จัดทำโดย Group 3 :
5210211010 อธิวัฒน์ สุชินโรจน์ moc.liamtoh|64_agrO#moc.liamtoh|64_agrO
5210211036 ณัฐสุดา งามขำ moc.liamtoh|nro_oero#moc.liamtoh|nro_oero
5210211058 ภาวินี วีรกุลวัฒนา moc.liamtoh|aafeef_iaf#moc.liamtoh|aafeef_iaf
5210211059 สมาชัย รักษ์สุธรรม moc.liamtoh|atub_gip#moc.liamtoh|atub_gip
5210211060 ณัฏฐ์ จิรนิรันดร์กุล moc.liamtoh|03_eannah#moc.liamtoh|03_eannah
5210211063 ศรวัสย์ เลาหศิริชัยกุล moc.liamtoh|8252_katip#moc.liamtoh|8252_katip
5210211071 ณิรัลธร ปั้นบัว moc.liamtoh|aez_yravi#moc.liamtoh|aez_yravi
Computer Network & Internet
Learning Objective
1) Identify the principle components of telecommunications networks and key networking technologies.
(มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของโครงข่ายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีเครือข่ายที่มีความสำคัญ)
2) Describe the main telecommunications transmission media and types of networks.
(ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อประเภทต่างๆ ที่ใช้ในด้านการส่งผ่านข้อมูล และประเภทของเครือข่ายได้)
3) Explain how the Internet and Internet technology work and how they support communication and e-business.
(อธิบายเกี่ยวกับการทำงานของอินเทอร์เน็ต และการใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและพาณิชยกรรม-อิเล็กทรอนิกส์ได้)
4) Identify the principal technologies and standards for wireless networking, communication, and Internet access.
(อธิบายหลักการเบื้องต้นของเทคโนโลยี มาตรฐานของเครือข่ายไร้สาย การสื่อสารและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต)
5) Assess the value to business of radio frequency identification (RFID) and wireless sensor networks.
(ทราบถึงคุณค่าของคลื่นวิทยุ (RFID) และเครือข่ายการตรวจจับไร้สาย ไปใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจได้)
6) Describe the impacts of Network and Internet (อธิบายถึงผลกระทบของเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ตได้)
Network
Network คือการเชื่อมต่อระบบ computer ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป โดยมีประโยชน์ในการแบ่งปัน (share) ทรัพยากร ถ่ายโอนข้อมูล หรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Sharing resources)
ประเภทของ Network
1. Peer-to-Peer (P2P) เป็นการเชื่อมต่อ computer แต่ละเครื่องโดยตรงโดยไม่ผ่านเครื่องแม่ข่าย เช่น BitTorrent , เครือข่ายขนาดเล็ก

2. Client/Server เป็นการเชื่อมผ่าน server ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลเก็บทรัพยากร โดยมีเครื่องแม่ข่าย (Server computer) ลูกข่าย (Client computer) รูปแบบ Client/Server เช่น file server, web server มักใช้ในองค์กรขนาดใหญ่

ประเภทของ Servers
โดยประเภทของ Server มีหลายประเภท เช่น
File Server สำหรับแชร์ไฟล์
Web Server สำหรับเก็บเวปเพจ
Database Server เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล
Mail Server ใช้ในการรับส่ง Mail
DNS Server สำหรับแปลง Domain name ให้เป็น IP address
Print Server สำหรับบริหารการพิมพ์
Authentication Server ใช้ในการให้สิทธิในการบริหารเครือข่ายและตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล
Application Server เป็นเครื่องแม่ข่ายทำหน้าที่จัดการการให้บริการโปรแกรมประยุกต์ (Application Software)
ตารางเปรียบเทียบระหว่าง Client/Server และ Peer-to-Peer(P2P)
Tranmission Media
แบ่งเป็น 2 ระบบหลักๆ คือ แบบมีสาย และแบบไร้สาย
- แบบมีสาย
1. Twisted Pair Cable สายคู่บิดเกลียว มีความเร็วในการรับส่งข้อมูล 16b/s เป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้ สัญญาณอินเตอร์เน็ตจะมาพร้อมกับสายโทรศัพท์ แต่มีข้อเสียคือยิ่งไกลจะทำให้คุณภาพสัญญาณยิ่งต่ำลง

2. Coaxial Cable สายเคเบิ้ลทีวีมาพร้อมสัญญาณทีวีเป็นระบบเครือข่ายที่คุณภาพของสัญญาณที่สูงขึ้นกว่า Twisted Pair ในต่างประเทศนิยมใช้เนื่องจากมี bandwidth สูง download เร็วแต่ upload ช้า แต่มีข้อจำกัดคือต้อง share สัญญาณกับเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณข้างเคียง

3. Fiber-Optic Cable หรือสายใยแก้วนำแสง สัญญาณจะถูกแปลงเป็นแสง มี bandwidth สูงมาก แต่มีข้อจำกัดคือมีราคาแพงและประเทศที่จะนำมาใช้ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่
Transmission
o Pulses of light สื่อสารด้วยแสง (ความถี่ในระดับคลื่นแสง)
o Immune to EMI and eavesdropping
o Low attenuation การจางหายของสัญญาณอยู่ในระดับต่ำ
o 100 Mbps to more than 2 Gbps
o 2 to 25 kilometers มีระยะสื่อสารที่ไกล (ตั้งแต่ 2-25 กิโลเมตร)
o Used for high-speed backbones ใช้ในโครงข่ายหลัก
ศัพท์ที่ควรรู้ :
Broad band คือ เปรียบเหมือนถนนกว้างบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ปริมาณมากตั้งแต่ 56 Kbps ขึ้นไป หรือที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
Narrow band คือ เปรียบเหมือนถนนในซอย ปริมาณการรับส่งข้อมูลน้อยกว่า56kb/s หรือที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำ
Bandwidth คือ หน่วยวัดปริมาณการรับส่งข้อมูล หน่วยคือ Bps หรือ บิทต่อวินาที
Last-miles คือ เส้นทางระหว่าง ISP ถึง Home User
- แบบไร้สาย (Wireless Media)
Wi-Fi มาจากคำว่า Wireless Fidelity คือสื่อไร้สาย ผู้ให้บริการ Wi-Fi ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาติ โดยผู้ใช้สามารถใช้บริการได้ณ จุดที่มี Hotspot หรือพื้นที่ในการให้บริการ Wi-Fi
มาตรฐานของ Wireless Media คือ IEEE 802.11 (a,b,g,n)
มาตรฐาน 802.11b, g: เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุด จะมีความใกล้เคียงกันในเรื่องของการใช้งานทดแทนกัน เพราะใช้คลื่นความถี่เดียวกัน ต่างกันตรงที่ความเร็วในการรับส่งข้อมูล และยังมีมาตรฐาน 802.11a และ n อีกสองมาตรฐาน ซึ่งแบบ n นั้นเป็นมาตรฐานตัวใหม่ล่าสุด โดยสามารถดูจากตารางสรุปดังนี้
Navigation Device
อุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเครือข่าย
1. Hubs: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการส่งผ่านข้อมูลไปยังเครื่องอื่น โดยจะทำการกระจายข้อมูล (Broadcast) ที่ส่งเข้ามาออกไปยังทุกเส้นทางทุกเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่ออยู่ของทุกโหนดที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายจะมีหมายเลขกำกับเพื่อจำแนกไม่ให้ซ้ำกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทาง Software คือ IP Address และทาง Hardware คือ MAX Address
2. Switches and Bridges: ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการส่งผ่านข้อมูลไปยังเครื่องอื่นๆ คล้ายกับ Hubs แต่จะมีความฉลาดกว่า คือ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะรู้ว่าต้องส่งไปยังเครื่องใด แล้วยังมีความสามารถแก้ไขเฟรมข้อมูลที่ผิดพลาดได้อีกด้วย
3. Routers: มีความสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องต่างเครือข่าย
Network Adapters
ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นแรกของการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องการจะส่งและต้องการจะรับระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
Network Card จะเป็นส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรกของการเชื่อมโยงข้อมูล จากนั้นข้อมูลถึงจะถูกส่งผ่านไปยัง Media หรือสื่อกลางสำหรับการส่งผ่านซึ่งอาจจะเป็นแบบมีสาย หรือไร้สาย
LANs
เป็นเครือข่ายภายในองค์กร หรือเครือข่ายขนาดเล็ก เช่น Ethernet,Wi-Fi
MANs
เป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก LAN โดยจะเป็นการรวม LAN หลาย LAN เข้าด้วยกัน เป็นเครือข่ายระดับเมือง เช่น WiMax ซึ่งนำมาเป็นมาตรฐานของ 4G
WiMax เป็นคลื่นความถี่ที่ต้องขออนุญาติ และเป็นที่คาดหวังมาก เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ระดับเมือง มีการทดลองใช้ในกรุงเทพ แต่ยังมีปัญหามากเนื่องจากตึกสูง ซึ่งคนที่อยู่ในชนบทจะได้รับประโยชน์มาก WiMax เหมาะกับระบบที่เป็นแบบ Fixed และจะต้องมีใบอนุญาต โดยต้องมีการประมูลเช่นเดียวกับ 3G ซึ่งต่อไปน่าจะเข้ามาเป็นคู่แข่งทางเทคโนโลยีกับ 3G
WANs
เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีระยะเชื่อมโยงระยะไกล ในรูปแบบเครือข่ายระหว่างประเทศ ทวีป รวมไปถึงเครือข่าย cable ใต้ทะเล ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่
PANs
เป็นเครือข่ายที่เล็กที่สุด คือระดับบุคคล ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระยะใกล้ (ไม่เกิน 10 เมตร) เช่น Bluetooth, บาร์โค๊ด, RFID
RFID
RFID ใช้ในการติดตาม เก็บข้อมูล ใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น logistic
โครงสร้างจะมี ตัว Tag ซึ่งจะส่งสัญญาณมาที่ตัว reader แล้ว reader ก็จะส่งสัญญาณต่อไปที่ computer
ข้อดี เครื่องอ่านไม่จำเป็นต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน และอ่านได้จำนวนมาก(อ่านได้หลายอัน)พร้อมกัน
ข้อจำกัด Tag อาจจะยังมีราคาแพงอยู่ แต่ยิ่งมีการใช้กันมากราคาก็อาจจะลดลง
Wallmart มองว่าต่อไปจะมี ระบบ automatic checkout ตรงนี้ RFID ก็จะเข้ามามีส่วนมากเช่นกัน
RFID ย่อมาจากคำว่า “Radio Frequency Identification” คือการใช้ไอซี ประเภทไมโครชิปใส่ไว้ใน ป้ายหรือฉลาก
ซึ่งไมโครชิปจะเก็บข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นไว้ และส่งสัญญาณข้อมูลออกมาด้วยความถี่วิทยุที่กำหนดไว้ ไปยังเครื่องรับหรือเครื่องอ่านข้อมูล RFID ที่อยู่ในระยะส่ง แผ่นป้ายหรือฉลากที่ระบุข้อมูลไว้ในไมโครชิปนี้ เราเรียกว่า RFID Tags หรือ Transponder แผ่นป้ายระบุข้อมูล (RFID Tags) ประกอบด้วยแผงวงจรไมโครชิปกับสายอากาศขนาดเล็กที่ฝังเป็นส่วนหนึ่งของแผ่น ป้ายระบุข้อมูล
1) Active RFID tags
ต้องใช้แหล่งกำเนิดไฟฟ้า (แบตเตอรี่) ที่ติดตั้งอยู่ภายในเพื่อการการทำงาน ข้อสังเกต คือ ราคาแพง, มีขนาดใหญ่กว่าแบบ Passive, อายุการใช้งานจำกัด, ไม่ต้องใช้เครื่องอ่านที่มีกำลังสูง
2) Passive RFID tags
ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ในการทำงาน ข้อสังเกต คือ ราคาถูก, มีขนาดเบา เล็ก ไม่จำกัดอายุการทำงาน และต้องใช้เครื่องอ่านที่มีกำลังสูงอีกด้วย
ใช้ประโยชน์ในวงการค้าปลีก ใช้ในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน แต่กิจการต้องมี Hardware และ Software สำหรับใช้ และมีต้นตุนที่สูงขึ้นจากการใช้ RFID Tag แทน Barcode
