Scribe Book 12 Case Rfid Hongkong Library

MAKING RFID WORK:

THE WORLD’S LARGEST UNIVERSITY LIBRARY RFID IMPLEMENTATION
Information System Acquisition
Information System Acquisition คือ การได้มาซึ่งระบบสารสนเทศ ซึ่งวิธีการ จัดหา มี 3 วิธีหลัก ๆ ได้แก่
1. ซื้อระบบสารสนเทศจากบริษัทผู้ขาย หรือผู้ผลิต
2. ว่าจ้างผู้พัฒนาหรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกองค์กรเป็นผู้ดาเนินการจัดหา พัฒนา หรือสร้างระบบสารสนเทศให้ธุรกิจ
3. ใช้บุคลากรภายในองค์กรพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นใช้งานเองภายในธุรกิจ
The University of Hong Kong’s Libraries
History
ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยฮ่องกง (HKU Libraries) ก่อตั้งขึ้นในปี 1912 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน, เก็บรวบรวม, และให้บริการแก่สมาชิกของมหาวิทยาลัยในการทาวิจัย ต่อมาในปี 1961 ซึ่งเป็นปีที่มีงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของมหาวิทยาลัย และเป็นปีที่มหาวิทยาลัยมีนักศึกษามากกว่า 2,000 คน ห้องสมุดดังกล่าวได้ถูกย้ายจาก Main Building ไปที่อาคาร Main Library (ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Old Wing ในปี 1991 และมีการปรับปรุงซ่อมแซมในปี 1993) หลังจากนั้นในปี 1991 HKU Libraries ได้ต่อเติมสถานที่ครั้งสาคัญ โดยใช้อาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของสมาคมศิษย์เก่า และให้ชื่อว่า New Wing
HKU Libraries ได้ใช้อาคารทั้งส่วน Old Wing และ New Wing เป็นสถานที่จัดเก็บเนื้อหาที่เกี่ยวกับศิลปะ, มนุษยศาสตร์, สถาปัตยกรรมศาสตร์, สังคมศาสตร์, และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่สาหรับสนับสนุนการสอนและการทาวิจัยในมหาวิทยาลัย ฮ่องกง
อาคาร Main Library นั้นตรงอยู่บริเวณใจกลางมหาลัย โดยมีส่วนที่เก็บรวบรวมหนังสือ และอานวยความสะดวกทั้งสิ้น 6 ชั้น หนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ อยู่ในชั้น 1 ถึงชั้น 4 แบ่งการจัดเก็บตาม Dewey Decimal Classification Scheme (DDC) โดยที่หนังสืออยู่ที่อาคารส่วน New Wing และสิ่งพิมพ์ที่ออกต่อเนื่อง จะถูกจัดเก็บในอาคารส่วน Old Wing ส่วนหนังสือที่ไม่ค่อยมีใครใช้ จะไม่ถูกวางบนชั้นวางหนังสือ แต่จะถูกวางไว้บนพื้น หรือไม่ก็ในส่วนจัดเก็บที่เรียกว่า
Hing Wai ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยในอาคารมากที่สุด สาหรับบริการยืมและคืนหนังสือนั้น จะมีเคาเตอร์บริการตั้งอยู่ที่ชั้น G และ Main Library เปิดให้บริการทั้งสิ้น 92 ชั่วโมง ในแต่ละภาคการศึกษา นอกจาก Main Library แล้ว HKU Libraries ยังมีห้องสมุดสาขาอีก 6 แห่ง ได้แก่ Dental Library, Education Library, Fung Ping Shan Library, Lui Che Woo Law Library, Music Library, และ Yu Chun Keung Medical Library โดยที่ Fung Ping Shan Library นั้นเป็นห้องสมุดภาษาจีนของมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนชั้น 4 ถึงชั้น 6 ของอาคาร Main Library ในขณะที่ห้องสมุดสาขาอื่นๆ ตั้งกระจายอยู่ทั่วมหาวิทยาลัยทั้งวิทยาเขตหลัก วิทยาเขตถนน Sassoon และโรงพยาบาลทันตกรรม
Location of Libraries
จะเห็นได้ว่า Main Library ตั้งอยู่บริเวณใจกลางมหาวิทยาลัย บนเนื้อที่กว่า 16 เฮคตาร์ ซึ่งเป็นที่ลาดเขาอันเขียวขจีเหนือจุดตัดของถนน Bonham และถนน Pokfulam ในส่วน Western District ของเกาะฮ่องกง และยังมีห้องสมุดสาขาอีก 6 แห่ง ได้แก่ Dental Library, Education Library, Fung Ping Shan Library, Lui Che Woo Law Library, Music Library, และ Yu Chun Keung Medical Library
Library’s Former System
ระบบเดิมของทาง HKU Library นั้น จะเป็นระแบบแถบแม่เหล็ก จากที่ในปี 2000 บริษัท 3M ได้เสนอระบบ Digital Identification (“DID”) แก่ ลูกค้าในตลาดของประเทศ ฮ่องกง ซึ่งระบบ DID นี้ เป็นระบบที่ช่วยในการจัดการ
