่กำหนด เช่น ระบบ ตรวจสอบคุณภาพผลิตภายในโรงงานระบบควบคุมอุณหภูมิห้อง และระบบตรวจสอบคุณภาพสินค้า มีส่วนช่วยในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ สร้างความเข้มแข็งช่วยให้องค์กรมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่อง การจัดโครงสร้างองค์กร การประสานงานภายในองค์กร หรือการจัดการด้านสายงานผลิต เช่น ทำให้เกิดการกำหนดขนาดที่เหมาะสม (Rightsizing) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อปรับรูปแบบโครงสร้างองค์การให้เหมาะสม โดยการใช้ ทรัพยากรร่วมกัน (Shared Resources) เพื่อลด ความฟุ่มเฟือย ในการ ใช้ทรัพยากรทางธุรกิจและสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
The Customer Perspective :มุมมองด้านลูกค้า
เทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำมาใช้ในการดำเนินงาน ไม่เพียงเพื่อเพิ่มผลผลิตภาพรวมขององค์การ เช่น การลดค่าใช้จ่ายและ ระยะเวลาในการดำเนินงานให้สั้นลงเท่านั้น แต่เทคโนโลยี ยังช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่ธุรกิจ นอกจากนี้การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ของธุรกิจยังช่วย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในความรู้สึกของผู้บริโภค ช่วยให้องค์การสามารถสนองความต้องการของลูกค้า และพัฒนาการดำเนินงาน ทั้งภายในและภายนอก องค์การได้เร็ว กว่าคู่แข่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างและธำรงรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
The Financial Perspective: มุมมองด้านการเงิน
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มรายได้แก่องค์การทั้งโดยตรงและทางอ้อม เช่น การสร้างนวัตกรรมใหม่ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีความสะดวก รวดเร็ว ยิ่งตรงความต้องการของลูกค้า ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการได้มาก ทำให้ธุรกิจทำกำไรได้มากขึ้น หรือการเข้าไปช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานภายในองค์การเช่น นำไปใช้ในการควบคุมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ การประเมิน ลดการทำใช้ทรัพยากรจากการทำงานซ้ำซ้อน ลดการสูญเสียทรัพยากร เช่นการนำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อลดการใช้กระดาษ ช่วยให้เกิดการประหยัดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้องค์กรมีกำไรที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน





