Scribe Book 2 [Part 2] Hardware-Software & Apple 2010

Hardware

ประเภทของ computer hardware แบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ๆคือ
1. Input Devices : อุปกรณ์ในการนำเข้าข้อมูลสู่คอมพิวเตอร์เช่น
• เม้าส์
• คีย์บอร์ดซึ่งมาตรฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือ QWERTY KEYBOARD ,infrared keyboard ใช้กับPDA,โทรศัพท์
• STYLUS-ปากกาที่ใช้ใน Tablet,PDA
• Microphone นำข้อมูลเข้าในลักษณะเสียง

2. Processing Devices : อุปกรณ์ในการประมวลผล ทำหน้าที่แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย เช่น ซีพียู หรือหน่วยประมวลผลกลาง
3. Output Devices : อุปกรณ์การนำเสนอข้อมูล ข้อมูลในการนำเสนอข้อมูลจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Soft Copy คือ การนำเสนอข้อมูลผ่านทางจอมอนิเตอร์เป็นหลัก และ Hard Copy นำเสนอในรุปแบบเป็นกระดาษ
4. Storage Devices : อุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย ๆคือ การเก็บข้อมูลระหว่างที่ คอมพิวเตอร์ใช้งานอยู่ เช่น RAM, ROM และการเก็บข้อมูลแบบที่ข้อมูลที่เก็บจะไม่สูญหายไปแม้ว่า com จะไม่มีการใช้งานเช่น CD-ROM , hard-disk,DVD

Binary Language -Computer จะเก็บข้อมูลเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ มีตัวอักษรแค่ 2 ตัวคือ 0,1 เรียกว่า binary language ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น page,รูปภาพ,VDO ข้อมูลเหล่านั้นจะต้องถูกแปลงออกมาในรูปของ binary language เพื่อที่คอมพิวเตอร์จะสามารถนำไปใช้ในการประมวลผลได้
• หน่วยของคอมพิวเตอร์ที่เล็กที่สุดคือหน่วยที่เรียกว่า Bits รองลงมาคือ Bytes โดย 8Bits = 1 Bytes
• หน่วยในการเก็บข้อมูลจะใช้หน่วยของ Bytes
• อุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลกลางหลัก ๆคือ CPU ซึ่ง CPU จะตั้งอยู่บน Mother board ซึ่งใน Mother board จะมีอุปกรณ์อื่น ๆเช่น RAM ROM พวก Expansion port ต่าง ๆ
• Mother Board คือ ที่ตั้งของ CPU,RAM,Expansion Cards เช่นพวก Video Cards, Sound Card ต่าง ๆ
• CPU เป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ใช้ในการประมวลผลทุกอย่าง ในทุกกระบวนการประมวลผลที่มีการคำนวณ รวมถึง CPU ใช้ในการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วย CPU ในปัจจุบัน ที่บริษัทที่ผลิต PC หลัก ๆคือ Intel, Market Share 70% ต่อมาคือ AMD
• องค์ประกอบหลักของ CPU คือ transistor
• Transistor คือ หน่วยประมวลผลย่อยใน CPU
• จำนวนของ Transistor มีผล ยิ่งจำนวนมากยิ่งทำให้ความเร็วในการประมวลผลสูงตามไป
• หน่วยวัดความเร็วของ CPU คือ Hz คือ จำนวนคำสั่งต่อวินาที ที่ CPU นั้น ๆ สามารถที่จะประมวลผลได้ อย่างเช่นเวลาพูดถึง 2GHz คือ CPU นั้นจะสามารถประมวลผล 2000 คำสั่งต่อวินาที คือเป็นรอบของการประมวลผลในการใช้คำสั่ง
• Clock speed คือ จำนวนคำสั่งต่อวินาที

มีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่มีบทบาทค่อนข้างสูงในวงการ IT คือ Moore’s Law มาจากผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ชื่อ Gordon Moore ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานในปี 1969 ว่าความเร็วของ CPU จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุก 18 เดือน โดยที่ราคาลดลง ปรากฎว่ากฎของมัวร์เป็นจริงมาตลอดตั้งแต่ปี 1969 จนถึงปัจจุบัน ความหมายคือ ถ้าเกิดเราซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผล 2 GHz วันนี้ ราคา 20,000 บาท ใน 18 เดือนต่อมาในราคา20,000 บาท อย่างน้อยเราต้องสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็ว 4 Hz เราถึงเห็นว่าทำไมทิศทางของตลาดฮาร์แวร์มีแนวโน้มราคาที่ถูกลงแต่ความสามารถที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลัก ๆคือ มีเทคโนโลยีตัวนึงเข้าไปช่วยพัฒนาการประมวลผลของ CPU ที่เรียกว่า นาโนเทคโนโลยี
ประเด็นคือ ความเร็วของ CPU ขึ้นอยู่กับ Transistor ที่อยู่ภายใน CPU ในอดีต ทรานซิสเตอร์มีขนาดใหญ่ และก็มีราคาแพง ปี 1970 ทรานซิสเตอร์มีขนาดเท่ากับเส้นผมมีราคา 1$ ปรากฎว่า มีนักวิทยาศาสตร์นาโนเทคโนโลยีมีการดีไซน์ขนาดของทรานซิสเตอร์ให้มีขนาดเล็กลง ถ้าทรานซิสเตอร์เล็กลงเราก็จะสามารถใส่จำนวนทรานซิสเตอร์ในปริมาณที่มกในพื้นที่ขนาดเล็กของ CPU ลงได้ ทำให้ความเร็วในการประมวลผลสูงขึ้น ในปัจจุบัน ทรานซิสเตอร์มีขนาดเท่ากับไวรัส และราคาก็มีแนวโน้มที่ถูกลงด้วย
ปัจจุบันทิศทางการพัฒนา CPU ยังเป็นไปตาม Moore’sLaw อยู่ เพียงแต่ว่ามีข้อจำกัดอยู่คือ เวลาใช้ความเร็วสูง คือความร้อนจะสูงตาม มีการคาดการณ์ไว้ว่า ถ้ากดของมัวร์ เป็นจริงอยู่ ภายในปี 2020 ความร้อนที่ปล่อยออกมาจาก CPU จะเท่ากับความร้อนบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ คงยากที่จะมีอะไรระบายได้ทัน กฎของมัวร์ อาจจะถูกเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างก็แล้วแต่ที่เข้ามาจัดการกับความร้อนที่ออกจาก CPU ณ วันนี้มีการดีไซน์ CPU ออกมาในลักษณะที่อยู่ในรูปแบบอย่างเช่น Double Core คือแทนที่จะใช้ CPU ที่มีความเร็วในการประมวลผลตัวเดียว ก็ใช้ CPU หลายตัวในการประมวลผล