ระบบการจัดการและรักษาความปลอดภัยในห้องสมุด โดยผ่านทางเทคโนโลยี RFID และ 3M’s ซึ่งเป็นเจ้าของ เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย ในรูปแบบของ Tattle-tape จึงเป็นเหตุดึงความน่าสนใจ มายังห้องสมุดของมหาวิทยาลัยในฮ่องกง แต่อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวยังคงให้ประสิทธิภาพในการ ใช้งานรวมถึงการค้นหาหนังสือยังไม่ดีเท่าที่ควร ต่อมาจึงได้มีการนา เทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้ซึ่งเป็นวิธีการระบุ พิสูจน์ข้อมูลในแบบอัตโนมัติโดยใช้สัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ เพื่อที่จะแสดงตัวตนของวัตถุ จากการสแกนผ่านทาง ป้ายRFID เล็กๆซึ่งติดไว้ที่วัตถุนั้น ในแต่ละป้าย RFID จะเก็บข้อมูลตัวเลขที่ไว้แสดงตัวตนที่ไม่ซ้ากันในแต่ละชิพ แล้วจะถูกอ่านโดยเครื่องมือที่เรียกว่า RFID reader ทาให้การทางานรวดเร็ว และสะดวกมากยิ่งขึ้น
Issue
นับตั้งแต่ก่อตั้ง ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยฮ่องกง (University of Hong Kong Libraries : HKUL) ก็ได้มีแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่การกระจายข้อมูล การให้บริการผู้ใช้งาน และการให้อานาจกับพนักงาน อย่างไรก็ตาม ในการที่จะขับเคลื่อนให้การดาเนินงานประสบความสาเร็จ และเป็นไปตามเป้าหมายนั้น HKUL ต้องเผชิญกับประเด็นด่างๆดังต่อไปนี้
1. การกระจายข้อมูล (Expanding Information)
ในในปี 2007-2008 หอสมุด HKU ได้ใช้เงินจานวนสูงถึง $73 ล้านเหรียญฯฮ่องกง (ประมาณ 41%ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ในการซื้อหนังสือต่างๆเข้าห้องสมุด ทาให้ปริมาณหนังสือของหอสมุด HKU เพิ่มขึ้นจาก 2,170,471 เล่ม ในปี 2003 เป็น 2,645,696 เล่มในปี 2008 นั่นคือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.38%ต่อปี โดยหอสมุดหลักมีหนังสือมากที่สุด โดยมีจานวน 1,074,491 ในปี 2003 เป็น 1,277,982 ในปี 2008 โดยคิดเป็น 48.3%ของหนังสือในหอสมุดทั้งหมด และในปี 2008 HKUL ได้แบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ นิตยสาร(16.58%) หนังสือ(21.7%) สื่ออิเล็คทรอนิก(56.74%) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น โสตทัศนวัสดุ(4.98%) เป็นต้น
ซึ่งในการจัดการทรัพยากรจานวนมากนั้น HKUL ได้ใช้เครื่องมือในการบริการจัดการห้องสมุด โดยแผนกที่ดูแลเกี่ยวกับการวิเคราะห์หมวดหมู่หนังสือนั้น ได้มีการพัฒนาด้านการสืบค้นทรัพยากร (หนังสือ วารสารและสื่ออิเล็คทรอนิก) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในรูปแบบตีพิมพ์ ไม่ได้ตีพิมพ์และรูปแบบอิเล็คทรอนิก ซึ่งเปลี่ยนเลขเรียกหนังสือเป็น DDC, และ ตัวเลขในงานแรกๆ รวมไปถึงในเอกสารสาคัญ อีกทั้งแผนกรับ-จ่ายหนังสือได้มีการจัดเก็บหนังสือด้วยการระบุหนังสือที่มีการใช้น้อยจะถูกย้ายไปยังศูนย์จัดเก็บหนังสือ Hing Wai นอกจากนี้แผนกเอกสารอ้างอิงได้ช่วยเหลือผู้ใช้งานด้วยการสอบถามถึงเอกสารหรืองานวิจัยที่ต้องการ เพื่อที่จะช่วยผู้ใช้งานในการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และด้วยการใช้เครื่องมือและวิธีการเหล่านี้นี่เอง ที่ HKUL หวังว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรจานวนมากเหล่านี้ได้
ในบางครั้งอาจจะหาหนังสือบนชั้นวางหนังสือไม่พบ สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็อาจจะมาจากชั้นหนังสือมีหนังสือแน่นเกินไป หรือนักศึกษาอาจจะวางหนังสือไว้ที่อื่น อีกสาเหตุหนึ่งก็มาจากการที่นักศึกษาที่ไม่อยากให้คนอื่นใช้หนังสือเล่มนั้น จึงนาหนังสือเล่มนั้นไปซ่อนเพื่อให้ตนเองใช้ได้เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นไปได้ว่าหนังสือนั้นอาจจะถูกขโมยก็ได้ เนื่องจากปริมาณหนังสือจานวนมากที่ต้องจัดการนี่เอง HKUL จึงไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นยังอยู่ในห้องสมุดหรือไม่ หรือไม่รู้