หลักการทำงานของ RFID

เพื่อให้แผ่นป้ายระบุข้อมูล (RFID Tags) ส่งข้อมูลของตัวเองกลับมายังเครื่องอ่านสัญญาณ (RFID Reader) จากนั้นจะแปลงสัญญาณที่ได้รับให้อยู่ในรูปดิจิตอลเพื่อใช้ประมวลผลทาง คอมพิวเตอร์หรือไมโครคอนโทรลเลอร์ต่อไป
Internet
Internet คือ ระบบเครือข่าย network การเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย หลายๆระบบหลายๆเครือข่ายเข้ามารวมกันเป็นเครือข่ายของระบบเครือข่ายอีกที หนึ่ง [network of network] คือระบบเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน
โดยใช้มาตรฐานเดียวคือ TCP/IP
จุดกำเนิดของ Internet

สร้างขึ้นมาเพื่อสงครามนิวเคลียร์ คือ ถ้าเกิดสงครามขึ้นแล้วข้อมูลจะหาย แต่ถ้าเก็บไว้หลายที่ก็จะยังมีข้อมูลหลงเหลืออยู่
วิวัฒนาการ
1. ขั้นของการคิดค้นนวัตกรรม ช่วงนี้มีอยู่หลากหลายมาตรฐาน ปัญหา คือ มีหลายมาตรฐาน แล้วจะคุยกันไม่รู้เรื่อง
2. ทุกคนเริ่มคุยกันรู้เรื่องมากขึ้นในมาตรฐานเดียวกัน
3. ช่วงของการเกิดขึ้นของ web, web browser internet เริ่มกลายมาเป็นplatformของปัจจุบัน
เทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบของ internet
1. Packet Switching Network
2. TCP/IP
3. Client Server
Circuit Switching

เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ในโครงสร้างระบบโทรศัพท์พื้นฐาน ประเด็นคือ ต้องมีการสร้างช่องทางระหว่างอินเตอร์เน็ตพื้นฐานก่อน เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามาใช้ช่องทางได้ในระหว่างที่มีการติดต่อสื่อสาร โดยเส้นทางจะต้องถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า (การเชื่อมต่อระหว่างที่ผู้รับและผู้ส่งมีการกำหนดเส้นทางไว้ล่วงหน้า) ระบบ Circuit Switching ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เพราะทำให้ทรัพยากรสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์
Packet Switching Network

เป็นมาตรฐานของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นระบบเครือข่ายที่เส้นทางในการรับและการส่งจะมีการแชร์กันของข้อมูล หลักๆแล้วจะมีการแบ่ง packet ออกมาเป็นแต่ละ packet แล้วก็จะเอาข้อมูลมารวมกันที่ปลายทาง โดยที่ระหว่างทำการส่ง packet อื่นก็สามารถที่จะมาเข้าร่วมใช้เส้นทางนั้นได้ จากนั้นก็จะมีกระบวนการเช็กว่ามารวมกันครบที่ปลายทางหรือไม่
กระบวนการของ Packet คือ ข้อมูลจะถูกแปลงออกมาเป็น binary language แล้วจากนั้นข้อมูลจะถูกแปลงออกมาเป็น เลข 0 กับ 1 (ภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ) จากนั้นข้อมูลดิจิตอลจะถูกแปลงออกมาเป็น packet ขนาดของpacket ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบเครือข่าย จากนั้นแล้ว แต่ละ packet ก็จะถูกกำหนดจุดหมายปลายทางที่จะท่องเที่ยวไป พูดง่ายๆคือ ตัว packet ก็จะเหมือนกับจดหมาย มีการแบ่งข้อมูลเป็นชิ้นๆ ใส่ไว้ในจดหมายแล้วก็จะมีการเขียนชื่อที่อยู่ผู้รับและผู้ส่ง แล้วยื่นให้บุรุษไปรษณีย์(บุรุษไปรษณีย์ในที่นี้คือ router) ทำหน้าที่ในการนำส่งpacket จากต้นทางไปปลายทาง
ข้อดี : packet สามารถที่จะแชร์เส้นทางได้ซึ่งต่างกับ Circuit switching network ที่เส้นทางมันจะถูกปิดเลยระหว่างผู้รับกับผู้ส่ง
TCP/IP

เป็นมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันในส่วนของเครือข่ายของอินเตอร์เน็ต หลักๆก็คือ ย่อมาจาก Transmission Control Protocol /Internet Protocolเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการรับและส่งข้อมูล หน้าที่ของ TCP คือ ใช้ในการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องบนอินเตอร์เน็ตระหว่างผู้รับกับผู้ส่ง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการแบ่งข้อมูลออกมาเป็น packet แล้วทำหน้าที่ในการเช็คว่าแต่ละ packet หลังจากที่มันท่องเที่ยวไปแล้วนั้นมันมาครบที่ปลายทางหรือไม่
หน้าที่ของ IP คือ การนำส่ง packet โดยใช้ IP address เป็นหลักเกณฑ์ในการนำส่ง
TCP/IP เป็นมาตรฐานที่ใช้ในอินเตอร์เน็ต โดยการแบ่งออกมาเป็น layer คือ
1) Application เช่น Web Browser, e-mail แล้วถูกส่งมายังชั้น Transport
2) Transport ทำหน้าที่เชื่อมต่อ สร้าง connectionระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องบนอินเตอร์เน็ต รวมถึงแปลงข้อมูลออกมาเป็น packet จากนั้นก็จะส่งต่อมาที่ชั้นของ internet
3) Internet ทำหน้าที่ในการนำส่ง packet จากต้นทางไปยังปลายทาง
4) Network Interface หลังจากนั้น Packet จะถูกแปลงสัญญาณเป็นรูปแบบสัญญาณข้อมูล โดยขึ้นอยู่กับ
สื่อที่ใช้ในการนำส่งว่าเป็นสื่อแบบใด เช่นอินเตอร์เน็ตก็จะเป็นสัญญาณไฟฟ้า, ไฟเบอร์ออฟติกก็จะเป็นสัญญาณแสง
จากนั้นพอถึงปลายทางก็จะกลับไปเป็นรูปแบบเดิมคือสัญญาณแสงก็จะแปลงไปเป็น packet จาก packetก็จะเช็คที่ transport ว่ามาครบรึป่าว จากนั้นก็จะเป็นข้อมูลมายัง Application
ข้อมูลที่เป็นpackage อาจจะเป็นพวก voice หรือ video ก็ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เช่นเดียวกันก็ต้องถูกแบ่งออกมาเป็น packet
IP address คือ ที่อยู่ของคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมีขนาด 32 bit หน่วยตัวเลขมีตั้งแต่ 0 ถึง 255
ทุกอุปกรณ์ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะต้องมี IP address ซึ่งตามหลักจะต้องไม่ซ้ำกัน แต่ในทางปฏิบัติก็มีการแชร์ IP address วิธีการก็คือ มีการสร้าง internal IP address พูดง่ายๆคือ ผ่าน protocol