• Expansion Cards หน้าที่หลักคือทำหน้าที่ในการจัดการกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น Sound, Modem, Video(VGA), Network(NIC)
• Video Card ทำหน้าที่แปลงข้อมูลในVDO มาอยู่ในรูปของ Binary Language video card ออกมาพร้อมกับ memory ส่วนตัวของ VDO Card เป็น Memory ที่ใช้เก่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับ VDO เพื่อจะแบ่งเบาภาระของ RAM นอกจากนี้มี CPU ของตัวเองด้วยเรียกว่า GPU (Graphical Processing Unit) ช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลของ CPU ในการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ VDO
• Sound Cards ใช้กับข้อมูลที่เกี่ยวกับเสียง
• Buses Cable ที่ใช้เชื่อมต่อ CPU กับสิ่งอื่น ๆ
• Ports คือ จุดเชื่อมต่อระหว่าง computer กับอุปกรณ์อื่น ๆ โดยปกติประเภทของ Port ขึ้นอยู่กับ ประเภทของอุปกรณ์ที่เราใช้แล้วก็ความเร็วถูกกำหนดโดย port เหมือนกัน

Types of Ports ที่เป็นที่นิยมคือ
- USB มี 2 version USB 1.0 กับ 2.0 ปัจจุบัน USB 2.0 น่าจะแทนหมดแล้ว กำลังจะมี version 3 ออกมาที่ความเร็ว 5Gbps.
- Fire Wire ซึ่งโดยปกติ Video Camera จะใช้
- Ethernet มาตรฐานการเชื่อมต่อเครือข่ายในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีความเร็วอยู่ที่ 1000 Mbps
- DVI ใช้สำหรับเชื่อมต่อ digital LCD Monitors
- Parallel ใช้กับ printer แต่อาจจะหยุดใช้แล้ว เพราะมีความเร็วต่ำ
- Bluetooth กลายเป็นมาตรฐาน Cell Phone, PDA ต่าง ๆ ในการเชื่อมต่อระยะใกล้

Storage Devices อุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล
- Primary Storage หน่วยความจำหลัก เก็บข้อมูลขณะที่คอมพิวเตอร์เปิดใช้งานอยู่ ถ้าคอมพิวเตอร์ปิด ข้อมูลจะหายไป อย่างเช่น cache memory, RAM, ROM
- Secondary Storage หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่ข้อมูลที่เก้บอยู่ในหน่วยคำจำจะถูกเก็บตลอดเวลาแม้คอมพิวเตอร์จะไม่มีการใช้งาน เช่น Harddisk, Flash drive, CD-ROM
• RAM (Random-Access Memory)- ข้อมูลทุกอย่างที่เราเห็นที่หน้าจอถูกดึงจากฮาร์ดดิสค์มาเก็บไว้ที่ RAM สาเหตุที่ต้องเก็บไว้ที่ RAM เพราะ RAM อยู่ใกล้ CPU มากกว่า ในการประมวลผลจะเร็วกว่าที่ CPU จะไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสค์โดยตรง จำนวนของ RAM ขึ้นอยู่กับ Application หรือ Soft ware ที่เราใช้
• ROM -หน่วยความจำหลัก เราจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ ข้อมูลที่อยู่ใน ROM ปกติจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการ boot เครื่องเกี่ยวกับ Basic input output หรือ BIOS
• Cache Memory -หน่วยความจำของ CPU ที่ใช้ในการเก็บคำสั่งที่ CPU ต้องใช้บ่อย ๆ
• Optical Disk Storage -เก็บข้อมูล อ่านข้อมูลโดยใช้แสงเลเซอร์
• Legacy Technology – เป็นรูปแบบของเทคโนโลยีที่มีการใช้งานในอดีตแต่ปัจจุบันหยุดการใช้งานไปแล้ว เช่น floppy fisk, Tape
• Disruptive Technology – เทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ในปัจจุบัน เช่น USB 3.0,LED, 3D
• Output Devices – อุปกรณ์ที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลอย่าง soft copy เช่น มอนิเตอร์
• Printers มี 2 รูปแบบ คือ 1. Impact printers คือ Dot-matrix หมึกไปสัมผัสกับตัวกระดาษ 2. Nonimpact printers

ประเภทของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 7 ประเภทคือ
1. Supercomputer ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน ระดับความซับซ้อนสูงมาก เช่น พยากรณ์อากาศ,สึนามิ
2. Mainframe ใช้ในการเป็น server แชร์ข้อมูลขององค์กร
3. Midrange ใช้ในรูปแบบของ Server ประมวลผลสูง,หน่วยความจำขนาดใหญ่
4. PC เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
5. Network Computer ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับตัว network เพียงป้อนเข้าไปข้อมูลจะลงไปเก็บใน server เช่น ATM
6. Laptop ปัจจุบัน criteria ในการเลือก Laptop เปลี่ยนไป ในอดีตต้องประมวลผลสูง ปัจจุบันเอาแบบกะทัดรัด, Battery Power
7. Handheld รวมเอาฟังก์ชันของโทรศัพท์เข้าด้วยกัน

Law of Mass Digital Storage
ข้อมูลของ Digital เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของทุกปี เพราะมีการเติบโตของ e-commerce, e-business และ ปัจจุบันคือ social network ผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลเองได้ แต่โชคดีอย่างที่ประสิทธิภาพของ hard disk จะเพิ่มขึ้น 65%ต่อปี
- ราคาต่อหน่วยในการเก้บข้อมูลลดลงครึ่งนึงทุก 15 เดือน
ปัจจัยหลักระหว่างการตัดสินว่าใครเป็นผู้แพ้ผู้ชนะในอุตสาหกรรม IT บริษัทใดสร้าง network effect ได้ จะเป็นผู้ชนะใน อุตสาหกรรม IT เพราะจะเป็นการสร้างมาตรฐานให้เกิดขึ้น
Network effect คุณค่าของระบบใดก็แล้วแต่ มันขึ้นอยู่กับจำนวนของคนที่เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบนั้น ๆ หรือจำนวนคนที่ใช้ระบบนั้น ๆ ในการที่เพิ่มจำนวนผู้ใช้ขึ้นแทบจะไม่ก่อให้เกิด cost ใด ๆ ต่อองค์กร แต่มันเข้าไปสร้างประโยชน์มหาศาลกับผู้ที่เข้ามา join เครือข่าย ๆนั้น ๆ เช่นเราเลือกใช้เฟซบุคมากกว่าไฮไฟว์เพราะเพื่อนเราส่วนใหญ่เล่นเฟซบุค การที่ผู้ใช้จะใช้อะไรก็แล้วแต่ก็ดูว่าคนเข้ามาเชื่อมต่อมากน้อยเพียงใด
ทิศทางของฮาร์ดแวร์มีมาตรฐานมากขึ้น มีแนวโน้มลดลงซึ่งสวนทางกับซอฟท์แวร์ แต่การลงทุนโดยหลัก ๆ มี 2 ประเภท คือ First time cost คือ costที่ได้มาซึ่งระบบ IT ไม่ว่าจะเป็น hardware, software หรือ Network ต่าง ๆ First time cost นี่โดยทั่วไปอยู่ที่ 20% ของ Total Cost of OwnerShip ส่วนอีก 80% จะไปอยู่ในเรื่องของพวก training, risk management , maintenance, upgrade etc.