แม้กระทั่งจานวนหนังสือที่หายไป ประกอบกับเป็นการยากที่จะตรวจสอบคลังหนังสือที่ไม่เคยได้ทาการตรวจสอบมาก่อนเลย
2. การให้บริการผู้ใช้งาน (Serving Users)
HKUL ได้ให้บริการผู้ใช้งานจานวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้ในมหาวิทยาลัยเอง และเครือข่ายของมหาวิทยาลัย นั่นคือ The School of Professional and Continuing Education(“SPACE”) ในปี 2008 พนักงานของมหาวิทยาลัยและอาสาสมัคร (ซึ่งมาจากSPACE และนักศึกษา) ได้ให้บริการสมาชิกของห้องสมุดกว่า 102,676 คน ซึ่งได้มีการยืมหนังสือกว่า 1,096,302 เล่ม นั่นหมายความว่า มีการยืมหนังสือเฉลี่ยแล้ว 10.68เล่มต่อสมาชิกหนึ่งคน และในช่วงที่มีผู้ยืมมากที่สุด จะมีหนังสือที่ถูกยืม 10,759 เล่มต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ยืมหนังสือมักจะเป็นนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่นั่นเอง คิดเป็นสัดส่วน 64.65% ของปริมาณการยืมทั้งหมด หรือคิดเป็นหนังสือจานวน 708,759 เล่มและจานวนนี้ยังไม่ได้รวมการยืมจากแผนกยืมหนังสือจากหอสมุดอื่นซึ่งแผนกนี้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถยืมหนังสือที่ไม่มีในHKULได้ ในปี 2008 นี้เอง HKUL ได้มีการยืมหนังสือประเภทนี้กว่า 87,983 เล่มกับหอสมุดแห่งอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งในการให้บริการผู้ใช้จานวนมากขนาดนี้นั้น แผนกให้บริการได้ตอบสนองต่อความต้องการในการยืมหนังสือที่เคาร์เตอร์ยืม-คืนหนังสือ ซึ่งที่เคาร์เตอร์นั้น ผู้ใช้สามารถยืมหนังสือจากชั้นหนังสือแบบเปิด(Open Stack) ด้วยบัตรยืมหนังสือได้ที่พนักงานเคาร์เตอร์ยืม-คืนหนังสือ และในการคืนหนังสือก็สามารถคืนได้ที่เคาร์เตอร์ หรือที่ตู้คืนหนังสือก็ได้ ซึ่งในช่วงที่มีการใช้บริการมากๆเช่น ในช่วงพักกลางวัน หรือในช่วง 16.00น.-18.30 น. เป็นต้น จะมีผู้ต่อแถวใช้บริการที่เคาร์เตอร์ยาวถึง 15-20 คน ถึงแม้ว่าที่เคาร์เตอร์จะมีพนักงานให้บริการเฉลี่ย 2 คนและสามารถเพิ่มได้ถึง 5 คนแล้วก็ตาม แต่ในช่วงพีคนั้นก็ยังมีผู้ใช้บริการต่อคิวยาวอยู่เช่นเดิม ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัญหาสาคัญของการให้บริการของHKUL เลยทีเดียว
3. เพิ่มศักยภาพให้แก่พนักงาน (Empowering Staff)
HKUL นั้นมีพนักงานอยู่ 2 ประเภท นั่นคือประเภท Professional staff และ Support staff ซึ่งประเภทแรกหรือProfessional staff จะต้องจบสาขาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารงานห้องสมุดและจะถูกฝึกอบรมมาจากต่างประเทศถึงแม้ว่าในฮ่องกงเองจะมีคอร์สอบรมเหมือนกันก็ตาม ในขณะที่ Support staff อาจจะไม่ต้องจบสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารห้องสมุดก็ได้ ในปี 2008 HKUL มี Professional staff ประมาณ 35 คนและ Support Staff ประมาณ 219 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1:6.34 คน ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่แย่ที่สุดในบรรดาหอสมุดต่างๆ ซึ่งจะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 1:1 หรือ 1:2 คน
และเพื่อที่จะลดอัตราส่วนนี้ลง HKUL ไม่ต้องการที่จะปลดบรรณารักษ์ออก แต่ต้องการที่จะรับ Professional staff เพิ่ม ในขณะที่จะลดจานวน Support staff ลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการให้พนักงานเกษียรก่อนกาหนด(retirement) การให้เงินชดเชยกับพนักงานประจาและลูกจ้างชั่วคราวที่หมดสัญญาแล้ว ซึ่งการลดพนักงานลงแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้หอสมุดได้มีการประมาณจานวนของ Support staff และจานวนความเสียหายทั้งหมดของการที่จะบรรลุการลดอัตราส่วนของพนักงานครั้งนี้ ซึ่งได้มีการคาดการณ์ว่าจะกระทบต่อการดาเนินงานของห้องสมุด HKUL จึงต้องหาวิธีการใหม่ๆในการเพิ่มประสิทธิผลเพื่อชดเชยจานวนพนักงานที่ลดลงนั่นเอง
