Scribe Book 13 Case We Google You

We googled You

Fred เป็น CEO ของบริษัท Hathaway Jones ซึ่งเป็นบริษัทขายเสื้อผ้า Fred มีหน้าที่หลักในดำเนินนโยบายและกระตุ้นยอดขายของบริษัท ในปี 2006 บริษัท Hathaway Jones ทำรายได้เป็นจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังอยู่ในสถานะที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะกำไรของบริษัท อยู่ในระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมโดยทั่วๆไปเท่านั้น ทั้งๆที่มีการ outsource การผลิตเสื้อผ้าไปยังประเทศเม็กซิโกแล้วก็ตาม บริษัท Hathaway Jones มี 144 ร้านค้า ซึ่งในตอนนี้ความต้องการของคนอเมริกันนั้นไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีความทันสมัยและมีรสนิยมด้วย ทำให้ต้องมีการปรับปรุงแผนการของบริษัททั้งด้านภาพลักษณ์และสายการผลิต โดยเป้าหมายหลักของ Fred ก็คือ การตีตลาดเสื้อผ้าที่ประเทศจีนให้ได้ เพราะเขาเห็นว่าตลาดเสื้อผ้าที่ประเทศจีนนั้นเติบโตถึง 70% ภายในระยะเวลาหนึ่งปีเเท่านั้น ซึ่ง ปักกิ่ง กวางเจา และเซี่ยงไฮ้ คือ 3 เมืองที่ Fred เลือกที่จะเปิดสาขาในจีน และวางงบประมาณไว้หลายล้านเหรียญดอลล่าร์

เพื่อการนี้ เขาต้องเลือกทีมงานที่มีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่นี้ โดยได้พิจารณาสัมภาษณ์ Mimi Brewster ซึ่งป็นลูกสาวของ John Brewster ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขาในสมัยเรียน Mimi อายุประมาณ 30 ปี เกิดและโตในประเทศจีน เป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ที่มีความมั่นใจสูง มีความสามารถพูดได้ทั้งภาษาจีนกลางและภาษาจีนท้องถิ่น เธอเรียนที่ Berkeley ในสาขาประวัติศาสตร์จีน และสำเร็จการศึกษาด้วยระดับคะแนนเกียรตินิยม และได้เรียนในสาขา MBA ที่ Standford อีกด้วย และที่สำคัญมีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารธุรกิจให้กับบริษัทอื่น ๆ เช่น บริษัท Eleanor Gaston ซึ่งขายเสื้อผ้า รองเท้า และของประดับต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 4 ปี
ต่อมา Fred ได้สัมภาษณ์และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ Mimi โดย Mimi ได้สนอแนะว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นในจีนเติบโตขึ้นมาก และควรมุ่งเน้นในตลาดคนชั้นกลาง Fred ก็ได้เสริมว่า คนวัยรุ่นก็น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายด้วยเพราะยังไม่มีสินค้าที่ตรงกับความต้องการซึ่งเป็นสินค้าสินค้าที่หรูหรา และเข้าถึงง่าย ซึ่งตัว Mimi เองก็มองว่าตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะทำหน้าที่บริหารทีมงานนี้ และเธอยังหวังอีกว่าเธอจะได้เป็นผู้นำในการเปิดร้านเสื้อผ้าที่ Nanjing ซึ่งเป็นถนนธุรกิจของเมืองเซี้ยงไฮ้ และให้ความคิดเห็นว่าร้านที่จะเปิดต้องไม่ใช่แค่การมีรูปลักษณ์และแบรนด์ที่ดี แต่ควรเป็นเมืองในฝันสำหรับผู้หญิงด้วย การสนทนาระหว่างทั้งคู่ สร้างความประทับใจให้กับ Fred เป็นอย่างมาก แต่ Fred ก็ยังไม่ได้ตอบตกลงที่จะรับ Mimi เข้าทำงานในทันที แต่ขอเวลาที่จะพิจารณาคุณสมบัติและความสามารถของ Mimi ให้ถี่ถ้วนก่อน หลังจากนั้นจึงจะติดต่อกลับไป
Virginia Flander รองหัวหน้าฝ่ายบุคคลของบริษัท Hathaway Jones ซึ่งเป็นผู้ที่เข้มงวดอย่างมากในการรับพนักงานเข้าทำงาน Virginia รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของ Mimi เธอยอมรับว่า Mimi เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยม ตรงกับความต้องการ เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง ชอบแสดงออก แสดงความคิดเห็น และมีนิสัยกล้าได้กล้าเสีย ซึ่งในบางโอกาสก็อาจเป็นผลเสียแก่บริษัทก็ได้เช่นกัน หลังจากนั้น Virginia จึงทำการค้นหาข้อมูลเก่าๆของ Mimi อีกครั้งผ่าน Search Engine คือ Google จากการค้นหาข้อมูลของ Mimi ผ่าน Google ทำให้ Virginia พบว่า Alternative review เดือนพฤศจิกายน ปี1999 ได้กล่าวถึง Mimi ว่าเป็นแกนนำในการประท้วงแบบไม่ใช้ความรุนแรง และรวบรวมคนเพื่อรณรงค์ในเรื่องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านองค์กรการค้าโลกในเรื่องการค้าเสรี อีกทั้งได้ค้นเจอรูปภาพของ Mimi ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เป็นรูป Mimi กำลังประท้วงเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อนักข่าวของรัฐบาลจีนที่กงสุลจีนในซานฟรานซิสโก
Virginia จึงบอกเรื่องทั้งหมดนี้กับ Fred เพื่อให้ทบทวนการพิจารณารับ Mimi เข้าทำงาน โดยให้คัดเลือกคนใหม่มาแทน เพื่อจะไม่ทำให้เกิดปัญหากับบริษัทในอนาคตข้างหน้า แต่ Fred กลับเกิดความรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว เพราะเขาคิดว่าการกระทำของ Virginia เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และก็ยังไม่ทราบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นจริงเท็จแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรก็ดี Fred ก็ยังกังวลใจ เขาบอกกับ Virginia ว่าจะนัด Mimi เข้ามาคุยอีกครั้งเพื่อถามถึงเรื่องราวทั้งหมด ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ขณะเดียวกัน Virginia ยังได้แนะนำ Fred อีกว่า การพบกันครั้งต่อไป Fred ควรเตรียมทนายให้พร้อม เพราะสิ่งที่กำลังจะก็พูดอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของ Mimi เช่นกัน