ปัญหา: มีจำนวน IP address ไม่พอ จึงเป็นที่มาของการmove จาก version 4 มาเป็น version 6
IP address แบ่งได้เป็น
1) Static address เป็น IP address ที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยปกติใช้กับ serverทั้งหลาย
2) Dynamic address ใช้กับที่บ้านจากการ log in ในกรณีเชื่อมต่อ สมมุติที่บ้านมี True , TOT เมื่อเชื่อมต่อทาง server จะassign IP address มาให้ชั่วคราว
Domain name คือ รูปแบบของ IP address ที่แสดงในรูปแบบของตัวอักษร
สาเหตุที่มี Domain name เนื่องจากว่าโดยปกติคนทั่วไปยากที่จะจำตัวเลขได้ จึงมีการออกแบบให้ออกมาในรูปแบบตัวอักษร ทุกครั้งที่พิมพ์ Domain name ไปบน web browser Domain name จะต้องกำหนดเป็น IP address เพื่อที่ว่า packet จะได้รู้ว่าจะต้องท่องเที่ยวไปยังdestination ไหน
Domain name ในปัจจุบันเป็นชื่อของเว็บไซด์ ใน Domain name มีระดับชั้นที่แตกต่างกัน
ในส่วนของชั้นบนสุด top level ก็คืออะไรก็ตามที่อยู่หลังจุด เช่น .com ,.net,.org,.edu
จากนั้นก็ไล่เรียงลงมาเป็น second level เช่น google.com
ความแตกต่างระหว่าง Domain name กับ URLS
URLS ย่อมาจาก Uniform Resource Locator คือ เป็นที่อยู่ของ web page ซึ่งก็รวมไปถึง .html ต่างๆ
ประเภทของ domain name ในปัจจุบัน แบ่งออกมาเป็น 3 ประเภทหลักๆ
1. Unsponsor เป็น domain name ที่ไม่มีเจ้าของโดยตรง เช่น .com (มาจาก commercial ที่มีจุดประสงค์เพื่อการค้า), .net ใช้เกี่ยวกับสมาคมต่างๆ, .org ใช้กับองค์กร ซึ่งโดยปกติจะรวมถึง non-profit, .info
2. Sponsor คือ เป็นองค์กรที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายขององค์กร เช่น .asia, .aero, .travel, .museum
3. Country level domain name เป็น domain name ของประเทศนั้นๆ เช่น .th ของประเทศไทย, .myของมาเลเซีย,.la ของประเทศลาว,.ca ของแคนาดา
องค์กรที่ควบคุมเกี่ยวกับการกำหนด domain name คือ ICAN (Internet Corporation or Assignment Number) คอยดูว่าdomain name ที่ออกมาควรเป็นรูปแบบไหน และประเทศไหนควรจะได้ domain name อะไร
Domain Name Server (DNS)

ทำหน้าที่ในการเช็คว่า domain name ที่เราพิมพ์ไป มันmatch กับ IP address อะไร จากนั้นก็จะนำส่ง packet ไปยัง IP address ที่ถูกต้อง
การตั้งชื่อ domain name ในปัจจุบันมีความสำคัญ เพราะมีความสำคัญทางการตลาดเนื่องจากว่าจะทำให้คนจดจำได้ง่าย domain name ที่จำได้ยากก็อาจจะทำให้เสียโอกาสทางการตลาด
www.wordoid.com เป็นเว็บที่ช่วยในการต้งชื่อ domain name
URL
คือ ที่ตั้งของ web page นั้นๆ ตัวบ่งบอกที่อยู่ (Address) ของไฟล์หรือเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ต โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.Current Unsponsored TLDs ยกตัวอย่างเช่น
.com
.gov
.info
.net
2.Current Sponsored TLDs ยกตัวอย่างเช่น
.asia
.jobs
.museum
.travel
Domain Name Server (DNS)
.jpg)
Domain Name Server (DNS) คือสิ่งที่นำมาอ้างถึงหมายเลขเครื่อง หรือ หมายเลข IP Address เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ DNS จะทำหน้าที่คล้ายกับสมุดโทรศัพท์ คือ เมื่อมีคนต้องการจะโทรศัพท์หาใคร คน ๆ นั้นก็จะต้องเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของคนที่ต้องการจะติดต่อคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน เมื่อต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น เครื่องนั้นก็จะทำการสอบถามหมายเลข IP ของเครื่องที่ต้องการจะสื่อสาร กับ DNS server ซึ่งจะทำการค้นหาหมายเลขดังกล่าว ในฐานข้อมูลแล้วแจ้งให้ Host ดังกล่าวทราบ
ประเภทของdomain name
1. ไม่มีเจ้าของโดยตรง เช่น ดอทคอม ดอทเน็ต(สมาคมต่างๆ ) ดอทเน็ต(การค้า)
2. มีสมาชิกอยู่ในองค์กร
3. โดเมนเนมของประเทศนั้นๆ
ICAN คือ องค์กรที่กำหนดโดเมนเนม ดูว่าประเทศไหนควรได้ระดับไหน โดเมนเนมอะไร
การตั้งชื่อโดเมนเนม
มีความสำคัญทางการตลาด เนื่องจากจจะทำให้จำได้ง่าย
www.wordoid.com ใช้เช็กดูโดเมนเนม
ISPs (Internet Service Providers) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
การให้บริการในปัจจุบันมีการให้บริการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) Narrow Brand ได้แก่พวกการใช้อินเทอร์เน็ตบนสายโทรศัพท์แบบดั้งเดิม ซึ่งความเร็วจะอยู่ที่ 56 Kbps
2) Broad Band ได้แก่สายเคเบิ้ล DSL สาย Lead Line คือสายที่องค์กรเช่าจาก ISP ซึ่งจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับinternet ซึ่งราคาค่าใช้จ่ายในการเช่าจะแพงกว่าค่าบริการทั่วไป เนื่องจากมีการเชื่อมสัญญาณโดยตรงจากทางผู้ให้บริการ
Broad Brand
• DSL มีความเร็วสูง โดยใช้เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์
• Cable Modem เป็นอินเทอร์เน็ตที่มากับ Cable TV
• T1 and T3
• Satellite ใช้ช่องทางดาวเทียมเพื่อสื่อสาร
รูปแบบในการเข้าถึงเข้าถึงได้เป็น
1. internet ทุกคนเข้าถึงได้หมด
2. intranet ระบบเครือข่ายภายในองค์กร ต้องมี vpn, firewallเช่นระบบเช็คเกรดในนิด้า
3. extranet ระบบเครือข่ายระหว่างองค์กร ระหว่างลุกค้า
ทั้งหมดนี่เหมือนกันโดยจะใช้มาตราฐาน TCP/IP แต่จะ ต่างกันที่การเข้าถึงของข้อมูล
ใครเป็นเจ้าของ Internet ?