Moore's Law

ในปีนี้กฏของมัวร์ได้มาครบรอบ 45 ปี ในวัน 28 เมษายน 2553 มัวร์ได้ทำนายไว้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว โดยการทำนายที่ว่านี้ ถือเป็นกฏของมัวร์ (Moore Law) โดย Gordon Moore เป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งบริษัท Intel ขึ้นมา ได้กล่าวไว้เมื่อปีคศ.1965 หรือเมื่อ 45 ปีที่แล้วว่า ปริมาณของ Transistor บน Chip ประมวลผล จะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทุกๆ 18 เดือน

moore-graph.JPG

หากกฎของมัวร์เป็นจริงคอมพิวเตอร์จากอดีตสู่ปัจจุบันจะก้าวไปอย่างไรในปี พ.ศ. 2490 วิลเลียมชอคเลย์และกลุ่มเพื่อนนักวิจัยที่สถาบัน เบลแล็ป ได้คิดค้นสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกมาก เป็นการเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิคส์ที่เรียกว่า โซลิดสเตทเขาได้ตั้งชื่อสิ่งที ่ประดิษฐ์ขึ้นมาว่า "ทรานซิสเตอร์" แนวคิดในขณะนั้นต้องการควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำได้ดีด้วยหลอดสูญญากาศแต่หลอดมี ขนาดใหญ่เทอะทะใช้กำลังงานไฟฟ้ามากทรานซิสเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ที่นำมาแทนหลอดสูญญากาศได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดอุตสาหกรรมสาร กึ่งตัวนำตามมา และก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ พ.ศ. 2508 อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์สารกึ่งตัวได้แพร่หลาย มีบริษัทผู้ผลิตทรานซิสเตอร์จำนวนมากการประยุกต์ใช้งานวงจรอิเล็กทรอนิกส์ กว้างขวางขึ้น มีการนำมาใช้ในเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน จึงถึงในโรงงานอุตสาหกรรม

semiconductorprocess-1024x631.png

กอร์ดอน มัวร์ (Gordon E. Moore)ผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนาของบริษัทแฟร์ซายด์เซมิคอนดัคเตอร์เป็นผู้อยู่ในวงการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ และการค้นคว้า ทางด้านสารกึ่งตัวนำ ต่อมาเขาได้เป็นผู้บุกเบิกและร่วมสร้างบริษัทอินเทลจนมีชื่อเสียงโด่งดังและประสบผลสำเร็จ การผลิตและการค้นคว้าทางด้านสารกึ่งตัวนำส่วนใหญ่ของแฟร์ซายด์จะอยู่ในการดำเนินการของมัวร์เขาได้คลุกคลีกับเทคโนโลยีมาอย่าง ต่อเนื่อง และยาวนานจากการสังเกตและคาด คะเน แนวโน้มทางเทคโนโนโลยีของมัวร์ในที่สุดเขาได้ตั้งกฎของมัวร์ (Moore's Law) จนเป็นที่ยอมรับ และทำให้การคาดคะเนอนาคตได้ใกล้เคียง ความเป็นจริง ทฤษฎีของมัวร์ได้กล่าวไว้ว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความซับซ้อนของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอรืทำให้สามารถผลิต ไอซีที่มี ความหนาแน่นไดด้เป็นสองเท่าทุก ๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาได้ทำการพล็อตกราฟแบบสเกลล็อกให้ดูจากอดีตและพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง นอกจากนี้ความก้าวหน้าอื่น ๆ อีกหลายอย่างก็เป็นไปตามกฎของมัวร์ด้วยเช่นกัน
การสร้างทรานซิสเตอร์มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง บริษัท แฟร์ซายด์ เซมิคอนดัคเตอร์เป็นบริษัทแรกที่เริ่มใช้เทคโนโลยีการผลิต ทรานซิสเตอร์แบบ planar หรือเจือสารเข้าทางแนวราบ เทคโนโลยีนี้เป็นต้นแบบของการสร้างไอซีในเวลาต่อมา จากหลักฐานที่กล่าวอ้างไว้พบว่า บริษัทแฟร์ซายด์ได้ผลิตพลาน่าทรานซิสเตอร์ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2502 และบริษัทเท็กซัสอินสตรูเมนต์ได้ผลิตไอซีได้ในเวลาต่อมา และกอร์ดอนมัวร์ก็ได้กล่าวไว้ว่า จุดเริ่มต้นของกฎของมัวร์เริ่มต้นจากการเริ่มมีพลาน่าทรานซิสเตอร์
ถึงวันนี้อินเทล (Intel) ก้าวเข้ากำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ความเร็วของ CPU ที่เพิ่มเร็วขึ้น 20 เท่าจากวันแรกถ้าเราคำนวนตามกฏของมัวร์ แต่ในความเป็นจริงในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาความเร็วของ CPU ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นไปตามกราฟที่มัวร์พยากรณ์ไว้ เนื่องจากขึดจำกัด ของเทคโนโลยี ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกกันว่า กฎของมัวร์กำลังชนกำแพง (Hitting a red brick wall) เพราะ ว่ามันถึงขีดจำกัดของซิลิคอน วัสดุที่ใช้ในการผลิตชิพอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงพยายามที่จะคิดค้นหาวัสดุอื่นๆ มาใช้แทนซิลิคอน ไม่ว่าจะเป็นธาตุเยอรมันเนียม หรือล่าสุดคือ ท่อคาร์บอนนาโน (Carbon Nanotube) ซึ่งเป็นท่อกลวงที่ประกอบขึ้นด้วยชั้นของอะตอมคาร์บอนม้วนเป็นท่อซ้อนกัน