CAse commentary

คนที่ 1
จอห์น จี. พัลฟรีย์, จูเนียร์ มีความเห็นว่า ถ้าได้ตรวจสอบเรื่องอื่นเรียบร้อย Fred ควรทำตามสัญชาตญาณตนเองโดยจ้าง Mimi และควรคุยกับเธอว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพราะในทางกฎหมายการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับคนที่จะมา สมัครงานของคุณ จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อ คุณเลือกที่รักมักที่ชังใครสักคนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะข้อมูลที่คุณค้นพบ และจอห์น จี. พัลฟรีย์, จูเนียร์ มีความเห็นอีกว่า ถ้า CEOs มองหาแต่คนธรรมะธรรมโม หรือคนที่ไม่เคยทำอะไรที่ได้ลงอินเตอร์เน็ตเลยสุดท้ายแล้วพวกเขาก็คงต้องจ้างแต่คนที่ไม่น่าสนใจมาทำงานเท่านั้น วิธีการแบบนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายคุณอย่างแรงในฐานะผู้นำได้
เรื่องที่แผนกทรัพยากรบุคคล ค้นพบว่าอาจจะมีอีกมุมมองหนึ่งก็ได้ ข้อมูลดิจิตอลนั้นสามารถบิดเบือนได้ง่ายมาก คนที่มีความชำนาญแม้แต่เพียงน้อยนิดก็สามารถปลอมแปลงมันได้อย่างง่ายดาย เช่นการเป็นบุคคลนิรนามเข้าไปกุเรื่องโกหกเกี่ยวกับใครสักคนในห้องแช็ท และเริ่มข่าวลือที่ลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็น “เรื่องจริง” ข้อความเท็จที่ชวนให้เข้าใจผิดจะกระจายไปเร็วมากในโลกออนไลน์ซึ่งอาจจะเร็วกว่าข้อมูลที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำและยังยากที่จะตามหาที่มาเพื่อกำจัดทิ้งด้วย ดังนั้นหากมีเรื่องที่จริงหรืออาจจะไม่จริงเกี่ยวกับผู้สมัครเกิดขึ้น มันจึงจำเป็นมากที่จะเรียกคนผู้นั้นมาเพื่อชี้แจงสถานภาพ คุณอาจจะให้พวกเขาหาหนังสือหรือบุคคลรับรองมาให้คุณตรวจสอบเพิ่มเติมก็ได้ เนื่องจากข้อมูลออนไลน์ถูกปลอมแปลงได้ง่าย และเห็นได้ชัดว่าแบ่งปันกระจายกันง่าย ดังนั้นการสัมภาษณ์ด่านที่สองจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
อาจเป็นไปได้ว่า Mimiไม่ได้โทรไปขอให้หนังสือพิมพ์เขียนข่าวเรื่องเธอ แต่ในวัฒนธรรมค่านิยมของ “ชาวดิจิตอล (Digital Natives)” บ่อยครั้งที่มีการจงใจให้เป็นข่าวให้รู้กันทั่ว คนที่เติบโตขึ้นในสภาวะแวดล้อมของคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันจะแบ่งปันข้อมูลกันไม่เลือกกว่าคนรุ่นเก่า พวกเขาไม่สนใจกับเรื่องที่คนอื่นอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เช่นรูปภาพที่ไม่งามไม่เหมาะสม บทสนทนาที่น่าอาย และการกระทำอื่นๆที่ไม่อยากให้พ่อแม่รู้ และคนเหล่านี้จะไม่ลังเลเลยที่จะเปิดเผยทางออนไลน์ เรื่องนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงนอกเสียจากจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างทั่วถึงในบรรทัดฐานทางสังคม
ดูจากแนวโน้มแล้ว มาตรฐานการจ้างงานจะต้องเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นคุณก็จะไม่สามารถจ้างคนดีคนเก่งได้ นี่เป็นเรื่องยากที่กลุ่ม CEOs และผู้บริหารระดับสูงทาง HR จะเข้าใจ ผู้บริหารระดับสูงรุ่นอาวุโสส่วนใหญ่เป็น “ผู้อพยพดิจิตอล (Digital Immigrants)” ที่ไม่หมกมุ่นอยู่กับค่านิยมทางอิเล็กทรอนิก ผู้ที่เกิดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Baby Boomers) และบางครั้งก็ผู้บริหารระดับสูงรุ่นหลังพยายามที่จะเอาชนะความสับสนของตัวเองเกี่ยวกับคนรุ่นปัจจุบันในวัยยี่สิบกว่าๆ ที่นำข้อมูลแง่ลบของตัวเองลงโลกออนไลน์มากขึ้นทุกวัน ความยากหลักๆของผู้อพยพดิจิตอลคือพวกเขากำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณของตัวเอง ซึ่งก็คือการกำจัดชาวดิจิตอล ช่องว่างระหว่างรุ่นจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆจนกว่าชาวดิจิตอลจะได้เป็น CEOs และผู้บริหารระดับสูงทาง HR เสียเอง
จอห์น จี. พัลฟรีย์, จูเนียร์ บอกไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะถาวรหรือไม่ เขาคิดว่าเราจะต้องเจอกับผลกรรมที่ย้อนกลับมาเข้าสักวัน จะต้องมีความหายนะเกิดขึ้นเมื่อคนที่โพสต์ข้อความส่วนตัวออนไลน์มากเกินไปเริ่มรู้ซึ้งถึงผลที่ตามมา เมื่อพวกเขาต้องอธิบายให้ลูกๆฟังว่า ทำไมรูปโป๊ของพ่อแม่พวกเขาตอนอายุ 25 ถึงได้มาอยู่ในอินเตอร์เน็ต ชาวดิจิตอลจะต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน แต่กระนั้น จอห์น จี. พัลฟรีย์, จูเนียร์ ก็คิดว่าคำถามเหล่านั้นคงจะไม่ต่างกันนักกับพวกที่โตในยุค 1960s ที่ต้องตอบคำถามลูกๆเรื่องยาเสพติดและการคบชู้สู่ชาย