ข้อดีของการนา RFID เข้ามาใช้
1. เนื่องจาก RFID เป็นการทางานในระบบไร้สาย จึงสามารถแสกนผ่านทางช่องทางของเครื่องตรวจสัญญานได้สะดวก ไม่ จาเป็นต้องนาไปทาบแถบแม่เหล็กใกล้ๆเหมือนในระบบเก่า
2. ในลักษณะของการแสกน ไม่จาเป็นต้องนา tag หันไปในด้านเดียวกับเครื่องแสกน จะวางในมุมไหนก็ได้
3. สามารถแสกน RFID ได้ หลายเล่มในหนึ่งครั้ง ทาให้ประหยัดในเวลาการให้บริการ
4. ระบบมีความถูกต้อง และแม่นยาสูง ลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้
5. ในการค้นหาหนังสือทาได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ผ่านเครื่องตรวจจับสัญญาณเพื่อหาหนังที่ติด tag ไว้
6. ลดการใช้จานวนพนักงาน
Radio Frequency Identification: RFID
RFID Technology
ในความจริงแล้ว RFID (Radio Frequency Identification) นั้น ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แต่งอย่างใด เนื่องจาก ได้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ตั้งแต่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการช่วยเครื่องบินค้นหาอากาศยานพันธมิตรในเรดาร์ โดยกองทัพอเมริกันแล้ว ซึ่งมีการใช้สัญญาณวิทยุเข้ารหัส เพื่อระบุว่าเครื่องบินที่บินผ่านน่านฟ้าเป็นฝ่ายเดียวกันหรือของศัตรู (IFF – Identification of Friend of Foe) โดย Mr. Watson-Watt ได้คิดโครงการลับเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการตรจสอบเครื่องบินของประเทศอังกฤษ ว่าเป็นพันธมิตรหรือเป็นศัตรูขึ้น โดยการติด transmitter บนเครื่องบินแต่ละเครื่อง เมื่อได้รับสัญญาณจากสถานีส่งเรดาร์บนภาคพื้นดิน ก็จะมีกรกระจายสัญญาณกลับ เพื่อบอกว่าเครื่องบินแต่ละเหล่านั้น เป็นพันธมิตร หลักการทางานของ RFID ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับแนวคิดของกองทัพอากาศ โดยสัญญาณจะถูกส่งไปยัง transponder และเกิดการสะท้อนกลับของสัญญาณ เรียกว่า passive system หรือ เกิดการกระจายสัญญาณ เรียกว่า active system แต่ในวงการอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้แล้ว RFID นับเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากทั่วโลก เนื่องจาก เป็นเทคโนโลยีที่เป็นเทคโนโลยีที่มีผลต่อการดาเนินชีวิตประจาวัน และการดาเนินธุรกิจ เพราะสามารถนามาประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลกหลาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบค้าปลีก ระบบค้าส่ง ระบบการผลิต จนกระทั่งการบริหารจัดการ Supply chain และ ระบบ Logistic ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัย (Security & Access Control) และมีการคาดการณ์ว่า RFID น่าจะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีบาร์โค้ด เนื่องด้วยคุณสมบัติของตัวชิพ ที่มีศักยภาพสูงกว่า รวมถึง RFID นั้นเปรียบเสมือนกับระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการคานวณ การรักษาความปลอดภัย และการส่งกาลังผ่านคลื่นแม่เหล็ก หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แทนการสัมผัสในทางกายภาพ
ในปัจจุบันนี้ หลายประเทศทั่วโลก ได้ให้ความสนใจ และมีความตื่นตัวกับเทคโนโลยี RFID อย่างมาก เนื่องด้วย RFID ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจาวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบของการใช้งานต่างๆ เช่น บัตรประจาตัวประชาชน, บัตรเอทีเอ็ม, บัตรสาหรับผ่านเข้าออกห้องพัก, บัตรโดยสารของสายการบิน, บัตรจอดรถ, ตรโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน, บัตรพนักงาน, กุญแจรถยนต์ (Electronics Immobilization) หากมองในแง่ของอุตสาหกรรม ในส่วนของการผลิต การบันทึกข้อมูลการจัดการสินค้าระหว่างการผลิตและการจาหน่ายสินค้า หรือแม้แต่ในฉลากสินค้าต่าง ๆ ก็ได้มีการนา RFID มาใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain management) การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง การกระจายสินค้า ระบบการขนส่ง การติดตามตู้สินค้าระหว่างการส่ง การประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุน เป็นต้น