ที่มา
http://www.nectec.or.th/schoolnet/library/snet7/moore_1.htm
http://www.computers.co.th/blog/?p=82
http://blog.yonok.ac.th/rathakate/861/

สถานการณ์ตลาดhardwareในประเทศไทย

จากผลการสำรวจมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 พบว่า ตลาด คอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์ปี 2552 มีมูลค่าตลาดรวมทั้งสิ้น 80,869 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการ เติบโตร้อยละ 2.5 (เป็นการคำนวณเทียบจากมูลค่าตลาดคอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์เท่ากับ 77,619 ล้านบาท ซึ่งไมรวมมูลค่าตลาด Projector และ UPS เนื่องจากเปนการสารวจข้อมูล ปีแรก) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณการจาหน่ายสูงที่สดในตลาดคอมพิวเตอรฮาร์ดแวร์คือ กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอรส่วนบคคล (Personal Computer: PC) ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ เดสก์ทอป เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และเครื่องคอมพิวเตอร์เนตบุ๊ค ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน ทั้งสิ้น 51,824 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ รองลง มาคือ กลุ่ม System, Printer, External Data Storage และ Monitor ตามลำดับ สำหรับในปี 2553 ประมาณการว่าตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์จะมีมูลค่าทั้งสิ้น 88,040 ล้านบาท หรือคิด เป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 8.9 ซึ่งเปนอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ดังแสดงในตารางที่ 1-1

hardware-table.jpg

ในส่วนของปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2552 มาจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองสร้างความไม่มั่นใจ ต่อการลงทุนภายในประเทศ รวมไปถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ส่งผลต่อการลดระดับการลงทุนภายในประเทศ การวางงาน ของแรงงาน และการลดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคเอกชน ทำให้เกิดการชะลอตัว ของการซื้อสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์บางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Large Scale) การยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมของภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน ประหยัดการใช้จ่ายทางด้านไอทีที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันทางด้านราคาระหว่าง ผู้ประกอบการทำให้สินค้ามีราคาต่อหน่วยลดต่ำลง ส่งผลให้มูล่าตลาดที่ผู้ประกอบการได้รับ หดตัวลง หรือกล่าวได้ว่าผู้ประกอบการต้องจำหน่ายสินค้ามากขึ้นเพื่อรักษาระดับรายได้ของ ตนเอง

usage-hardware.JPG

แม้ว่าราคาต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เกือบทุกประเภทจะมี แนวโน้มลดต่ำลงทุกปี แต่ในปี 2552 พบว่า ผลิตภัณฑ์หลายประเภทสามารถรักษาการ เติบโตทางด้านมูลค่าไว้ได้อันเนื่องมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค และจอภาพแอลซีดี เป็นต้น ในทางกลับกันมีผลิตภัณฑ์บางประเภทที่มีมูลค่าตลาด หดตวลงเนื่องมาจากปริมาณการขายลดลง เชน เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป และเครื่อง พรินเตอร์ประเภท Dot Matrix เป็นต้น ดังนั้นการวิเคราะหการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์จึงต้องพิจารณาในเชิงปริมาณการขาย (Unit) ควบคู่กับมูลค่าการขาย (Value) เพื่อ ใหเกิดความชัดเจนมากที่สุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนในตลาดคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ปี 2552 ได้แก่ การเติบโตในเชิงปริมาณของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook) เครื่องคอมพิวเตอร์เน็ตบ๊ค (Netbook) จอภาพแอลซีดี (LCD Monitor) เครื่องพรินเตอร์ ประเภทออลอินวัน (All in One Printer) และกล้องดิจิทอล (Digital Camera) รวมไปถึงการ เติบโตในเชิงมูลค่าของ External Hard Disk ขณะเดียวกันเครื่องพรินเตอร์ประเภท Single Inkjet และ Consumer PDA มีปริมาณการขายหดตวลง
อ้างอิงจาก http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkohw09.do;jsessionid=B9190B1417DAC53015720659BA648337

เมื่อวิเคราะห์ถึงลักษณะของตลาดในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์จะพบว่า
จุดอ่อน
• ประเทศไทยถึงแม้จะมีความสามารถในการผลิตเองแต่ส่วนมากเป็นบริษัทเป็นของต่างชาติซึ่งทำให้รายได้รั่วไหล
• การที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ควรจะได้รับ

จุดแข็ง
• การมีฐานการผลิตในไทยทำให้ต่างชาติให้การยอมรับในมาตรฐานการผลิตของผลิตภัณฑ์ของไทย
• ต้นทุนการผลิตที่มีราคาถูก
• คุณภาพของแรงงาน

โอกาส
• การเริ่มเปิดประมูล3Gของประเทศไทยจะเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านฮาร์ดแวร์ของไทยทั้งในแง่ของเม็ดเงินที่จะเข้ามารวมถึงเทคโนโลยี
• ประเทศไทยยังมีตลาดอีกมากสำหรับผู้ใช้ในประเทศ โดยในปัจจุบันราคาของคอมพิวเตอร์ได้มีราคาที่ถูกลงทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ความเสี่ยง
• ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกที่ในปัจจุบันมีสถาณการทางการเมืองทำให้ต่างชาติชลอการลงทุนในประเทศไทย
• การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
• การที่สินค้าทางเทคโนโลยีมีวงจรชีวิตที่สั้น

Software

Software เป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้ควบคุมคอมพิวเตอร์โปรแกรมอื่น ๆ และข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์
ประเภทของ Software แบ่งเป็น 2 อย่างคือ
- ซอฟท์แวร์ระบบ (Systems Software) (OS) ทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวร์ตั้งแต่ boot เครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำหน้าที่ดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์มาไว้ที่ RAM การที่เรา copyจาก Folder หนึ่งไปอีกfolder หนึ่งนั่นก็คือ หน้าที่ของ OS รวมถึงควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆในคอมพิวเตอร์ เช่น Window, Linux, DOS

- ซอฟท์แวร์ประยุกต์ (Appication Software) ซอฟท์แวร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ,การเชื่อมโยงกับซอฟท์แวร์ระบบก็ต้องขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ระบบนั้น ๆด้วย