คนที่ 2
เจฟฟรี เอ. โจเออร์ริส มีความเห็นว่าความก้าวหน้าของสื่อออนไลน์และการเชื่อมโยงทางสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะการจ้างงาน ด้วยวิธีที่ช้าๆแต่มั่นคง ซึ่งนายจ้างและผู้สมัครงานส่วนใหญ่ต่างก็เพิ่งเริ่มที่จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ หนึ่งในวิธีเหล่านั้นคือการตรวจสอบอย่างคร่าวๆอย่างน้อยส่วนหนึ่งของประวัติออนไลน์ของผู้สมัครแต่ละคน ก่อนทำการสัมภาษณ์พวกเขา
ตามธรรมเนียมแล้ว จะไม่มีการเช็คประวัติจนกว่าผู้สมัครจะผ่านการสอบสัมภาษณ์ และได้รับเลือกเข้ารอบสุดท้ายแล้ว และไม่นานมานี้เองที่คนซึ่งมีอดีตไม่ค่อยสวยงามนักสามารถก้าวออกจาก ประวัติที่เลวร้ายและเริ่มต้นใหม่ในสถานที่ใหม่ ปัจจุบันนี้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติสามารถถูกGoogled หาข้อมูลและตัดออกจากการแข่งขันสมัครงานก่อนที่จะได้ก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามาสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ และต่อให้กำลังจะข้ามประเทศก็ยากที่พวกเขาจะทิ้งประวัติไว้ข้างหลังเพราะชุมชนออนไลน์นั้นไร้พรหมแดน
ในกรณีนี้ Fred และผู้จัดการ HR ของเขาได้ทำสิ่งจำเป็นต่างๆในขั้นตอนการรับสมัครพนักงานแล้ว และได้สะดุดกับสิ่งที่อาจจะทำให้อาจตัด Mimi ออกจาการเป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งในเซี่ยงไฮ้ นอกเหนือจากเรื่องน่าเป็นห่วงที่ถูกเปิดเผยทางอินเตอร์เน็ตแล้ว เจ้านายเก่าของเธอบอกว่าเธอเป็นคนหัวดื้อและขี้เล่น และตอนที่ Fredสัมภาษณ์เธอ มันดูไม่เหมาะสมนักที่เธอขยิบตาให้เขาและเรียกเขาว่า “บอส” ตอนจะออกจาก ห้องทำงานเขา ถ้างานที่ Mimi ไปสัมภาษณ์อยู่ที่ประเทศตะวันตกเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ประเทศจีนเป็นประเทศที่พิเศษไม่เหมือนใคร
แม้ว่า Mimi จะมีคุณสมบัติเหมาะสมมาก แต่ประวัติของเธอที่จีนนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอเป็นผู้จัดการที่ดีที่เมืองจีนได้ บริษัท Hathaway Jones กำลังจะเปิดร้านค้าแรกของบริษัทที่เซี่ยงไฮ้ และบริษัทจำเป็นต้องมีผู้จัดการที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงแน่นแฟ้นกับรัฐบาลท้องถิ่นได้ การว่าจ้างคนที่ขาดความสามารถและความคิดที่เหมาะสมอาจจะเป็นอุปสรรคกับความสำเร็จของบริษัทใน ตลาดวงการนี้ได้ และแน่นอนการที่คนจีนชอบเล่นเน็ตกันมากและรู้จักใช้ Google หาข้อมูล ก็คงจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ของเธอดีขึ้นแต่อย่างใด
เพราะธุรกิจการขายและการให้บริการเป็นเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น เจฟฟรี เอ. โจเออร์ริส นั้นจะลังเลที่จะให้คนจากต่างประเทศรับตำแหน่งที่เซี่ยงไฮ้ ลูกจ้างชาวจีนคาดหวังให้หัวหน้าของพวกเขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน และเป็นคนใหญ่คนโตน่ายกย่องซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนพ่อแม่ ผู้นำสไตล์ตะวันตกที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ จะต้องเจอกับปัญหาอัตราการเปลี่ยนงานสูง และระดับผลผลิตต่ำ แม้เธอจะเก่งด้านภาษา แต่ก็ไม่คิดว่า Mimi จะเป็นเจ้านายที่แสนดีสำหรับแรงงานชาวจีนได้
กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ามันสำคัญมาก สำหรับคนที่จะมาเป็นลูกจ้างโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ที่ชอบทำกิจกรรมในเน็ต ในการปกป้องชื่อเสียงของตัวเองและไตร่ตรองให้ดีเกี่ยวกับนิสัย ออนไลน์ที่นำเสนอต่อชาวโลก ข้อมูลที่โพสต์ในวันนี้จะยังคงอยู่ต่อไปนานเป็นปีๆ และอาจจะย้อนกลับ มาหลอกหลอนพวกเขาอีกก็เป็นได้ นักเรียนที่จบม.ปลายและนักศึกษาจบใหม่ จะไม่รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้จนกว่าพวกเขาจะได้มานั่งสัมภาษณ์งาน และผู้จัดการ HR เปิดแฟ้มที่ไม่ได้มีเพียงประวัติส่วนตัว ของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังมีข้อความล่าสุดจากบล็อกและรูปถ่ายปาร์ตี้ ของพวกเขาอีกด้วย ข้อความออนไลน์เป็นข้อมูลสาธารณะและเป็นสิ่งที่นายจ้างสามารถถามถึงได้
เจฟฟรี เอ. โจเออร์ริส จะแนะนำทุกครั้งให้ผู้สมัครหาข้อมูลของตัวเองในเน็ตว่าจะมีอะไรที่อาจจะมาเป็นประเด็นใน การสัมภาษณ์บ้าง เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถเตรียมตอบคำถามได้ พวกเขาควรคำนึงถึงเรื่องการใช้ อินเตอร์เน็ตแสดงถึงคุณสมบัติที่จะทำให้นายจ้างประทับใจในแง่บวกด้วย แทนที่จะแชร์รายละเอียดในด้านที่ไม่ดีของตัวเอง คุณควรใส่ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่แสดงให้เห็นตัวคุณในฐานะคนเก่ง คนมีความสามารถซึ่งจะเป็นบุคลากรล้ำค่าให้กับเจ้านายคนใหม่ได้