RFID (Radio Frequency Identification” เป็นระบบชี้เฉพาะอัตโนมัติ (Auto-ID) แบบไร้สาย (Wireless) ที่กาลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งใช้ในการระบุตัวตนของวัตถุ หรือบุคคล โดยผ่านคลื่นความถี่วิทยุ นับว่ามีความแตกต่างจากเทคโนโลยีอื่น ๆ อาทิ บาร์โค้ด ที่อาศัยคลื่นแสง หรือการสแกนลายนิ้วมือ
หลักการทางานของเทคโนโลยี RFID คือ การส่งข้อมูลโดยอาศัยคลื่นวิทยุ ไปยังอุปกรณ์รับ ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการพิมพ์บาร์โค้ด หรือความผิดพลาดจากมนุษย์ นอกจากนี้ บาร์โค้ดนั้นมีข้อจากัดในการเก็บข้อมูลที่อาศัยตัวเลข 10 ถึง 12 หลัก โดยต้องทางานอิงกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ เช่น เราไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า และนามาให้พนักงานอ่านบาร์โค้ด ซึ่งเครื่องอ่านจะอ่านตัวเลขจากบาร์โค้ด เพื่อนาไปดึงข้อมูลสินค้า และราคาจากระบบฐานข้อมูลขึ้นมาบนจอ แต่ระบบ RFID นั้นจะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ลงในชิพที่ติดอยู่กับสินค้านั้น ๆ ได้เลย ส่งผลให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากมาย ตราบเท่าที่จานวนหน่วยความจายังไม่เต็ม และไม่จาเป็นต้องพึ่งพาระบบฐานข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ นอกจากนั้น ยังสามารถส่งผ่านข้อมูลที่เก็บอยู่ ไปยังเครื่องรับได้ หากอยู่ในระยะที่สามารถรับส่งสัญญาณได้
RFID Components
ระบบ RFID จะมีองค์ประกอบหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ Tag และ Reader ทรานสปอนเดอร์ หรือ ป้าย (Transponder/Tag)
ใช้สาหรับติดกับวัตถุต่าง ๆ โดยป้าย จะประกอบด้วย สายอากาศ และไมโครชิป ที่มีการบันทึกหมายเลข (ID) หรือ ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้น ๆ
ตัวอย่าง Tag
โครงสร้างภายใน Tag
โครงสร้างภายใน Tag จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ คือ - ไมโครชิป (Microchip) ทาหน้าที่ เก็บข้อมูลของวัตถุ ไว้ในหน่วยความจา ซึ่ง อาจเป็นหน่วยความจาแบบอ่านได้อย่างเดียว (ROM) หรือ ทั้งอ่านและเขียน (RAM) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในการนาไปใช้งาน โดยปกติ หน่วยความจาแบบ ROM จะเก็บข้อมูลด้วยความปลอดภัย เช่น สิทธิในการเข้าออกประตู ส่วน RAM ใช้เก็บข้อมูลชั่วคราวในระหว่างที่ Tag และ Reader ทาการติดต่อสื่อสารกัน นอกจาก ROM และ RAM แล้ว ยังมีหน่วยความจาแบบ EEPROM เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลการสื่อสารระหว่าง Tag และ Reader และข้อมูลยังคงอยู่ถึงแม้จะไม่มีพลังงานไฟฟ้าป้อนให้แก่ Tag - สายอากาศ (Antenna) สายอากาศ คือ ขดลวดขนาดเล็กที่ทาหน้าที่เป็นเสาอากาศ สาหรับรับ-ส่งสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ และ สร้างพลังงานป้อนให้กับ ไมโครชิป สายอากาศจะแผ่สัญญาณวิทยุจานวนหนึ่งออกมา เพื่อกระตุ้นให้ Tag อ่าน
หรือเขียนข้อมูลลงไป สายอากาศสามารถมีได้หลากหลายขนาดและรูปร่าง เพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุที่จะนา Tag ไปติดตั้ง และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรับ-ส่งสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ สายอากาศจะถูกติดไปโดยตรงกับ Transceiver ให้เป็นอุปกรณ์ติดกัน
ประเภทของ Tag