อินเตอร์เน็ตนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ว่ามีองค์กรที่คอยกำหนดมาตรฐานองค์กรแรกเป็นองค์กรเกี่ยวกับการ Assign domain name คือ ICANN ซึ่งค่อนข้างเป็นที่รู้จักนะครับ แล้วก็จะมีองค์กรอย่างเช่น ที่สร้าง standard เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมมิ่งใช้ภาษาโปรแกรมมิ่งในรูปแบบของการสร้างเว็บไซ ด์ อย่างเช่น world wide web consortium คือเป็นผู้สร้างภาษากำหนดมาตรฐานของ web เช่น html xml ต่างๆ IETF ก็เป็นการกำหนดมาตรฐานทางระบบเครือข่าย
การพัฒนาของเว็บ
• Internet เป็น Platform ของทุก Application webก็เป็นหนึ่งใน Application ของ Internet web
• ปี 1993 Marc Andreessen ก็คิดค้นเว็บเบราเซอร์อันแรกของโลกคือชื่อว่า Mosaic
• ปี 1994 Andreessen กับ Jim Clark ก็ได้สร้างบริษัทชื่อ Netscape และNetscape navigator
• ปี 1995 เดือนสิงหาคม Microsoft ออก Internet Explorer
Mosaic

อันนี้ก็คือรูปร่างของ Mosaic สมัยก่อน จะเห็นได้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก
Hypertext
ปฏิวัติการเข้าถึงข้อมูล ทำให้สามารถ link กันได้ เรียกว่า Hyper link
Web Severs
ซึ่งในเว็บ server ก็จะต้องมี software ที่ใช้ในการบริหารเว็บเพจ ในปัจจุบัน software ที่ได้รับความนิยมมาก ก็คือ Open source ที่ชื่อว่า อาปาเช่
Web browsers
ในปัจจุบันหลักๆ market share อันดับหนึ่งก็คือ IE แต่ Firefox ก็ถือว่า Open source ที่มาค่อนข้างแรง นอกจากนั้นก็มี Google’s Chrome Opera Safari ปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะ Apple แล้ว ปัจจุบันก็มีของ Windows แล้วด้วยในส่วนของ Safari
Trend
• Convergence (การหลอมรวมข้อมูล) มี 4 ประเภท คือ
1.Device convergence (การหลอมรวมของproduct) ซึ่งแต่เดิมกล้องคือกล้อง videoก็คือ video
2.Network convergence แต่เดิมมีการแยกกัน แต่ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงกันของnetworkต่างๆ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงกันระหว่างมีสายกับไร้สาย
3.Content convergence หรือ Data convergence มีการหลอมรวมของเนื้อหา—เนื้อหาเดียวกันสามารถใช้ได้หลายเครือยข่ายรวมไปถึงข้อมูลภาพ video เสียง ที่ปัจจุบันหลอมรวมกันเข้าด้วยกัน
4. lifestyle convergence ซึ่งจะรวม Online และ Offline ไว้ด้วย
• Broadband
เป็นตัวชี้วัดความพัฒนาของประเทศในปัจจุบัน ทั้งมีสาย และไร้สาย เนื่องจาก content ปัจจุบันเป็น multimedia ที่ต้องมีการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก
• Broadband wireless
ไร้สาย—3G 4G WiMax, Wi-Fi
• Web 2,0
ตั้งแต่ 2006 เป็นต้นมา เนื้อหาส่วนใหญ่บนเว็บจะเกิดจาก user –เป็นผู้สร้างข้อมูลและบริหารข้อมูล
ประเด็นปัญหาในปัจจุบัน
• internet abuse
การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน มันจะไปลดประสิทธิภาพในการทำงานรึป่าว ประเด็นนี้ถือว่ายังถกเถียงกันอยู่
• internet addition
เป็นการที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา Informania เป็นโรคที่ต้องบริโภคข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เช่น BB
• net neutrality
มีการ charge ราคาไม่เท่ากันตามมากน้อยจำนวนที่ใช้งาน
• law
อินเตอร์เน็ตเป็นรูปแบบที่การบังคับใช้กฎหมายทำได้ยาก ที่บราวเซอร์อยู่คนละที่กับผู้ที่กระทำความผิด เช่นกฎหมายระหว่างประเทศ ระหว่างผู้ใช้ ผู้ได้รับผลกระทบ และ server
• digital device
ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง internet
เพิ่มเติมเรื่อง 3.9G
3.9G ประเด็นคือ กทช กำหนดหลักเกณฑ์ในการได้มาของใบอนุญาต คือ การประมูล ผู้เข้าประมูล nคนจะได้จำนวนn-1 ใบ และสูงสุด 3 ใบ นั่นคือหากมีคนเข้าประมูล 3 คน ก็จะมีใบนึงสูญเปล่า
ประวัติเริ่มแรก ก่อนปี40 โทรคมนาคมเป็นกิจการของรัฐ ทำโดยองค์การสื่อสารแห่งประเทศไทย และโทรศัพท์ ต่อมาแปลงเป็นรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ 100% ต่อมามีการตั้งองค์กรอิสระ คือ กทช และ กสช เพื่อป้องกันการแทรกแซงของรัฐ ซึ่ง3Gเป็นข้อตกลงที่ต้องทำร่วมกันระหว่าง 2หน่วยงาน หลังปฎิวัติให้ยกเลิก กทช และกสช เหมือนยุบรวมเป็น กสทช (ซึ่งจะเกิดขึ้นปลายปีนี้) ดูแลโทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ กระจายเสียง ตอนนี้ กทช เลยเป็นผู้ดูแลแทน
โดยแต่ละประเทศมีขั้นตอนที่แตกต่างกันในการได้มาซึ่งใบอนุญาต 3G ทำให้บางประเทศที่ใช้หลักเกณฑ์ประมูลมีบริษัทที่ต้องล้มละลายเนื่องจากการแข่งขันสูงมาก จนราคาสูงเกิน(ราคาเริ่มประมูล)ไปมาก แต่ต่างจากญี่ปุ่นที่ดูจากBusiness model ว่าจะทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้มากสุด ก็จะมีการเลือกบริษัทนั้นให้ทำ
ตอนนี้ทุกคนมองว่า3Gเปนขุมทรัพย์ ซึ่งใช้ประโยชน์ได้จากหลายอุตสหกรรม เช่น แบงค์ (mobile banking), entertainment (ดูทีวีผ่านมือถือ) แต่คนไทยส่วนมากยังใช้ในลักษณะvoiceเป็นส่วนมาก การของ 3G หมายถึงเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงเนตไร้สายรูปแบบอื่นที่จะตามมาอีกมาก
คิดว่าถ้าใบอนุญาตราคาสูงถึงหลักหมื่นล้าน ทำให้ผลกระทบตกกับผู้บริโภคในเรื่องราคา ราคาที่ กทช กำหนด คือ 12800ล้าน ซึ่งถ้าราคาการเข้าถึงแพง ทำให้ผู้บริโภคอีกกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ (ซึ่งคือปัญหาหลักในไทยในเรื่อง Digital device) การลงทุน3G ไม่ใช่แค่คลื่นความถี่แต่หมายถึงการลงทุนในโครงสร้างbaseอื่นๆด้วย เช่น handset ช่องสัญญาณปัจจุบันของ 3G มีทั้งหมด 60MHz คลื่นความถี่ 2.1GHz ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ของคนทั้งประเทศ
Homework
มีการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดย word economic forum แบ่งได้เป็น โครงสร้างพื้นฐาน, ประสิทธิภาพ, นวัตกรรม ซึ่งไทยอยู่ที่ 36 จาก 133 ประเทศ อันดับลดลงทุกปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรอง สิงค์โปร์, มาเลเซีย เป็นต้น
โดยถ้ามาดูความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีของไทย ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ตมีความสำคัญค่อนข้างสูง เนื่องจากพบว่าว่ามีความสอดคล้องกันกับ GDP ของประเทศโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันรวมไปถึงทรัพยกรมนุษย์ จะเห็นว่าโครงสร้างของเราค่อนข้างตกลง ปัจจุบันในเรื่องความสามรถการแข่งขันของเราค่อนข้างต่ำลง ดัชนีชี้วัดความพร้อมด้านสารสนเทศ ICTไทยตกลงเรื่อยๆ
การใช้โทรศัพท์เป็นรูปแบบ Voice service เป็นหลัก การบริโภคข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีสองรูปแบบ คือ Voice และNon-voiceซึ่งมีส่วนที่มากขึ้น
การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงในผู้ให้บริการ ISPs และผู้ให้บริการโทรศัพทืเคลื่อนที่ สัดส่วนการใช้ Internet ไทยเติบโตขึ้น แต่ก็น้อยกว่าประเทศอื่นมาก จะเห็นได้ว่าไทยเด่นชัดในเรื่องจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งในปัจจุบันตลาดนี้ก็เริ่มอิ่มตัวแล้ว แต่ในเรื่องการใช้Internet ยังน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแล้ว อาจจะบอกได้ว่าการเข้าถึงข้อมูลของคนไทยก็น้อยตามไปด้วย
รายการข่าวเด่นคนดัง : 3G (วันอังคารที่6ก.ค.2553 เวลา19.10-20.00น. ช่อง TNN24)
ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยี 3G ที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ที่กำลังจะมาเป็นเทคโนโลยีขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย แต่ก็ยังคงมีข้อถกเถียงกันอยู่มากทั้งว่า ราคาประมูลที่อยู่ในระดับ 12,000 ล้านบาทเ หรือการให้สัมปทานเพียงแค่ 10-15 ปียังคงน้อยเกินไป การใช้กติกาที่ให้มีผู้ที่ได้สัมปทานจำนวน n-1 ราย จึงเป็นประเด็นในการพูดคุยในวันนี้ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกสิ่งสะท้อนไปในทางเดียว โปร่งใส เรียบง่าย ที่จะไม่ทำให้ประเทศเราล้าหลังอีกต่อไป
วิทยากรรับเชิญ 1.รศ.ดร.ถวิล พึ่งมา รักษาการอธิบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
2.ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน เจริญ คณะบริหารธุรกิจสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)
ความเป็นมา
ถวิล– เริ่มต้นในยุคแรกคือระบบ 1G ที่ยังคงใช้เป็นระบบ Analog จากนั้นระบบสอง 2Gที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นระบบ Digital และสิ่งที่กำลังจะเข้ามาก็คือระบบ 3G ที่จะให้การสื่อสารเราเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน รูปภาพ ข้อมูล การเชื่อมต่ออินเนอร์เนต จะเข้ามาสู่ในชีวิตประจำวัน และในอนาคตก็คือระบบ 4G หรือที่เรียกว่า Wide band (ต่างประเทศเริ่มหันมาสนใจแล้ว)
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน– ระบบ 3G นั้นจะทำให้โทรศัพท์กลายเป็นคล้ายๆคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่โดยมีการคาดการณ์ว่าการเข้ามาของระบบนี้จะทำให้ GDP เพิ่มขึ้นถึง 1% โดยในอดีตนั้น บริษัท DOKOMO ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ใช้ระบบ3Gรายแรกของโลกได้เคยมาทดลองในประเทศไทยแต่ตอนนั้นไทยยังไม่พร้อมเท่าที่ควร ปัจจุบันต่างชาติมองว่า3Gนั้นไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แล้ว เราจัดว่าค่อนข้างช้าเกี่ยวกับ3Gแต่ก็ถือว่าไม่สายไปซะทีเดียว จากข้อมูลพบว่า โครงสร้างสาธารณูปโภคของเราถือว่าแย่ ทำให้นวัตกรรมเราเกิดขึ้นน้อย โดยโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะเป็นตัวชี้วัดหลักในการเทียบประเทศที่พัฒนากับไม่พัฒนาซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ จากข้อมูล ไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 21 ล้านคน แต่จำนวนผู้ใช้เนตยังคงมีจำนวนน้อย ซึ่งเทคโนโลยี3Gจะเป็นการทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์จะทำให้เหมือนใช้อินเทอร์เนตได้
การประมูล License และผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
ถวิล–ถ้าเราจะใช้ 3G ในการ
บริการประชาชน ราคาประมูลก็ไม่ควรจะแพง ถ้าราคาแพงผู้ประมูลก็ต้องมาเก็บเงินกับผู้ใช้ ถ้ามีการให้บริการที่ราคาถูก ก็จะได้ประโยชน์ทางอ้อม เช่น ภาษีจากการที่เศรษฐกิจโตจากเทคโนโลยี ในไทยนั้นการใช้อินเทอร์เนตยังอยู่ในระดับน้อยแต่ถ้ามีระบบการสื่อสารที่ดี การใช้งานก็จะมากตาม เมื่อเกิด3Gขึ้น Application ต่างๆก็จะเกิดขึ้นตามมาเช่นกัน
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน– หลักเกณฑ์ในการได้มาของ License จะมีอยู่2แบบด้วยกัน
1.การประมูล – ตัวอย่างในประเทศอังกฤษ มีการประมูลจนราคาสูงมากจึงเป็นผลให้บริษัทล้มละลาย อีกทั้งการที่มีราคาประมูลสูงผู้บริโภคจะเป็นคนรับภาระ เนื่องจากการลงทุนที่สูงทั้งค่า License รวมทั้งค่าลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และในไทยนั้น Digital Divide ของเราสูงผู้ลงทุนก็ยิ่งจะเลือกไปลงทุนในที่ๆคิดว่าบริษัทจะได้ผลประโยชน์สูงสุด ทำให้เกิดการไม่ทั่วถึงของเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น
2.Beauty contest – จะเป็นการพิจารณาคัดเลือกโดยการดูแผน,Business Model, รวมถึงความเหมาะสมในด้านต่างๆของบริษัท
ถวิล–การที่มีค่าประมูล License เยอะนั้นจะทำให้บริษัทเหลือเงินทุนน้อย แล้วจะส่งผลให้การบริการไม่ดีเท่าที่ควร และทำให้ลงทุนได้ไม่ทั่วถึง-โดยรัฐบาลอาจจะเก็บเงินค่าประมูลไม่ต้องมาก แต่เก็บเป็นรายปีแทน โดยถ้าผู้ประกอบการได้กำไรมากก็เก็บส่วนแบ่งกำไรนั้นมาก โดยวิธีนี้คำนวณได้และคิดว่าคุ้มค่าและรัฐบาลต้องคอยควบคุมให้ลงทุนกระจายให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายในอีกทางด้วย
-ในประเด็นเรื่องการโอนย้ายลูกค้าจาก2Gเป็น3G เป็นธรรมชาติที่ว่าเมื่อมีระบบที่ดีกว่าลูกค้าก็จะย้ายเอง ถ้าทางรัฐบาลเก็บค่าประมูลมากๆการโอนย้ายก็จะลำบาก เพราะว่าคนจะเข้าถึงไม่ได้และสุดท้ายคนก็ยังคงใช้ระบบ2Gอยู่ดี ทางออกคือต้องติดตั้ง3Gให้เร็วที่สุดแล้วทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายที่สุดด้วย
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน–ประเทศเพื่อนบ้านมี 3G กันหมด ทั้งที่ๆทรัพยากรต่างๆของประเทศเพื่อนบ้านนั้นด้อยกว่าไทย ในประเทศเวียดนามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เนตมีจำนวนแซงไทยแล้ว แต่เนื่องจากในประเทศไทยมีโทรศัพท์ถึง 66 ล้านหมายเลขจึงเรียกได้ว่าเป็นโอกาส โดยระบบบริการจะแบ่งเป็นสองระบบคือ
Voice service คือรูปแบบบริการ โทรเข้า-ออก โดย90%ของประเทศไทยคือรูปแบบนี้
Nonvoice service คือรูปแบบอื่นๆเช่น รูปภาพ อินเทอร์เนต sms
โดยระบบ 3G จะเข้ามาสู่ระบบ Nonvoice service เมื่อมีคนเริ่มใช้มากขึ้น อุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆก็จะสามารถยกระดับการแข่งขันได้
ถวิล –ในต่างประเทศการลงทุน3Gนั้นลงทุนไปได้ประโยชน์ คนเลยใช้กันมาก ถ้าไทยอยากประสบความสำเร็จก็ไม่ควรเก็บค่าบริการสูง ซึ่งถ้ามีราคาถูก Network จะเกิดเร็ว แล้ว Application ต่างๆนั้นจะเกิดตามแล้วก็จะส่งผลให้คนใช้เยอะตาม ซึ่งถ้าในอดีตรัฐบาลปล่อยคลื่นให้โดยไม่ต้องประมูลตอนนี้ไทยก็สามารถใช้3Gกันไปได้ตั้งนานแล้ว