คนที่ 3
ดานาห์ เอ็ม. บอยด์ ได้เริ่มเขียนบล็อกตอนอายุ 19 ปี และก่อนหน้านั้นเขาก็โพสต์ลงในเมลลิงก์ ลิสต์สาธารณะ, บอร์ดข้อความ, และ Usenet อยู่เป็นเป็นประจำ เขาโตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ และก็เป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นที่น่าจะมีความละอายกับสิ่งที่ตัวเองโพสต์ แต่เขากลับไม่ใช่แบบนั้น ข้อความโพสต์เหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของอดีตที่ผ่านมาของเขา และเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา เมื่อเวลาผ่านไป อดีตที่โง่เขลาในรูปแบบดิจิตอลจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องปกติ
คนหนุ่มสาวสมัยนี้กำลังทำในสิ่งที่หนุ่มสาวได้ทำมาตลอดตั้งแต่เมื่อก่อน ซึ่งก็คือการพยายามค้นหาตัวเอง การเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่สาธารณะให้คนอื่นสำรวจ เด็กวัยรุ่นพวกนี้กำลังค้นหาว่า ความคิดของคนอื่นที่มีต่อพวกเขานั้นสอดคล้องกับความคิดที่พวกเขามีต่อตัวเองอย่างไร พวกเขาปรับพฤติกรรมและความคิดของตัวเองบนพื้นฐานของปฏิกิริยาที่ได้รับจากคนที่พวกเขาเคารพ การบริหารจัดการความเข้าใจของสาธารณชนในยุคปัจจุบันนี้เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์
และเป็นอีกครั้งที่พวกผู้ใหญ่วิตกกังวลเรื่องที่คนรุ่นหลัง หมกมุ่นในวัฒนธรรมใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น คราวนี้มันคือ อินเตอร์เน็ต ขณะที่คนตื่นกลัวกันมากเรื่องจริยธรรมของวัยรุ่น ความวิตกเรื่องใครอาจจะมา ทำร้ายเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาก็เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความกลัวเรื่องพฤติกรรมอันเลวร้ายของเด็กๆเหล่านั้นด้วย และยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีกเมื่อวัยรุ่นสมัยใหม่จำนวนมาก ถูกจำกัดควบคุมในขณะที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ข้อความที่ขัดแย้งสวนทางกันที่พวกผู้ใหญ่ถ่ายทอดออกมา สามารถสร้างความเสียหายทาง จิตใจได้
สิ่งที่มองเห็นว่าเป็นพฤติกรรมเจ้าปัญหาของวัยรุ่นสามารถสืบย้อนกลับไปยังเนื้อหาข่าวสารที่สื่อทั่วไป ขายให้กับวัยรุ่น รวมทั้งความโด่งดังมีชื่อเสียงที่ ปารีส ฮิลตัน กับ ลินด์เซย์ โลแฮน ได้รับด้วย ส่วนประกอบทางสังคมที่ซับซ้อนทำให้เดี๋ยวนี้ความหลงตัวเองมาแรง คนหลงตัวเองชอบแสวงหาความมีชื่อเสียง รายการเรียลลิตี้โชว์ (Reality TV shows) สอนเด็กวัยรุ่นว่าการเปิดเผยเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่วัยรุ่นที่แสวงหาและเรียกร้องความสนใจจะเปิดเผยหมดทุกอย่าง ไม่ใช่วัยรุ่นทุกคนที่อยากได้รับความสนใจทำนองนี้ แต่บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว และอินเตอร์เน็ตได้กลายมาเป็นทั้งสถานที่สำหรับเพื่อนฝูงและพื้นที่ที่มีไว้เรียกร้องความสนใจ
คนหนุ่มสาวจำนวนมากมายมีชีวิตออนไลน์ที่ไม่น่าไว้ใจนัก ถ้าบริษัท Hathaway Jonesไม่ต้องการจ้างคนเหล่านี้ พวกเขาก็จะพลาดโอกาสได้คนหัวดีๆไปร่วมงานด้วย คนฉลาดหัวดีมีข้อได้เปรียบ แต่สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นความได้เปรียบนั้นขึ้นอยู่กับเวลาและเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกดิจิตอลอันซับซ้อน เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพียงหนุ่มสาวไม่กี่คนที่จะผ่านชีวิตวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมาได้โดยที่ประวัติไม่ด่างพร้อย นายจ้างจำเป็นต้องมีคนที่ทำตามกฎระเบียบ แต่ก็จำเป็นต้องมีคนที่ “มีความคิดสร้างสรรค์” เช่นกัน Mimi เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเหมาะสมกับงานที่เฟร็ดกำลังหาคนมาทำ ไม่ใช่คนที่ชอบอยู่ในกรอบชอบทำตามกฎ Fred ควรเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองและว่าจ้าง Mimi ดานาห์ เอ็ม. บอยด์ แนะนำว่าให้ Fred ควรคุยกับเธอทันที เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถวางแผนร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับการจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมออนไลน์ของ Mimi
ดานาห์ เอ็ม. บอยด์ คิดว่า Fred จะสามารถเรียนรู้อะไรดีๆ จากประสบการณ์นั้นได้มาก ต้องรู้จักเผชิญหน้ากับมันโดยตรงและรู้วิธีจัดการกับมัน หลังจากนั้นก็เอาข้อมูลซึ่งสร้าง ภาพลักษณ์ที่ต่างไปเล็กน้อยไปเผยแพร่ ถ้าอ่านเพียงข้อความเดียว คุณก็คงจะเจอแต่แง่มุมที่ถูกบิดเบือน
เพราะเหตุนี้จึงอยากแนะนำให้ Mimi เริ่มสร้างเส้นทาง Google ของเธอเอง เธอควรแสดงความคิดปัจจุบันของเธอที่มีต่อประเทศจีน สะท้อนให้เห็นว่าหลายปีที่ผ่านมา เธอได้ปรับปรุงแนวคิดของตัวเองไปแล้วมากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในสังคมเน็ตเวิร์ค ก็คือการเรียนรู้วิธีตกแต่งประดับประดาร่างกายดิจิตอลของเรา เช่นเดียวกับที่เราเรียนรู้ที่จะสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมเพื่อออกไปออฟฟิศ

คนที่ 4
ไมเคิล ฟอร์ทิค เห็นด้วยกับ Fred ที่ได้บอกกับรองประธาน HR ของเขา หากพยายาม Google หาใครสักคนมากพอ คุณก็จะเจอข้อผิดพลาดของคนคนนั้น นี่เป็นความจริงใหม่ในปัจจุบัน พวกบริษัทไม่อยากค้นหาประวัติใน Google เพื่อหาข้อมูลผู้สมัครงานนัก แต่ทุกคนเขาก็ทำกันทั้งนั้น ประวัติการทำงานของคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณส่งไปให้นายจ้างอีกต่อไป มันเป็น 10 อย่างแรกที่ปรากฏขึ้นมาใน Google
เนื่องจากการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ บริษัท Hathaway Jones จะมีปัญหาเรื่องการจ้าง Mimi ในงานนี้ตำแหน่งสูงพอสมควร และข้อมูลออนไลน์ของเธอ ก็อ่อนไหวมากสำหรับคนจีนระดับสูง จนไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อมูลนั้นจะต้องถูกพบและ เป็นที่จับตามองอย่างแน่นอน แม้ว่ามันจะปรากฏอยู่ในหน้าที่ 9 ของผลการค้นหา Google เท่านั้นก็ตาม แล้วชาวบ้านก็จะเข้ามาเขียนถกเถียงเรื่องนี้ในอินเตอร์เน็ต และสังคมก็จะหวาดระแวง ดูจากสภาวะแวดล้อมแล้ว Mimi จะเป็นตัวอันตรายสำหรับบริษัท Hathaway Jones
ในกรณีนี้ Mimi ไม่ได้เป็นคนลงข้อความเอง และเธอก็ไม่สามารถลบมันออกจากเว็บได้ พวกนี้เป็นคอลัมน์ข่าวหนังสือพิมพ์ กระทั่งบริษัทเราเองซึ่งถูกก่อตั้งมาเพื่อค้นหาและ ทำลายข้อมูลออนไลน์ที่ไม่พึงประสงค์ ยังไม่คิดที่จะพยายามลบข่าวของหนังสือพิมพ์เลย นั่นจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ดี และเกือบทุกเคสเราจะทำไม่สำเร็จ อินเตอร์เน็ตชอบหนังสือพิมพ์มาก มันอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเลื่อนข้อมูลจากหน้า 1 ของ Google ไปยังหน้า 2 ได้