System Soft ware : Utilities ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
Operating System Categories แบ่งเป็น 4 ประเภท
- Real-time (RTOS) - ระบบปฏิบัติการที่ทำงานโดยออโตเมติก ไม่ต้องทำงานโดยผู้ใช้เช่น OS ในรถยนต์,เครื่องบิน,วีดีโอเกมส์
- Single-user, single-task ผู้ใช้คนเดียวต่อหนึ่งครั้งเปิดได้แค่ครั้งละ 1 Application
- Single-user, multitask ผู้ใช้คนเดียวต่อหนึ่งครั้งใช้ได้หลาย application ในเวลาเดียวกัน
- Multiuser มีผู้ใช้ได้หลายคนหลายapplication ในเวลาเดียวกัน เช่น Window,Max,Linux รวมไปถึง pier to pier file sharing share file ในระบบเครือข่ายได้
• User Interface สิ่งที่User เห็นในการนำเสนอข้อมูล มาตรฐานปัจจุบันคือ Graphical user interface เป็น interface ที่ข้อมูลถูกควบคุมโดยการใช้ mouse เป็นหลัก
• Device drivers ทำหน้าที่ให้อุปกรณ์ต่าง ๆเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้
• Plug and play เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อในปัจจุบัน
Application Software Software ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองด้านใดด้านหนึ่งมี 2 ประเภทคือ
1. Off-the-Shelf Application Software เป็น ซอฟท์แวร์สำเร็จรูปมาตรฐานทั่วไปเช่น Microsoft Office, Adobe ข้อดีคือ มีราคาต่ำ มีความเสี่ยงต่ำ เพราะถูกใช้ในหลายองค์กร รวมทั้งอาจจะไม่ตอบสนองกระบวนการการทำงานได้โดยตรง
2. Customized Application Software เป็นซอฟท์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนององค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อดีคือสามารถตอบสนองกระบวนการได้โดยตรง แต่เสียตรงที่มีราคาแพง และความเสี่ยงก็มีมาด้วยเพราะมีผู้ใช้น้อย
• Softwareที่นิยมใช้กันองค์กรขนาดใหญ่ อย่างเช่น ERP ทำหน้าที่เก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว, CRM เป็นซอฟท์แวร์ที่ใช้เก็บข้อมูลของลูกค้า เอามาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า, SCM – supply chain management ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับ Supplier
• Freeware เป็นซอฟท์แวร์ที่ฟรี ไม่สามารถเข้าถึง source code ได้
• Beta Version เป็นซอฟท์แวร์ที่อยู่ระหว่างการทดสอบ ทางบริษัทออก beta ออกมาเพื่อเก็บ feedback
• Shareware ผู้ใช้สามารถใช้ฟรีได้แค่ระยะเวลาหนึ่ง (trial version) พอหมดเวลาแล้วจะใช้ต่อก็ต้องเสียเงิน
• Open source : free to use ซอฟท์แวร์ที่นอกจากจะฟรีแล้วยังเปิดเผย Souce code
• Software Versions – Version ของ Software จะเป็น number กับปี ถ้าเปลี่ยนจาก 1.0 ไปเป็น 2.0 เป็นmajor change แต่ถ้า 2.0เป็น 2.1 เป็น minor change
Trends of Software Industry
- Opensource มากขึ้น เพราะถูกพัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์ทั่วโลกไม่ใช่สำหรับที่ใดที่หนึ่ง
- Software as a service/ Cloud Computing ให้บริการซอฟท์แวร์ไม่จำเป็นต้องมา install แต่ใช้ซอฟท์แวร์ผ่าน internet เปลี่ยนจากการซื้อมาเช่าแทนจ่ายเงินตามครั้งที่ใช้
- Mobile Apps เช่น iPhone, BB, Android
- Social Apps เป็น Apps ที่วางบน Social Network
- Software Outsourcing

สถานการณ์ตลาดSoftwareในประเทศไทย

สถานภาพซอฟแวร์ไทยในประเทศไทย
แนวโน้มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยปี 2553 จะเติบโตไม่ต่างจากตลาดในภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 4.4% โดยปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ไทยอยู่ที่กว่า 6.6 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากเกิดวิกฤตทางการเมืองที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดมีผลกระทบเล็กน้อย โดยมีการจัดงาน commart 2010 ขึ้นมาเพื่อหวังให้ผลตามเป้าที่วางไว้ ส่วนปีนี้ คาดว่าตลาดซอฟต์แวร์ไทยจะคึกคักมากขึ้นในแง่ของนักพัฒนาที่เริ่มมีประสบการณ์ และเรียนรู้การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถตอบโจทย์กับความต้องการของธุรกิจปัจจุบันได้ ปีนี้มีบริษัทคนไทยที่ได้รับมาตรฐานการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยยังได้รับการจัดอันดับจากการ์ทเนอร์ ให้เป็นแหล่งเอาท์ซอร์สใน 30 อันดับแรกของโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะยังเป็นปีที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องคิดให้หนักในการตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ เพราะคาดว่าองค์กรธุรกิจต่างๆ จะยังคงลดต้นทุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง จำนวนการจัดซื้อฮาร์ดแวร์จะน้อยลง แต่จะหันมาพิจารณาซอฟต์แวร์ หรือแอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้คุ้มค่าที่สุด
ทั้งนี้ แนวโน้มของซอฟต์แวร์ประเภทซีอาร์เอ็มที่เน้นฟังก์ชันรองรับการทำงานแบบโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้งในปีนี้จะได้รับความนิยมแพร่หลายขึ้น เพราะกระแสของเว็บไซต์เครือข่ายสังคม กำลังได้รับความนิยมในด้านของเครื่องมือทำการตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่งคาดว่าตลาดซอฟต์แวร์ซีอาร์เอ็มรวมกับอีอาร์พี จะมีมูลค่าในไทยไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ไทยกว่า 6 หมื่นล้านบาท เป็นซอฟต์แวร์คนไทยราว 30% หรือประมาณ 8,000 ล้านเท่านั้น และจำนวนนี้เป็นซอฟต์แวร์ไทยที่ส่งออกราว 4,500 ล้านบาท ขณะที่ตลาดซอฟต์แวร์โลกปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านบาท

การสำรวจตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในปี 2552 แบ่งตลาดซอฟต์แวร์ออกเป็น 4 กลุ่มหลักได้แก่
• Enterprise Software
• Mobile Application Software
• Embedded Software
• ซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 3 กลุ่มข้างต้น เช่น ซอฟต์แวร์เกม(ที่ไม่ได้อยู่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่) ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านต่างๆ เป็นต้น
โดยภาพรวมมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ไทยนับตั้งแต่ปี 2549 – 2553 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.6 ต่อปี ในปี
ทั้งนี้ตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2552 มีมูลค่ารวม 64,395 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นการเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 10 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี (ตารางที่ 2-1) เมื่อจิพารณาตามประเภทซอฟต์แวร์พบว่า Enterprise Software ยังคงเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดคือ 56,062 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 ร้อยละ 0.9 เป็นการเติบโตต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่นๆ รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,069 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 16.3 และ Embedded System Software มีมูลค่า 2,760 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 17.0
สำหรับการประมาณการมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ในปี 2553 คาดว่าตลาดจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่า 67,884 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5.5 โดย Enterprise Software มีมูลค่าสูงสุดคือ 58,071 ล้านบาท ขยายตัวจากปี 2553 ร้อยละ 3.6 รองลงมา ได้แก่ Mobile Application มีมูลค่า 3,720 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21.2 และ Embedded System Software มีมูลค่า 3,423 ล้านบาท ร้อยละ 24.0

software-table.jpg

อ้างอิง http://www.nsiim.sipa.or.th/nsiim/g-mkosw09.do

วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และความเสี่ยง
จุดอ่อน
• มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งความเสียหายมีมากถึง 694 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะว่ามีการลดลงจากปีที่แล้ว 1%
• ขาดแคลนเงินทุน เนื่องจากบริษัทซอฟต์แวร์ของไทยส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทำให้ธุรกิจไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินเท่าที่ควร
• ขาดมาตรฐาน เนื่องจากซอฟต์แวร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ทำให้ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยกำหนดมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในคุณภาพของงานผลิตจากบริษัทของไทย
• คู่แข่ง เป็นที่แน่นอนว่าซอฟแวร์ รายใหญ่ที่สุดคือ Microsoft ซึ่งเราจะไปคาดหวังให้มียอดขายเท่ากับ คู่แข่งไม่ได้เลย

จุดแข็ง
• ปัจจุบันรัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ ซอฟแวร์ต่างๆ โดยสังเกตว่ามีการจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นมามากมาย ตัวอย่างเช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ,กระทรวงไอซีที
• มีกฎหมายต่างๆที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น อย่างเช่น การควบคุมเรื่องของ เวปไซด์ การละเมิดสิทธิทางปัญญาต่างๆ
• การที่ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถโดยปัจจุบัน
• ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ ซอฟแวร์ที่สร้างโดยคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะ ตามองค์กรขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง

โอกาส
• มีการเพิ่มจำนวนการวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกกับภาคอุตสาหกรรม
• มีนโยบายกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการการส่งเสริมการลงทุนในไทย ต้องมีการวิจัยเกิดขึ้นในประเทศด้วย
• มีมาตรการการส่งเสริมการวิจัย โดยการลดภาษีเมื่อมีการวิจัยด้าน ซอฟแวร์
• มีมาตรฐานระบบเปิด และซอฟต์แวร์ ที่เป็น Open source จำนวนมาก
• มีความต้องการระบบบริหารการขนส่งสินค้าหรือ e-logistic เนื่องจากมีการแข่งขันอย่างรุนแรง
• การสื่อสารแบบไร้สายและ Broadband ได้รับความนิยมมาก
• การร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาร่วมกับเอกชน ได้รับความสนใจมากขึ้น
• มีการสนับสนุนการให้ทุนจากภาคเอกชน รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุน
• มีความร่วมมือทำวิจัยกับต่างประเทศ

ความเสี่ยง
• การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาและการใช้ ICT สูงขึ้น
• ความเสียเปรียบในเวทีการแข่งขันระหว่างประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมไทยยังไม่มีความเข้มแข็ง
• การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศอินเดีย จีน ที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพแต่ค่าแรงต่ำ
• ความล่าช้าในการกำหนดมาตรฐาน ICT ของโลก
• มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเร็วมาก
• การทำธุรกิจด้านไอซีทีของประเทศเพื่อนบ้านมีความได้เปรียบมากกว่าประเทศไทย เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านมีนโยบายการสนับสนุนอย่างจริงจัง

Apple Inc. 2010

mac-timeline1.jpg

Case Study Apple Inc. 2010
บริษัท Apple ก่อตั้งในปี 1976 ภายใต้ชื่อ Apple Computer โดยมี Steve Jobs และ Steve Wozniak เป็นผู้ก่อตั้ง ต่อมาไม่นาน Apple ได้กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หลังจากการเข้าตลาดของ IBM ส่งผลกระทบต่อ Apple เป็นอย่างมาก โดยที่ Macintosh ของ Apple ไม่สามารถแข่งขันกัน PC จาก IBMได้เลย จากปัญหาตรงนี้ ทำให้ Steve Jobs ถูกบีบให้ลาออกจาก Apple ในปี 1985 หลังจากการจากไปของ Jobs Apple computer ก็มีการปลี่ยนแปลงผู้บริหารและนโยบายตลาดมา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จเลย จนกระทั่งในที่สุด Jobsได้กลับมา พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน Apple โดยการเปลี่ยนชื่อจาก Apple computer เป็น Apple Inc. หลังจากนั้น Appleก็กลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

Business Model
1. Value Proposition เสนอสินค้าที่แตกต่าง - ทันสมัย - ครบวงจร
2. Revenue Model รายได้หลักอยู่ที่ iPhone
3. Market Opportunity Mac, iPhone, iPad ยังมีโอกาสทางการตลาด
4. Competitive Environment การพัฒนาตัวเองให้ล้ำหน้าเกินคู่แข่งเป็นเรื่องสำคัญ
5. Market Strategy สร้างสรรค์ software, hardware รวมทั้ง applications ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง
6. Organization Development สามารถพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม
7. Management Team การบริหารขึ้นอยู่กับ Steve Jobs

Apple’s Strategy
Branding emotional branding
Innovation สร้างสิ่งใหม่ ๆขึ้นมาตลอดเวลา
Perfectionist ผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบทั้ง Hardware-Software-Design

ปัจจัยที่มีผลต่อการแข่งขัน Smart phone ในอนาคต
• ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
• life cycle
• พฤติกรรมของผู้บริโภค
• บทบาทของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

ส่วนแบ่งตลาดของ Apple Inc.
• OS ของ Smart phone Apple OS 48%, RIM OS 19%, Android 15%