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน –ประเด็นที่ว่าถ้าราคาประมูลราคาสูงจะเกิดสิ่งใดขึ้น มีการคาดการณ์ว่าราคาประมูลในครั้งนี้อาจจะไปไกลถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าลงทุน ที่บริษัทจะต้องทำการลงทุนต่างหากอีก ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคจะต้องรับภาระราคาที่สูง ซึ่งในต่างประเทศบางบริษัทได้เคยมีการล้มละลายมาแล้ว จากสถิติมี 29ประเทศที่ใช้การประมูล และมี 50 ประเทศที่ใช้วิธี Beauty contest โดยในประเทศญี่ปุ่นนั้นรัฐบาลให้สัมปทานฟรีๆ โดยถ้ารัฐบาลมองถึงตัวประชาชนเป็นหลัก ก็เป็นการดีที่จะมองถึงวิธี Beauty contest โดยจะดูถึงแผน Business Model และกำแพงราคาเป็นตัวพิจารณาประเด็น n-1 รวมถึงการนำไปใช้จริง
ถวิล –การประมูลสามารถมารวมกับวิธี Beauty contest ได้ ซึ่งอาจจะดูตัวบริษัทก่อนแล้วค่อยเรียกประมูลก็ได้
ส่วนการใช้วิธี n-1 นั้นจะทำให้ราคาสูงขึ้นเนื่องจากจะเกิดการแย่งประมูลกัน
ส่วนถ้าใช้วิธี n+1 นั้นจะทำให้ราคาต่ำ คือ ให้มีผู้ประกอบการใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกราย ซึ่งก็จะทำให้ผู้ลงทุนมีเงินเหลือในการลงทุน แล้วค่อยมาเก็บส่วนแบ่งที่เป็นกำไรเพิ่มเติม อาจจะ30% หรือ 50%
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน–ในหลายประเทศมีการ over estimate จนทำให้เกิดปัญหา อีกทั้ง ยังมีเทคโนโลยีทดแทน เช่น WimaxWiFiซึ่งเป็นประเด็นว่าเราประมูลค่าความถี่3Gสูงไปหรือเปล่า อีกทั้งเราต้องศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ด้วย ถ้าเรายังใช้สมมติฐานเดิมของ2Gมาใช้3Gก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ถ้ามองที่ราคาประมูลของไทยนั้นเริ่มที่ 12,800 ล้านบาท ซึ่งจัดได้ว่าเป็นราคาที่เทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีมูลค่าเยอะกว่ามาเลเซียจึงเป็นประเด็นทีน่าสนใจ
ถวิล– จากคำกล่าวที่ว่า “ถ้า กทช ไม่ใช้วิธีการประมูล ก็จะอธิบายสังคมลำบากในเรื่องกฏเกณฑ์การคัดเลือก”ในกรณีถ้ารัฐบาลได้เงินก้อนแล้ว แล้วต่อจากนี้ 15 ปีจนหมดอายุLicense จะมีการควบคุมอย่างไรในด้านราคา จะเก็บสูงเท่าไหร่ก็ได้หรือเปล่า โดยที่รัฐบาลจะดูแลอย่างไร ถือว่าเป็นโชคดีที่ประเทศเพื่อนบ้านยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ค่อยดี ไม่อย่างนั้นประเทศเหล่านี้ที่มี 3G มาก่อนก็อาจจะพัฒนาล้ำหน้าไปไกลแล้ว
ผศ.พ.ต.ต.ดร.ดนุวศิน– ถ้าราคาประมูลสูง ภาระก็จะตกกับผู้บริโภค ถ้าการใช้3Gไม่ประสบผลขึ้นมา คนก็จะยังคงใช้2Gอยู่เหมือนเดิม แล้วผู้พัฒนาก็จะไม่พัฒนา Content ต่างๆ ในกรณีประเทศญี่ปุ่น ตอนเปลี่ยน 2G เป็น 3G ใหม่ๆประมาณ 90% ของการทำ E-Commerce จะทำผ่านโทรศัพท์เคลื่อนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยน Lifestyle ไปโดยสิ้นเชิง
ถวิล – ถ้าราคาของ 3G มีราคาใกล้เคียงกับ 2G แน่นอนว่าผู้ใช้จะหันมาเปลี่ยนเป็น 3G อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะใช้วิธี เก็บเงินตามการใช้งาน Application ใช้แค่ไหนก็เก็บแค่นั้น ซึ่งถ้าคนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี3Gได้สะดวกผู้คนก็จะไม่ใช้
กล่าวโดยสรุป การพัฒนาประเทศ จะพึงพอใจแค่เพียงเทคโนโลยีในปัจจุบันหรือ 2G ไม่ได้ การเอาเทคโนโลยี 3 G เข้ามาใช้ จะช่วยให้ประเทศสามารถพัฒนาได้ในหลายๆด้าน และจะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม หากมีการใช้วิธีที่เหมาะสมในการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการรายต่างๆอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
ศึกษาและวิเคราะห์ตลาดผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ระบุจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยง
ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย (ISP) ปัจจุบัน มีทั้งหมด 20 รายดังนี้

โดยมีผู้นำตลาดคือบริษัท True ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และถ้ารวม True, TOT และ TT&T เข้าด้วยกัน จะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90%

พฤติกรรมการใช้บริการอินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงในปัจจุบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2551 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 16.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 13.4 ล้านคน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากมุมมองของการเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศกลับพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อประชากรอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียด้วยกันเพราะโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง
ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า การสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี2552 มีผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม ประจำปีนี้ทั้งหมด 11,991 คน และมีคำถามพิเศษเกี่ยวกับพฤติกรรมการติดตามข่าวออนไลน์ โดยมีผลการสำรวจที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้
พฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตที่แตกต่างจากปีก่อนๆ คือ
ลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม: ในปีนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้ามาตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตจากแต่ละสถานที่: สัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การใช้จากที่ทำงานมีสัดส่วนลดลง
รูปแบบในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: เป็นที่น่าสังเกตว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปีนี้มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา
ปัญหาของการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง: ปัญหาของการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่พบมากที่สุด คือ ความเร็วของการให้บริการไม่ตรงตามที่ระบุไว้
กิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ต: ผู้ตอบแบบสอบถามในปีนี้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (e-learning) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่การค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
พฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่แตกต่างจากการสำรวจในปีก่อนๆ คือ
ช่วงเวลาที่ใช้อินเทอร์เน็ต: ส่วนใหญ่ผู้ตอบยังระบุว่าใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในช่วงเวลา 20.01 น. – 24.00 น.