ไมเคิล ฟอร์ทิค คิดว่า Mimi น่าจะเปิดเผยข่าวนั้นให้ Fred รู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน เธอฉลาดพอที่จะรู้ว่าความคิดของเธอ เกี่ยวกับประเทศจีนและโลกาภิวัตน์สามารถมีผลกระทบกับสมรรถภาพของบริษัทในประเทศนั้นได้ การนำข้อมูลนั้นไปให้เฟร็ดได้รับรู้ก่อน HR เธอจะมีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่จะเกิดตามมาได้
แต่ Mimi ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องป่าวประกาศโพสต์นั้นประจานตัวเองไปตลอดชีวิต มีอยู่หลายอย่างที่เธอสามารถทำได้ (และควรจะทำ) หากเธอจริงจังกับอาชีพการงานในประเทศจีน เช่นว่าเธออาจจะลงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์บนโฮมเพจที่ตัวเองสร้างขึ้น หรือเข้าร่วมบอร์ดออนไลน์เกี่ยวกับเมืองจีนและองค์กรการค้าโลก ในเว็บบอร์ดสาธารณะเหล่านี้ Mimi สามารถอธิบายได้ว่าเมื่อก่อนตอนอายุยังน้อยเธอมีความสนใจด้านการเมืองและสังคมมาก ถ้าความคิดของเธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้ว เธอก็จะสามารถลบล้างความคิดเห็นของตัวเองในอดีตได้ โดยการชี้แจงในอินเตอร์เน็ตว่า เธอเชื่อว่าโลกนี้ซับซ้อนกว่าที่เธอเคยเข้าใจเมื่อตอนที่เธออายุ 21ปี
บทเรียนที่ได้รับจากประสบการณ์ของเธอ (และยังเป็นบทเรียนสำหรับเหล่า CEOs และ ผู้สมัครงานด้วยเช่นกัน) ก็คือคุณต้องรู้ว่าคนอื่นพูดถึงคุณว่าอย่างไรในโลกออนไลน์ ตลอดมาชื่อเสียงของคนเรานั้นถูกหล่อหลอมให้เป็นรูปร่าง ไม่ใช่ด้วยสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้คนอื่นรับรู้ แต่ยังด้วยสิ่งที่คนอื่นพูดถึงเราด้วย แต่ปัจจุบันนี้สิ่งที่คนอื่นพูดสามารถไปถึงหูผู้ฟังได้กว้างขวางกว่า เมื่อก่อนมาก เมื่อ 10 ปีก่อนหากมีคนปล่อยข่าวลือว่าคุณเป็นโรคเริม ก็คงจะมีคนรู้กันไม่มากนัก ปัจจุบันนี้แค่ศัตรูหนึ่งคนโพสต์ข้อความนิรนามลงในอินเตอร์เน็ต เพียงเท่านี้ทุกคนก็รู้กันทั่วแล้ว ไม่ว่ามันจะจริงหรือเท็จก็ตาม อย่าพูดเลยว่ามันจะไม่มีผลกระทบต่อสถานภาพทางจิตใจ และทางหน้าที่การงานของคุณ บางคนไม่สนใจและบอกว่าแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวนั้น กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็จริง แต่กระทั่งตอนนี้ ไมเคิล ฟอร์ทิค ก็เชื่อว่าเรื่องสิทธิส่วนตัว มันเป็นประเด็นทางอินเตอร์เน็ตที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นเขาถึงได้ทำงานที่ทำอยู่นี้

what are the problem ?

ปัญหาที่ 1
ในฐานะ Fred ที่เป็น CEO ของบริษัท Hathaway Jones และมีอำนาจในการตัดสินใจ เด็ดขาด จะกำหนดคุณสมบัติที่บุคคลากรที่จะเข้าทำงานในตำแหน่ง Marketing Research Executive ต้องมีอะไรบ้าง
1 ต้องมีพื้นฐานทางการศึกษาทางด้านการตลาดและการบริหารธุรกิจ มีประสบการณ์การทำงานในบริษัทวิจัยตลาดไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยเฉพาะต้องมีความรู้และความเข้าใจกับลักษณะลูกค้า การใช้ชีวิตประจำวัน รสนิยม อายุ รายได้ พฤติกรรมเฉพาะ เป็นต้น โดยเฉพาะในประเทศจีน เพื่อจะได้วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
2 ประวิติส่วนตัว ต้องมีประวัติที่ดีไม่ด่างพร้อยเพราะตำแหน่งนี้เป็นหน้าตาของบริษัท Hathaway Jones ที่จะเป็นตัวแทนในประเทศจีนเพราะต้องมีการติดต่อกับบุคคลระดับสูงทั้งในประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา
ลักษณะนิสัย ต้องอ่อนน้อมถ่มตน มีสัมคารวะ เพื่อรองรับการทำงานในรูปแบบคนตะวันตกที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน เพราะมีลักษณนิสัยที่เคารพผู้อาวุโส มีกาลเทศะ ชอบความกตัญญู เป็นต้น
3 มีความรู้ทางด้านภาษาและมีทักษะในการติดต่อสื่อสารที่ดี เพราะต้องมีการติดต่อและประสานงานระหว่างพนักงานในประเทศจีนและประเทศแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งต้องสามารถพูดได้หลายภาษาทั้ง ภาษาจีนกลาง จีนแต้จิ๋ว จีนไหหลำ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
4 สามารถทำงานเป็นทีมได้และสามารถทำงานตัวคนเดียวได้ด้วย ต้องสามารถปรับตัวเองให้สามาถทำงานได้ในทุกสถานการณ์ มีความคล่องตัวสูงแต่ก็ต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
มีทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เนื่องจากบริษัท Hathaway Jones กำลังประสบปัญหาดังนั้นผู้สมัครในตำแหน่งต้องมีประสบประการณ์อย่างมากเพื่อจะได้หาสาเหตุของปัญหาได้และสามารถแก้ไขได้ถูกจุดและทันท่วงที
5 มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ มีความรับผิดชอบ เพื่อจะได้สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆให้บริษัท Hathaway Jones อีกด้วย
6 รู้จักเป็นการส่วนตัว เพื่อจะสร้างไว้วางใจได้ เพราะงานในตำแหน่งนี้มีความสำคัญกับอนาคตของบริษัท Hathaway Jones อย่างมาก ดังนั้นคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งควรมีการรู้จักเป็นการส่วนตัวเพื่อให้ง่ายต่อการทำงานและสามารถไว้เนื้อเชื่อใจในมากขึ้น