OS.JPG

• Platform Apple 56%, Android 29%, other 15%

mobile.JPG

• PC manufacturers ในปี 2009 Hewlett-Packard 20%, Dell 13%, Acer 13%, Lenovo 8%, Toshiba 5%, Apple 4%

PC.JPG

• MP3 Player ในปี 2009 Apple (iPod) 70%, other 30%

mp3.JPG

Role of IT
Hardware & Software
• Plug &Play
• Microprocessor = Intel กับ A4 (ใช้กับ iPad)
• Digital Hub = ยังคงวางแนวทางให้ Macintosh เป็น digital hub
• ระบบ Operating System ใช้ระบบ OSX โดยมี Snow Leopard เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ขณะที่ Application office Microsoft เป็นคนเขียนโปรแกรมให้ และ Appleเองก็ออก iWork ออกมาด้วยเช่นกัน

IT Strategy
• เปลี่ยนจากอุตสาหกรรม PC มาเป็น mobile device แทน
• ใช้ iTunes และ App store เป็นช่องทางการขายออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง
• เน้นในส่วนของ R&D และให้ความสำคัญมากกว่าส่วนของ Production

Stakeholders

  • Customers เน้นตลาดบ้านเป็นหลัก
  • Suppliers ใช้ chip ของ Intel เป็นหลัก และโปรแกรม office ของ Microsoft
  • Workers /Shareholders มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 75,000 คน
  • Competitors คู่แข่งขันหลักคือ บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ๆของโลก

Discussion
1. What, historically, have been Apple’s competitive advantages?

• ง่ายต่อการใช้งาน เช่น Plug & Play
• รูปแบบดีไซน์สินค้าที่ดูฉลาด นำสมัย และดึงดูใจ
• ความจงรักภักดีของผู้ซื้อ
• Strong Brand
• Desktop publishing as well as Education

Discussion in the class

  • เสนอเรื่องของ differentiate ของ Apple
  • ความเป็นเจ้าแรกที่ทำ Hardware (อาจารย์ แย้งว่า แล้วในกรณีของ windows?)

2. Analyze the personal computer industry. Are the dynamics favorable or problematic for
Apple?

• ผู้ซื้อมีอำนาจซื้อสูง และมีความรู้มาก
• มีการแข่งขันสูงมาก
• สินค้าทดแทนมีสูงมาก
• มีคู่แข่งขันเข้ามาได้ง่าย
• ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น Application internet กลับเป็นส่วนที่กำไรสูงกว่า
• Suppliers เป็นส่วนที่จะได้รับกำไรส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมด
•Summary: In general, the PC industry is “a terrible business”

Discussion in the class

  • เสนอเรื่องความเสถียรและความคุ้มค่า
  • ความเป็นแบรนด์ ที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในเรื่องสังคม (Social Approval)
  • Design
  • process รูปได้มากกว่า PC มีความunique และเล่นดนตรีได้โดยไม่แฮงค์
  • มองอนาคตไกลกว่าคู่แข่งไป 1 ก้าวเป็นอย่างน้อย ไม่ได้มองแต่สิ่งเดิมๆ จะมองแต่สิ่งใหม่ๆ
  • Apple มีระบบที่จำกัดผู้ใช้ และมีราคาสูงกว่า PCทั่วไปมาก
  • ในส่วนของ hardware PCจะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถเลือกมากประกอบเองได้ และ Mac มีราคาสูงกว่า PCมาก
  • ที่จะใช้ Mac จะต้องยอมจ่ายจริงๆ นอกจากนั้น Network effect ของ Apple ยังมีน้อย และคนที่ใช้มันจะเป็นคนในสายงานพวก graphic เป็นหลัก
  • Apple ไม่เจาะตลาดใหญ่ เน้นเจาะตลาดที่จงรักภักดีกับแบรนด์มากกว่า แต่เพราะ Appleเองก็ต้องอยู่ในตลาด จึงทำให้หันมาพัฒนาให้ Mac สามารถใช้ windows ได้ เป็นการเปิดโอกาสให้ Mac สามารถใช้file เช่นเดียวกับ windows ได้ ซึ่งยังถือว่าเป็นโอกาสของAppleอยู่

3. How sustainable is Apple’s competitive position in PCs?

  • Very loyal customers
  • High barriers to entry
  • Proprietary technology
  • Still freedom
  • ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่สามารถช่วยให้ Apple รักษาส่วนแบ่งตลาดได้ Appleเลยตัดสินใจออก iPod ออกมาแทน

Discussion in the class

  • Apple ต้องไม่หยุดพัฒนา
  • Mac ดีที่ได้ใช้ของถูกลิขสิทธิ์ เพราะถ้าเป็น PC ทั่วไป คนมักจะไม่ค่อยใช้ของถูกลิขสิทธิ์
  • อาจารย์ ซื้อ Mac มันได้ครบหมดทุกอย่าง แต่ก็จะเป็นของมีลิขสิทธิ์ทั้งหมด
  • ซัพพอร์ทผู้ผลิตsoftware เช่น เกมส์ เพราะเกมส์ดังๆส่วนใหญ่จะทำให้เฉพาะ windows และน่าจะมีการพัฒนาในส่วนชอง Applicationบ้าง
  • อาจารย์ เห็นด้วยว่า Application ของ Apple ยังน้อยอยู่
  • ให้ iMac เป็น additional product ทำให้ คนที่มี iPhone รู้สึกอย่างได้ iMac เพื่อให้ใช้ประกอบกันได้ เป็นการบังคับคนซื้อให้สร้าง network effectให้ได้มาก

ที่สุด

4. How sustainable is Apple’s competitive position in MP3 players?

• Imitation
• Cost leadership

Discussion in the class
อาจารย์ ถามว่า Apple จะยังคงเป็นผู้นำอยู่ในตลาด MP3 player ได้หรือไม่?

  • ได้ เพราะ Apple ยังมี iTunes อยู่
  • คิดว่าใครๆก็สามารถทำตามแบบ Appleได้ เพราะขนาดมือถือยังคิดว่าทำได้
  • คิดว่า iPodจะยังเป็นผู้นำอยู่ เพราะ iPod VDO จะมีคุณภาพเสียงดีกว่า iPhoneมาก
  • น่าจะมีการปรับปรุงพัฒนาด้านการใช้งานและด้านคุณภาพเสียง

อาจารย์ แล้วคิดอย่างไรที่ Apple ออก iPhone ออกมา จะเป็นการย่างตลาด iPodไหม?