โดยทั่วไป Tag อาจจะอยู่ในรูปแบบที่เป็นกระดาษ แผ่นฟิล์ม พลาสติก ที่มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กันไป แต่ไม่ว่า Tag จะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม เราสามารถแบ่งประเภทของ Tag ได้ 2 ชนิด ใหญ่ ๆ ได้แก่ แบบแพสทีฟ (Passive Tag) และ แบบแอ็กทีฟ (Active Tag) โดยแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามรูปแบบการนาไปใช้งาน ราคา โครงสร้างภายใน และ หลักการทางาน ดังนี้ 1. Passive Tag ไม่มีแหล่งพลังงาน หรือแบตเตอรี่ภายใน Tag เพราะการทางานอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จาก Reader (มีวงจรกาเนิดไฟฟ้าขนาดเล็กอยู่ในตัว ) หรือ ที่เรียกว่าอุปกรณ์Transceiver
ตัวอย่าง Passive Tag โครงสร้างภายใน Passive Tag
โครงสร้างภายใน Tag แบบ Passive Tag ประกอบด้วย
1) ส่วนการควบคุมการทางานของภาครับส่งสัญญาณวิทยุ (Analog Front-End) 2) ส่วนควบคุมภาคลอจิก (Digital Control Unit) 3) ส่วนของหน่วยความจา (Memory) อาจจะเป็นแบบ ROM หรือ EEPROM
ข้อดีของ Passive Tag
1. น้าหนักเบา 2. Tag มีขนาดเล็ก 3. ราคาถูก 4. การใช้งานไม่จากัด
ข้อเสียของ Passive Tag
1. ระยะในการส่งข้อมูลสั้น (ระยะไกลสุดได้เพียง 1.5 เมตร)
2. หน่วยความจามีขนาดเล็ก (ประมาณ 32 ถึง 18 บิต)
3. Reader ต้องมีกาลังส่งสูง
4. อาจเกิดข้อผิดพลดหากใช้งานบริเวณที่มีสัญญาณรบกวน
2. Active Tag จะมีแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟขนาดเล็ก เพื่อป้อนพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ Tag ทางาน การที่ต้องใช้แบตเตอรี่จึงทาให้ Tag มีอายุการใช้งานจากัดตามอายุของแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่หมด จะไม่สามารถนา Tag มาใช้งานได้อีก สามารถออกแบบวงจรของ Tag ให้ใช้กระแสไฟน้อยๆ ในการทางาน ก็จะส่งผลให้มีอายุการใช้งานนานยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง Active Tag
ข้อดีของ Active Tag
1. มีหน่วยความจาขนาดใหญ่ ประมาณ 1 เมกะไบต์
2. ระยะการรับส่งข้อมูลไกล (ระยะไกลสุด 6 เมตร)
3. ทางานในบริเวรณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี
ข้อเสียของ Active Tag
1. ราคาสูง
2. Tag มีขนาดใหญ่
3. ระยะเวลาในการทางานถูกจากัดตามอายุแบตเตอรี่ (ประมาณ 3-7 ปี)
ในปัจจุบันนิยมใช้ Tag แบบ Passive Tag มากกว่า แบบ Active Tag เนื่องจาก Passive Tag ได้เปรียบในเรื่องของ ราคา และ อายุการงาน นอกจากการแบ่ง Tag ตามชนิดของ Tag แล้ว ยังสามารถแบ่ง Tag ได้ตาม ประเภทรูปแบบในการใช้งานได้ 3 แบบ คือ
1. แบบที่สามารถถูกอ่านและเขียนข้อมูลได้อย่างอิสระ (Read-write)
2. แบบเขียนได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแต่อ่านได้อย่างอิสระ (Write-One, Read-Many : WORM)
3. แบบอ่านได้เพียงอย่างเดียว (Read-Only)
เครื่องอ่าน (Reader)
หน้าที่หลักของ Reader คือ การเชื่อมต่อกับ Tag เพื่อทาการอ่าน หรือ เขียนข้อมูลในลงใน Tag ด้วยสัญญาณความถี่วิทยุ แล้วทาการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล ถอดรหัสสัญญาณข้อมูลที่ได้รับ โดยภายใน Reader จะประกอบด้วยส่วนประกอบหลักดังนี้
- ภาครับและส่งสัญญาณวิทยุ (Transceiver)
- ภาคสร้างสัญญาณพาหะ (Carrier)
- ขดลวดที่ทาหน้าที่เป็นสายอากาศ (Antenna) - วงจรจูนสัญญาณ (Tuner) - หน่วยประมวลผลข้อมูล (Processing Unit)
โครงสร้างภายใน Reader
เครื่องสาหรับอ่าน / เขียน ข้อมูลในป้าย (Interrogator / Reader) การอ่าน หรือ เขียนข้อมูลใน Tag นั้น จะกระทาผ่านคลื่นความถี่วิทยุ โดย Reader สามารถอ่านรหัสได้ โดยไม่ต้องเห็น Tag กล่าวคือ สามารถซ่อน Tag ไว้ภายในวัตถุได้ และ ไม่จาเป็นที่ Reader และ Tag จะต้องอยู่ในแนวเส้นตรงกับคลื่นความถี่วิทยุ เพียงอยู่ในบริเวณที่สามารถรับคลื่นความถี่วิทยุได้ ก็สามารถอ่าน หรือเขียนข้อมูลได้ และการอ่านข้อมูลนั้นสามารถอ่านได้ทีละหลาย ๆ Tag ในเวลาเดียวกัน
หลักการทางานเบื้องต้นของ RFID
1. Reader จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามี Tag ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการคอยตรวจจับว่ามีการมอดูเลต (Modulate) เกิดขึ้นหรือไม่