ปัญหาที่ 2
ในฐานะบริษัท Hathaway Jones จะรับ Mimi เข้าทำงานหรือไม่เพราะเหตุใด

จากปัจจัยที่คุณสมบัติที่ได้กล่าวมาข้างต้นท้ง 8 ประการ พบว่า Mimi มีคุณสมบัติครบถ้วนถึง 4 ประการ ได้แก่ พื้นฐานทางการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน การติดต่อสื่อสื่อสารที่ดี และมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนคุณสมบัติของ Mimi ที่มีระดับปานกลางมี 2 ประการ ได้แก่ ลักษณะนิสัยและบุคคลิกภาพ และความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่มีคุณสมบัติบางประการที่ไม่สามารถประเมินได้ คือ การทำงานเป็นทีมได้และสามารถทำงานตัวคนเดียวได้ด้วย แต่ประการที่สำคัญอย่างยิ่งคือ Mimi มีคุณสมบัติในเรื่องของประวัติส่วนตัวเพียงในระดับพอใช้เท่านั้น
จากการวิเคราะห์ดังกล่าวทางกลุ่มในให้น้ำหนักในแต่ละคุณไม่เท่ากัน และมีและการตัดสินใจคือ ตกลงรับ Mimi เข้าทำงาน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
ให้โอกาส Mimi ในการอธิบายและชี้แจ้งในปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการให้โอกาสทั้ง Mimi และทางบริษัท Hathaway Jones ด้วยเพราะ Mimi มีความสามรถที่อาจจะทำให้สามารถพลิกวิกฤตของบริษัทให้กลับมาฟื้นได้ โดยอาศัยช่องทางในการเปิดตลาดที่ประเทศจีน อีกทั้งบริษัท Hathaway Jones ควรค้นหาประวัติของ Mimi เพิ่มเติมอีกด้วย โดยต้องเป็นข้อมูลที่ไม่ผิดกฏหมายกล่าวคือเป็นเพียงการสอบถามลักษะการทำงานและนิสัยกับเจ้านายเก่า หรือ เพื่อนร่วมงาน ในบริษัทที่ Mimi ที่เคยทำงานมา ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวที่ผิดกฏหมาย เช่น ประวัติการักษาโรค ประวัติในจุดด้อยและข้อบกพร่องต่างๆ เช่น ในอดีตอาจเกลียด ศิลปะ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถนำมาอ้างที่จะไม่รับ Mimi อีกทั้งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเป็นการผิดกฏหมายอีกด้วย
ถ้าหลังที่ Mimi ชี้แจ้งแล้วพบว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง ทางบริษัทต้องให้โอกาสในการแก้ไขตัวเองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ตัว Mimi และองค์กรด้วย โดยต้องกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม
ให้ Mimi ทดลองงานในระยะเวลาเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติต่างๆที่ไม่สามารถประเมินได้ในเบื้องต้น ได้แก่ การทำงานเป็นทีมได้และสามารถทำงานตัวคนเดียวได้ด้วย อีกทั้งจะได้รู้จักนิสัยของ Mimi ที่ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการทำงานในวัฒนธรรมตะวันออก

ปัญหาที่ 3
ในฐานะ Mimi ควรปฎิบัติตนอย่างไรเพื่อแก้ไขในข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นได้ 2 กรณีคือ ข้อมูลเป็นจริง หรือไม่เป็นจริง

กรณีข้อมูลเป็นจริง
Mimi ควรจะต้องชี้แจงและขอโทษสำหรับเหตุการณ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ต้องแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ปฏิบัติพฤติกรรมเช่นนี้อีก เพราะเรื่องทางการเมืองถือเป็นเรื่องอ่อนไหวของประเทศจีน ซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ หรือปล่อยเหตุการณ์ให้เงียบไปโดยไปทำงานในสาขาที่เหมาะสมกับตัวเองที่ไม่ได้อ่อนไหวกับภาพพจน์ขององค์กรหรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับประวัติย้อนหลัง แต่สนใจเพียงประวัติการทำงานและผลงานเท่านั้น หรือถ้าบริษัท Hathaway Jones ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลควรจะดำเนินทางกฏหมายได้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง

กรณีข้อมูลเป็นเท็จ
Mimi ควรรีบชี้แจงให้เข้าใจว่าไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมหรือประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น ข่าวที่ปรากฏออกมาเกิดจากความเข้าใจผิดของนักข่าว (ถ้าเป็นไปได้ควรหาหลักฐานในการยืนยันเรื่องสถานที่และเวลาว่าไม่ได้มีส่วนร่วมและอยู่ในจุดชุมนุมประท้วงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์) รวมถึงชี้แจงสถานะของตนเองว่าไม่ได้มีการต่อต้านประเทศจีนแต่อย่างใด หรือ เธออาจจะลงเรื่องราวเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์บนโฮมเพจที่ตัวเองสร้างขึ้น หรือเข้าร่วมบอร์ดออนไลน์เกี่ยวกับเมืองจีนและองค์กรการค้าโลก ในเว็บบอร์ดสาธารณะเหล่านี้ Mimi สามารถอธิบาย ข้อเท็จจริงในอีตและเพื่อปรับเปลี่ยนภาพพจน์ของตนเองเสียใหม่

ปัญหาที่ 4
ในฐานะ Search Engine ซึ่งก็คือ Google หรือ เว็บไซด์ที่เผยแพร่ข้อมูลควรมีแนวทางป้องกันหรือมีบรรทัดฐานอย่างไรในการเรื่องสิทธิส่วนบุคคล

เนื่องจากประวัติของ Mimi นั้นเปิดเผยในสื่ออินเตอร์เน็ต สามารถหาได้พบทั้งผ่าน Google และเว็บไซด์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว อีกทั้งยังมีเอกสารออฟไลน์ที่ได้แสดงหน้าของ Mimi เป็นหลักฐานในการประท้วงเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อนักข่าวของรัฐบาลจีนที่กงสุลจีนในซานฟรานซิสโก ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะของการสื่อค้นข้อมูลส่วนตัวของ Mimi ได้ 4 ประเภท ได้แก่
1 ผ่านทาง Search Engine นั่นคือ Google ซึ่งในกรณีนี้ีถ้าข้อมูลไม่เป็นจริง Mimi สามารถแจ้งข้อมูลไปทาง Google ได้เพื่อแจ้งลบข้อความดังกล่าวได้ แต่ Google ควรมีมาตรการป้องกันด้วย เช่น ควรมีการคัดกรองข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อต้องแสดงผลการค้นหาเป็นชื่อของบุคคล ข้อมูล และลิ้งก์ต่างๆ ควรจะเอามาจากแหล่งที่เชื่อถือได้และสามารถตรวจสอบได้ ไม่ควรเป็นเพียงเว็บบอร์ดเพราะไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ และในขณะเดียวกันบุคคลทั่วไปควรตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลของ Google ด้วยว่ามีข้อเท็จจริงเพียงใด เพื่อที่จะแก้ไขได้ทันท่วงทีและเป็นการตรวจสอบที่รวดเร็วมากขึ้น

2 ผ่านทางเว็บไซด์ต่างๆ เช่น เว็บไซด์หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น ซึ่ง Mimi ไม่สามารถลบข้อมูลดังกล่าวได้ ทำให้เป็นข้อมูลที่จะต้องติดตัวไปตลอด ส่วนเว็บไซด์ก็ควรมีมีจรรยาบรรณการการเขียนบทความที่ต้องไม่พาดพิงทำให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเสียหาย เพราะถึงแม้จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายและลบบทความเหล่านั้นไปแล้ว แต่ระยะเวลาในการดำเนินการก็มาก และในบางครั้งก็ทำให้ชื่อเสียงของบุคคลเหล่านั้นเสียหายไปแล้วซึ่งไม่สามารเรียร้องกลับ มาได้

3 ผ่านทางเว็บบอร์ด เช่น กระทู้ต่างๆ เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่ได้เสนอต่อสาธารณชน เสมือนเป็นการเปิดกว้างทางความคิดทำให้คนที่ต้องการโพสข้อความดังกล่าว ต้องพึงระวังและตระนักว่า ข้อความเหล่านั้นจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต ไม่สามารถลบออกไปได้ ดังนั้น ในการโพสข้อความในแต่ละครั้งความไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนไม่ได้กระทำเพียงอารมณ์ชั่วครู่ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของทั้งตนเอง ครอบครัว องค์กร เป็นต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งคนที่พบข้อความต่างๆในเว็บบอร์ดต้องมีวิจารณาญาณด้วยว่า เป็นเพียงการคึกคะนองในอดีต เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปความคิดก็อาจเปลี่ยนเปลี่ยนได้ อีกทั้งในบางเว็บบอร์ด ไม่ได้มีหลักฐานการยืนยันตัวตนที่ดีพอ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นไม่ควรตัดสินคนเพียงข้อความสั้นๆเท่านั้น