  • คิดว่ามีผลเพราะ บางคนพอได้ iPhone ก็จะไม่สนใจ iPodอีกต่อไป
  • iPhone ไม่สามารถเล่นเกมส์หรือฟังเพลงติดต่อกันนานๆได้ เพราะแบตจะหมดเร็วมาก ขอเลือกซ้อ iPod และมือถือยี่ห้ออื่นแยกกันดีกว่า
  • บางคนจะชอบ iPodมากกว่า เพราะเสียงดีกว่า iPhone
  • น่าจะมีผลกระทบ แต่ไม่มากเพราะ iPodสามารถทำอะไรได้มากกว่า

อาจารย์ อธิบายถึงmodelการฟังเพลงออนไลน์ แบ่งออกเป็นสองแบบ
• การคิดราคาแบบ iTune คือ คิดราคาเป็นแบบเพลงต่อเพลง
• การ Subscribe โดยการจ่ายรายเดือน สามารถฟังได้ไม่จำกัด โดยการ streaming ผ่านinternet

5. How do you assess Apple’s competitive position in smart phones?

• เป็นสินค้าแฟชั่น นำเสนอความแตกต่าง
• เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงการโฟกัสให้กับลูกค้า ทำให้บทบาทของapps มีอิทธิพลต่อ smartphone
• ยังคงเป็นรองโนเกีย

Discussion in the class

  • เป็นเรื่องของ brands loyalty
  • ผู้ใช้ iPhone จะเป็นคนที่มีกำลังซื้อ ซึ่งจะซื้อแต่ของถูกลิขสิทธิ์ ในขณะที่ Androids นั้น โปรแกรมจะพัฒนายาก ทำให้ปล่อยออกมาสู้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการใส่ idea ใหม่ๆเข้าไปเสมอ
  • ความผิดพลาด (error) ซึ่งพบได้บ่อยใน โนเกีย ซัมซุง ส่งผลให้ทำให้เครื่องแฮงค์บ่อย ในขณะที่ iPhoneนั้น ผิดพลาดน้อยมาก

อาจารย์ จำนวนคนใน OSในแอฟ มีเยอะกว่าแค่ไหน? ถ้าAndroid พัฒนาไปจนเป็น platform จะทำยังไง?
อาจารย์ iPhoneควรปรับตัวอย่างไร? เพราะพบว่าบางคนสามารถโหลด Andriod มาใช้บน iPhone?

6. What are the prospects for the iPad?

• ตีตลาดเรื่องการใช้งานที่หลากหลาย ดีไซน์ที่ดูคล่องแคล่วว่องไว ง่ายต่อการใช้
• ถ้าApple เดินไปในจุดที่สูงสุด iPad จะกลายเป็นตัวแฟชั่น
• การได้เปรียบทาง product อย่างเดียว ยากที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

Discussion in the class

  • ถ้าหนังสือทุกเล่มถูก uploadอยู่บน iPad หรือ internet จะส่งผลดี เพราะสมมติว่าถ้าเป็นนักศึกษาไทย ก็จะต้องไปซื้อหนังสือจากเมืองนอก ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก
  • iPad น่าจะหันมาพัฒนาเกมส์ในตัวเครื่องด้วย

อาจารย์ ตอนนี้ iPadเองก็ถือว่าเป็นคู่แข่งของ PSP เหมือนกัน เพราะสามารถเล่นเกมส์ได้ดีพอๆกับ PSPแล้ว

  • ยังไม่ถูกใจ iPad นัก เพราะคิดว่าเป็นเหมือน iPod touch ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น การอ่าน E-book ก็สู้ Kindle ไม่ได้ นอกจากนั้น iPad ยังไม่ลองรับ flashอีกต่างหาก

อาจารย์ ยอมรับว่า อ่านหนังสือบน Kindle สบายตากว่า แต่ข้อดีของ iPad คือ เป็นจอสี บวกกับทำได้มากกว่าอ่านหนังสือ แต่อาจารย์ก็คิดว่าน่าจะมีโอกาสสำหรับ iPad เพราะหลังวันประกาศออกจำหน่ายก็สามารถทำยอดขายได้สูงมาก

Alternative Solutions
• การใช้ระบบเปิดใน iPhone เพื่อแข่งขันกับ Androids
• รูปแบบการแข่งขันใน tablet ยังไม่แน่นอน แต่ iPad จะต้องรักษาความเป็น first mover ให้ได้ โดยต้องพยายามหาposition ที่ชัดเจนให้iPad

บทเรียนที่ได้จาก Case Study
• การไม่หยุดนิ่ง เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคู่แข่งยังสามารถพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น การที่Appleยังเป็นผู้นำ innovation อยู่ได้ เพราะ Apple ไม่เคยหยุดที่จะคิดค้าสินใหม่ๆออกมา
• การเปิดกว้าง Apple ต้องมีการเปิดกว้างมากขึ้น เพราะถึงแม้ในอดีตการเป็นระบบปิดของApple จะเป็นจุดแข็งของ Apple แต่ในปัจจุบันพบว่าการแข่งขันมีความรนแรงมากขึ้น Appleจำเป็นต้องเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันในยุคปัจุบัน
อาจารย์ นอกจากนั้น ตัวของ Jobs เองก็มีผลต่อความสำเร็จของ Apple เพราะพอกลับมาที่ Apple ทุกอย่างก็ดีขึ้น โดยการเปลี่ยนจาก Apple computer เป็น Apple Inc. เพราะตลาด PC สามารถพัฒนาไปได้อีกไม่มากนัก

Participations
5220211071 นายอมรชัย ละม่อม
5210211048 อาภาพรรณ ชัยศรีสุรพันธุ์
5210211064 สุนทร ลักษณวิวัฒน์ x3
5220211032 นายพัชร บูรณะคุณาภรณ์
5220211023 นายวิศิษฏ์ เอี่ยมแสงชัยรัตน์
5220211081 นายพงศกร สุตันตยาวลี x3
5220211094 นายวรรธนิธ สุวรรณรัตน์ x 2
5210211084 ชัชวงศ์ ฐิติโชติพณิชย์ x 2
5210211049 อภินันทน์ ทิพยตั้งสกุล x 3
5210211003 วจนะ ภูผานี x 3
5210211010 อธิวัฒน์ สุชินโรจน์ x 2
5220211007 น.ส.นิธิมา สิริพูนหัตถกิจ x2
5220211020 น.ส.เจนจิรา จันทรประภาพร
5210211024 เมธี ศรีสกุล
5210211006 ชาริณี สุขราชกิจ
5220211040 นายอิศรา อังศุศิริพงศ์
5210211081 นริศรา ชมพูชาติ x 2