2. เมื่อมี Tag อยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Tag จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนาของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งผลให้ Tag เริ่มการทางาน และจะส่งข้อมูลในหน่วยความจาที่ผ่านการมอดูเลตกับคลื่นพาหะแล้วออกมาทางสาย อากาศที่อยู่ภายในแท็ก
3. คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจาก Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแอมปลิจูด, ความถี่ หรือเฟส ขึ้นอยู่กับวิธีการมอดูเลต
4. Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะ จากนั้นจะแปลงออกมาเป็นข้อมูล แล้วทาการถอดรหัสเพื่อนาข้อมูลไปใช้งานต่อไป
แผนผังการทางานของระบบ RFID
RFID Standard
มาตรฐานระหว่างประเทศสาหรับการใช้งาน RFID มีผู้กาหนดอยู่ 2 หน่วยงานหลัก
1. International Organization of Standard (ISO) 2. EPC Global
โดยมาตรฐานของ RFID มีการกาหนดไว้ 4 ด้านคือ
1. มาตรฐานด้านเทคโนโลยี (Technology) 2. มาตรฐานรูปแบบของข้อมูล (Data format) 3. มาตรฐานวิธีการทดสอบ (Conformance) 4. มาตรฐานการใช้งาน (Applications)
Strategic Initiative
RFID Relevancies
- RFID เป็นระบบไร้สาย จึงไม่จาเป็นต้องนาแถบของ RFID ไปสัมผัสกับเครื่องอ่าน แม้ว่า แถบของ RFID จะอยู่ภายใน ก็สามารถตรวจหรือสแกนพบได้
- ไม่จาเป็นต้องหันแถบ RFID ไปทิศทางเดียวกับเครื่องอ่าน หรือนาแถบของ RFID เข้าใกล้เครื่องอ่านมากที่สุด
- มีความแม่นยา
- มีการใช้ระบบ algorithm ทาให้สามารถตรวจหรือสแกน ได้ครั้งละมาก ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

กรณีนามาใช้ ในห้องสมุด HKU
ในส่วนของผู้ใช้บริการสามารถทากิจกรรมยืมและคืนหนังสือได้ด้วยตนเอง ส่วนพนักงานก็สามารถจัดการกับหนังสือ และข้อมูลต่างๆได้ง่ายและรวดเร็ว หนังสือสามารถจัดให้อยู่ในชั้นได้อย่างง่ายดาย และ บรรณารักษ์ยังสามารถใช้เครื่องอ่านพกพา ตรวจสอบหนังสือที่วางไว้ผิดชั้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
High Cost
ในปี 2004 ต้นทุนต่อหน่วย ของทั้งบาร์โคดและแถบแม่เหล็กนั้น ถูกกว่า RFID ประมาณ ครึ่งหนึ่ง และหากต้องใช้งานกับหนังสือของห้องสมุดซึ่งมีเกือบ 3 ล้านเล่ม จะส่งผลให้ความแตกต่างด้านต้นทุนนั้นเป็นเงินจานวนมหาศาล แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า ใน 3 ปีหลังจานี้นั้น ต้นทุนน่าจะต่าลงอย่างมาก
นอกจากต้นทุนของ Tag แต่ละตัวแล้วนั้น เราจะต้องคานึงถึงต้นทุนในช่วงเริ่มต้นโครงการ เช่น อุปกรณ์ของระบบ RFID รวมถึง Server และ Software ต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น จานวนหนังสือยังเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีอีกด้วย ก็คือจะต้องมีต้นทุนในการติด Tag เพิ่มขึ้นอีก โดยได้มีการคาดการณ์ต้นทุนก้อนแรกไว้เป็นจานวนเงินมากกว่า 7.87 ล้านเหรียญฮ่องกอง และรายจ่ายต่อปีอีกปีละ 335,000 เหรียญ ซึ่งสามารถแจกแจงเป็นตารางได้ดังนี้
การนา RFID เข้ามาใช้นั้น น่าจะช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนพนักงาน ได้ถึงปีละ 504,000 เหรียญฮ่องกง ดังตารางข้างล่างนี้
โดยข้อมูลข้างต้นเรื่องของต้นทุนนั้น ยังไม่ได้นับต้นทุนในด้านของการแก้ปัญหาเรื่องหนังสอหาย ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของการจัดเก็บข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องตัวเงินนั้นไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะนามาใช้ตัดสินใจว่าควรจะใช้ระบบ RFID ในห้องสมุด HKU หรือไม่ เนื่องจากจะต้องดูในเรื่องของความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ อีกด้วย
Project Management