4 ผ่านทางข้อมูลออฟไลน์ เช่น รูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ซึ่ง Mimi ไม่สามารถแก้ไขใดๆได้ทั้งสิ้น ยกเว้นในกรณีที่ หนังสือพิมพ์จะเขียนบทความแก้ไขให้ ซึ่งก็เป็นไปได้ยากเพราะเวลาผ่านไปนานมากแล้ว ซึ่งแนวทางป้องกันก็คือ นักเขียน และนักข่าว ต้องมีจรรณบรรณต่ออาชีพไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

วิกฤตการณ์ของสื่อออนไลน์มีผลกระทบอย่างไรกับวิถีชีวิตปัจจุบันในเรื่องของข้อมูลส่วนตัว

ในปัจจุบันสื่อออนไลน์มีผลกระทบกับชีวิตประจำเป็นอย่างมากทำให้วิถีชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปทำให้ต้องเกิดการปรับตัวและเรียนรู้อย่างมากเพื่อที่จะสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ไม่ให้เกิดผลเสียกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ผลกระทบดังกล่าวแบ่งออก 4 ประการ และแนวทางแก้ไขได้ ดังนี้ (ที่มา : www.thainetizen.org )

1 สิทธิเสรีภาพในการเข้าถึง และ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น สาระบันเทิง 
และอื่นๆ (Right to Access) เมื่อสื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการค้นหาข้อมูลส่วนตัวของเราได้ เราควรมีสติในการกระทำทุกครั้งและเมื่อกล้าทำ ก็ต้องกล้าแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำด้วย เพราะสื่อออนไลน์เป็นสื่อเปิดกว้างที่ใครก็ได้สามารถตรวจสอบประวัติส่วนตัวผู้อื่นได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก อีกทั้งการสืบค้นประวัติส่วนตัวของผู้อื่นและนำไปเผยแพร่ก็ผิดกฏหมายในเรื่องการหมิ่นประมาทได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นควรจะเลือกเสพสื่อออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถื่อและสามารถตรวจสอบได้

2 สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็น ความรู้สึก ต่อเรื่อง สังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ชีวิต ฯลฯ (Freedom of Expression) เมื่อมีช่องทางในการแสดงออกได้ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆทั้ง Blog ส่วนตัว Webbroad Websideส่วนตัว เป็นต้น แต่การแสดงออกต้องอยู่ในกรอบข้อบังคับ ตามกฏหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของ ผู้อื่น และไม่พาดพิงจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ถึงแม้จะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวก็ตามเพราะเราไม่สามารถลบข้อความดังกล่าวออกจากสื่ออนไลน์ได้และสามารถใช้เป็นหลักฐานมัดตัวได้ตลอดเวลา

3 สิทธิในการความเป็นส่วนตัว (Right to Privacy) และการได้รับการปกป้องคุ้มครองอันปลอดภัยจากการสอดส่องโดยรัฐและหน่วยงานอื่นๆ (Surveillance) เมื่อการโพสข้อความอะไรก็ตามในอินเตอร์เน็ตข้อความเหล่านั้นจะไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป ดังนั้นในการโพสแต่แต่ครั้งควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เพราะเราจะไม่สามารถแก้ไขใดๆได้เลย ทำได้เพียงป้องกันโดย ไม่โพสข้อความเหล่านั้นแทน อีกทั้งเราก็เคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วย โดยการไม่ค้นหาประวัติส่วนตัวที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น รวมทั้งรัฐและหน่วยงานอื่นควรมีการตรวจสอบที่รัดกุมและมีกฏหมายที่ครอบคลุมเพื่อสามารถเป็นบทลงโทษที่ทำให้ทุกๆคนพึงระวังตัวไว้

4 ความรับผิดชอบร่วมกันของชุมชนสื่อออนไลน์ การกำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) 
การสร้างความชัดเจน และกำหนดเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารซึ่งแตกต่างจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทุกคนในสังคมออนไลน์ต้องช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของตนเองและช่วยกันสอดส่องเพื่อป้องกันโทษของสื่อออนไลน์ อีกทั้งต้องสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจน และวัฒนธรรมที่ชัดเจนเพื่อ เป็นกรอบของการปฏิบัติตนให้เหมาะสมและเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมโลกออนไลน์

การต่อต้านการกระทำของ Google

รายงานข่าวล่าสุด โฆษณาในรูปแบบวิดีโอเนื้อหา "ต่อต้าน" การกระทำของกูเกิ้ล (Google) ในประเด็นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ที่โดนเก็บข้อมูลตลอดเวลาที่ใช้บริการเสิร์ชอันดับหนึ่งของโลก ได้ถูกเผยแพร่บนบิลบอร์ดในย่านไทม์สแควร์
โฆษณาที่ทำออกมาจะเป็นการ์ตูนที่ถอดแบบใบหน้ามาจาก Eric Schimidt ซีอีโอของ Google กำลังขับรถแจกไอศกรีมฟรีให้กับเด็กๆ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับบริการฟรีของ Google ที่มีให้กับผู้ใช้ทั่วโลก พร้อมด้วยข้อความที่ว่า "เขากำลังเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณ" โฆษณาชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดย Consumer Watchdog องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ตั้งอยู่ในซานตาโมนิก้า แคลิฟอร์เนียร์ โดยแคมเปญจ์ต่อต้านดังกล่าวใช้เงิน 25,000 เหรียญฯ (ประมาณ 778,250 บาท) โดยการ์ตูนต่อต้าน Google ได้ถูกเผยแพร่บนบิลบอร์ดขนาด 560 ตารางฟุตของ CBS Jumbotron ในไทม์สแควร์ แต่จะมีความยาวแค่ 15 วินาทีเท่านั้น และจะแสดงโฆษณาชุดนี้ 36 ครั้งต่อวันในช่วงระหว่างที่บิลบอร์ดโปรโมทรายการทีวีโชว์ CSI จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม ศกนี้

"มันเป็นการเปิดโปงถึงการใช้ข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ในทางที่ไม่ถูกต้องของ Google และการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวบนออฟไลน์ผ่าน Wi-Fi" Jamie Court ประธาน Consumer Watchdog กล่าว "และต้องการพุ่งเป้าไปที่ Eric Schmidt เกี่ยวกับถ้อยแถลงประหลาดๆ ที่ดูเหมือนเขาไม่ต้องการให้ทุกคนมีความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป"

อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่แสวงผลกำไรแห่งนี้ไม่ได้รับเงินจากไมโครซอฟท์ และกำลังเร่งให้สภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย "Do Not Track" (ห้ามติดตาม) สำหรับความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ ซึ่งจะคล้ายๆ กับ "Do Not Call" (ห้ามติดต่อ) ซึ่ง Google ถูกกล่าวหาว่า กำลังติดตามการใช้เสิร์ช และอีเมล์ของผู้ใช้ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลผ่าน Google Buzz รวมถึงการติดตามข้อมูลผ่านเครือข่าย Wi-Fi ที่ไม่ได้มีระบบรักษาความปลอดภัย โดย Google Buzz ได้ออกมาขอโทษในเรื่องเหล่านี้แล้ว สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดของแคมเปญจ์นี้เพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านได้ในบล็อก Consumer Watchdog ส่วนทางด้าน Google ยังไม่ได้มีการออกมาตอบโต้ หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมาทั้งสิ้น

การแก้เกมของ Google

กูเกิลควัก 8.5 ล้านเหรียญจบคดี Buzz

กูเกิล (Google) ยอมจ่ายเงิน 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อยอมความคดีที่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ร่วมกันฟ้องร้องต่อศาลว่าถูกบริการ Google Buzz (เครื่องมือเครือข่ายสังคมที่กูเกิลพ่วงลงในบริการฟรีอีเมลนาม Gmail) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดย 30% ของเงินยอมความจะถูกชดเชยให้เป็นค่าทนายความ และโจทก์ผู้ฟ้อง 7 คนจะได้รับเงินค่าเสียหายรายละไม่เกิน 2,500 เหรียญ สำหรับเงินที่เหลือจะถูกนำไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาหรือองค์กรเพื่อการกำหนดนโยบายการรักษาความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต
Buzz นั้นถูกองค์กรคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสหรัฐฯนามว่า Electronic Privacy Information Center (EPIC) ฟ้องร้องต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสหรัฐฯเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า Buzz นั้นละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ เนื่องจากกูเกิลออกแบบให้ Buzz ดึงรายชื่อผู้ติดต่อในบริการ Gmail มาสร้างเป็นรายชื่อผู้ติดต่อใน Google Buzz โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้
แม้หลังจากนั้นไม่กี่วัน กูเกิลจะประกาศปรับปรุง Buzz ให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น แต่คดีความทั้งหมดก็ยังคงดำเนินต่อไปจนล่าสุดกูเกิลต้องยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อจบคดีทั้งหมด

บทสรุปการกระทำของ Google ใน ออสเตรเลีย

Aus ฟ้อง Google แอบดูประชาชนละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

บริษัทยักษ์ใหญ่ Google ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนในข้อหาแอบจับตามองประชาชนในออสเตรเลีย
อัยการสูงสุดของออสเตรเลีย Robert McClelland ได้ตั้งข้อหาการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการเก้บข้อมูลตามท้องถนนด้วยรถของบริษัท “Street Cares” ทั่วโลกต่างก็ได้ออกมาประนามการกระทำของ Google หลังจากที่ทางบริษัทเองก็ได้ออกมายอมรับว่าได้นำเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชนชาวบ้านจากเคือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้มีการใช้รหัสเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าไปใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
รัฐมนตรีด้านการสื่อสาร Stephen Conroy ได้กล่าวว่าการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนเป็นการกระทำผิดทางกฎหมายที่รุนแรงที่สุดของโลกตะวันตกเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้เอง Facebook ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันเนื่องจากไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียในการสืบสวนคดี ซึ่งนาย Stephen เองก็ยังไม่ได้ออกมาสรุปว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่หากการเจรจากับ Facebook ไม่เป็นผล
นาย Stephen เองก็ได้ออกมาประกาศกฎหมาย ISP ที่ได้ความร่วมมือจาก Internet Industry Association เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ทีใช้อินเตอร์เน็ตนั้นจะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหากพบบุคคลต้องสงสัยกระทำผิดทางกฎหมาย และหากระบบมีการขัดข้องขึ้นมาอีกด้วย

บริษัทยักษ์ใหญ่ Google ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนในข้อหาแอบจับตามองประชาชนในออสเตรเลีย
อัยสารสูงสุดของออสเตรเลีน Robert McClelland ได้ตั้งข้อหาการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการเก้บข้อมูลตามท้องถนนด้วยรถของบริษัท “Street Cares”
ทั่วโลกต่างก็ได้ออกมาประนามการกระทำของ Google หลังจากที่ทางบริษัทเองก็ได้ออกมายอมรับว่าได้นำเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชนชาวบ้านจากเคือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้มีการใช้รหัสเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าไปใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

น้ำหอม ดึงดูดทางเพศเพิ่มรัก สร้างเสน่ห์ ปลุกอารมณ์ได้ เห็นผลแน่นอน ของแท้ นำเข้าจากยุโรป 
www.sanaeh.com


รัฐมนตรีด้านการสื่อสาร Stephen Conroy ได้กล่าวว่าการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนเป็นการกระทำผิดทางกฎหมายที่รุนแรงที่สุดของโลกตะวันตกเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้เอง Facebook ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันเนื่องจากไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียในการสืบสวนคดี ซึ่งนาย Stephen เองก็ยังไม่ได้ออกมาสรุปว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่หากการเจรจากับ Facebook ไม่เป็นผล
นาย Stephen เองก็ได้ออกมาประกาศกฎหมาย ISP ที่ได้ความร่วมมือจาก Internet Industry Association เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ทีใช้อินเตอร์เน็ตนั้นจะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหากพบบุคคลต้องสงสัยกระทำผิดทางกฎหมาย และหากระบบมีการขดข้องขึ้นมาอีกด้วย

บริษัทยักษ์ใหญ่ Google ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนในข้อหาแอบจับตามองประชาชนในออสเตรเลีย
อัยสารสูงสุดของออสเตรเลีน Robert McClelland ได้ตั้งข้อหาการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการเก้บข้อมูลตามท้องถนนด้วยรถของบริษัท “Street Cares”
ทั่วโลกต่างก็ได้ออกมาประนามการกระทำของ Google หลังจากที่ทางบริษัทเองก็ได้ออกมายอมรับว่าได้นำเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชนชาวบ้านจากเคือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ไม่ได้มีการใช้รหัสเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเข้าไปใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

น้ำหอม ดึงดูดทางเพศเพิ่มรัก สร้างเสน่ห์ ปลุกอารมณ์ได้ เห็นผลแน่นอน ของแท้ นำเข้าจากยุโรป 
www.sanaeh.com

รัฐมนตรีด้านการสื่อสาร Stephen Conroy ได้กล่าวว่าการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนเป็นการกระทำผิดทางกฎหมายที่รุนแรงที่สุดของโลกตะวันตกเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้เอง Facebook ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันเนื่องจากไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียในการสืบสวนคดี ซึ่งนาย Stephen เองก็ยังไม่ได้ออกมาสรุปว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่หากการเจรจากับ Facebook ไม่เป็นผล
นาย Stephen เองก็ได้ออกมาประกาศกฎหมาย ISP ที่ได้ความร่วมมือจาก Internet Industry Association เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งผู้ทีใช้อินเตอร์เน็ตนั้นจะต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหากพบบุคคลต้องสงสัยกระทำผิดทางกฎหมาย และหากระบบมีการขดข้องขึ้นมาอีกด้วย