ปัญหาที่พบจากการใช้อินเทอร์เน็ต: พบว่า ปัญหาเรื่องไวรัสยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความล่าช้าในการรับส่งข้อมูลซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการมีแหล่งยั่วยุทางเพศโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อมีผู้ตอบเป็นลำดับสามลดลงจากปีที่ผ่านมา
พฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย คือ การซื้อสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต: พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการซื้อสินค้าหรือ บริการออนไลน์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยการสั่งซื้อหนังสือและสั่งจองบริการต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ตั๋วภาพยนตร์ โรงแรม ยังคงได้รับความนิยมในอัตราที่สูง ขณะที่การสั่งซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ตในปีนี้มีสัดส่วนลดลง
เหตุผลที่ไม่ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต: ผู้ตอบแบบสอบถามในปีนี้ระบุว่าการไม่ไว้ใจผู้ขาย เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่ซื้อสินค้า สำหรับประเด็นทางด้านอินเทอร์เน็ตที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ ประเด็นเรื่องไวรัสและการรักษาความมั่นคงของเครือข่ายเป็นประเด็นที่ผู้ตอบได้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งจะสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการใช้อินเทอร์เน็ต รองลงมาคือการกระจายความทั่วถึงของบริการอินเทอร์เน็ต และการป้องกันแก้ไขปัญหาการหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนที่การป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ต ได้รับความสำคัญเป็นลำดับที่สาม
พฤติกรรมการติดตามข่าวออนไลน์: ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มให้ความสำคัญกับการบริโภคข่าวผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตในฐานะเป็นสื่อทางเลือกใหม่เพิ่มมากขึ้น จากผลการสำรวจ พบว่า ผู้ที่ตอบว่าติดตามข่าวออนไลน์มีมากถึงร้อยละ 88.5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดตามข่าวออนไลน์ควบคู่กับสื่อกระแสหลักเช่นหนังสือพิมพ์รายวัน โดยรูปแบบของการติดตามข่าว
ออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ การอ่านข่าวและแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บบอร์ด รองลงมาคือการอ่านข่าวผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ซึ่งประเภทของข่าวออนไลน์ที่ได้รับความสนใจติดตามมากที่สุด คือ ข่าวการเมือง รองลงมา คือข่าวสังคมและเหตุการณ์ทั่วไป
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ติดตามข่าวออนไลน์ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือ
ความสะดวกในการเข้าถึงข่าว และความมีอิสระในการบริโภคข่าว แต่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อถือต่อการนำเสนอข่าวสารผ่านทางสื่อโทรทัศน์มากที่สุด จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการติดตามข่าวออนไลน์พบว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการติดตามข่าวออนไลน์ คือ ขาดการกลั่นกรอง การนำเสนอข่าวที่เป็นอันตรายต่อเยาวชนไทย
ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า “สำหรับแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในปีหน้านั้น จะมีการขยายตัวของการใช้อินเทอร์เน็ต
เพื่อการติดตามข่าวสารและข้อมูลรวมถึงการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่พกพาที่รองรับการให้บริการข่าวออนไลน์และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่หลากหลาย เช่น เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Reader) สมาร์ตโฟน และพีดีเอโฟน เป็นต้น อันจะนำมาซึ่งการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัลของไทยอีกมากและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอุดมปัญญาของประเทศในอนาคต จึงเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการกระตุ้นและพัฒนาให้เกิดการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิทัลและแอพพลิเคชั่นที่มีคุณภาพ รวมถึงแนวทางการกลั่นกรองความเหมาะสมของเนื้อหาดิจิทัล โดยไม่ให้กระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีของภาคประชาชน และให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนภายในประเทศ”
ที่มา http://thaiview.wordpress.com/2010/01/16/thailand-internet-user-profile-2009/
SWOT Analysis
Strength:จุดแข็งหลักของระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยคือ การพัฒนาเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายตามความต้องการ และมีราคาถูกลงตามสภาพการแข่งขันและ Economy of Scale
Weakness: พื้นที่ยังไม่ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ยังใช้ได้แค่ในเขตเมือง ทำให้มีคนอีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้โดยเฉพาะในเขตต่างจังหวัด ที่การวางโครงข่ายยังไม่สามารถเข้าไปได้อย่างทั่วถึง เพราะประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่อประชากรอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
Opportunity: เทคโนโลยี 3G, Wimax ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยเร็วๆนี้ สามารถครอบคลุมคนได้มากขึ้น เพราะเป็นระบบไร้สาย และช่วยลดข้อจำกัดในการขยายเครือข่ายในต่างจังหวัด ซึ่งยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก
Threat:
มีการให้บริการ internet free ตามสถาบันการศึกษาและ green wifi ซึ่งถ้าต่อไปมีการกระจายพื้นที่การให้บริการและมีการพัฒนาความเร็วเพิ่มมากขึ้นจะทำให้เป็นการดึงลูกค้าจากผู้ให้บริการรายหลักเหล่านี้ รวมถึงปัญหาด้านการเมืองและผลประโยชน์ ที่คอยขัดขวางไม่ให้เทคโนโลยีขยายตัว เช่น โครงการ 3G มีปัญหาด้านผลประโยชน์กันมาอย่างยืดเยื้อ ยาวนานและยังหาทางออกไม่ได้เสียที