ในปี 2006 ทางห้องสมุด HKU ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการระบบห้องสมุดแบบเดิม ๆ นั้น ไม่สามารถตอบสนองนักศึกษาใหม่ที่มีจานวนเป็นล้านได้ จึงตัดสินใจนา RFID เข้ามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเริ่มต้นจากการวางแผนกลยุทธ์และตั้งทีมขึ้นมา ในตอนเริ่มต้นนั้น HKU ได้ร่วมมือกันกับสมาชิก JULAC เพื่อช่วยให้การยืมหนังสือ มีความสะดวกสบายขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว สมาชิกของทาง JULAC ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทางห้องสมุด HKU จึงเห็นสมควรว่าควรจะใช้ RFID จัดการระบบทั้งหมด
Project Team
ห้องสมุด HKU ได้ให้ Sidorko เข้ามาร่วมเพื่อทาให้โปรเจคสาเร็จ โดยทีมประกอบด้วยสมาชิก 5 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะพัฒนาระบบ RFID ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยทาให้ค่าใช้จ่ายลดลงได้ โดยแบ่งออกมาได้เป็น 6ส่วน คือ
1. พัฒนาระบบ Library Management System ให้ลูกค้าสามารถแสดงข้อมูลความต้องการ และพนักงานสามารถเช็คข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
2. สามารถตรวจเช็ค จากที่ไหนก็ได้ช่วยให้ พนักงานมีอิสระมากขึ้นไม่ต้องประจาอยู่ที่โต๊ะ
3. พัฒนาให้เข้ากับระบบปัจจุบันและแตกยอดออกไปได้ในอนาคต
4. ทาการปรับปรุงระบบการตัดสินใจเพื่อ ให้สามารถบริการได้อย่างรวดเร็ว มีความถูกต้องแม่นยา และรายงานผลอย่างครบถ้วนครอบคลุม
5. มีประสิทธิภาพให้การจัดการมากขึ้น ทั้งในด้านของการจัดเก็บ การสแกนหนังสือตามชั้นวางหนังสือ และการแสดงข้อมูลหนังสือ
6. ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทาหนังสือสูญหาย

Consulting Support
ทางห้องสมุดทราบว่าบุคลากรของตนไม่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ในระบบ RFID จึงได้ตัดสินใจหาแหล่งสนับสนุนจากภายนอก โดยช่วงเริ่มแรก ได้มีแนวคิดที่จะนาโปรแกรมสาเร็จรูปแบบครบวงจรเข้ามาใช้ เพื่อให้ง่ายต่อการนาไปปรับใช้ร่วมกับ LMS แต่ก็ไม่ประสบความสาเร็จ จึงได้มีการจ้างบริษัทให้คาปรึกษาเข้ามาช่วย
ในเดือนมีนาคม 2007 โปรเจคนี้ได้ถูกประมูลโดย E-Business Technology Institute Consulting Limited (“ETIC”), TAGSYS และ IBM China/Hong Kong โดยที่
บริษัท ETIC ที่ปรึกษาของ HKU นาโดย Professor C.J. Tan ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Deep Blue Supercomputer สาหรับโครงการนี้ ETIC จะรับผิดชอบจัดการงานของโครงการทั้งหมด, RFID middleware และ system integration
บริษัท TAGSYS รับผิดชอบในส่วนของอุปกรณ์ RFID ซึ่งรวมถึง RFID tags, stations และ gates
บริษัท IBM รับผิดชอบในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (“PC”) และเครื่อง server และยังรับผิดชอบในส่วนของโครงสร้างการให้บริการพื้นฐาน
ของเขตของโครงการนั้น ขึ้นอยู่เรื่องของต้นทุน โดยจากการวิเคราะห์พบว่า ทางห้องสมุดมีงบประมาณไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงเลือกทาโครงการเป็นส่วน ๆ ไปก่อน โดยเริ่มต้นจาก ห้องสมุดหลักก่อน จากนั้นค่อยตามด้วยสาขาของห้องสมุดต่าง ๆ ตามลาดับ โดยส่วนแรกนั้น จะมีการติด Tag ที่หนังสือและวารสารทั้งหมด 1.2 ล้านเล่ม ก่อน (ซึ่งยังไม่รวมถึง สื่อ Audio, Visual)
Project Implementation
ในระหว่างการดาเนินงานนั้น คณะกรรมการจะเป็นผู้ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ระบบ RFID สามารถทางานร่วมกับระบบ LMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนาเอาอุปกรณ์ และทรัพยากรที่ต้องการมาใช้ โดยเฉพาะแรงงานในการติด Tag ซึ่งจะรับผิดชอบโดยแผนกการบริการ
แผนกการบริการ ได้ตระหนักถึงภาระของพนักงานที่จะต้องติด Tag จานวนมาก จึงได้จ้างพนักงานเพิ่ม 25 คน โดยเป็น Supervisors 3 คน และ พนักงานติด Tag 22 คน โดยมีการเริ่มต้นการติด Tag ในเดือนพฤษภาคม 2008 สามารถติดได้วันละ 700 – 1,200 ชิ้น ก็คือ ต้องใช้เวลา 5 เดือนในการติด Tag ครบทั้งหมด
แม้ว่าการติด Tag จะดาเนินการไปอย่างราบรื่น แต่คณะกรรมการก็ยังต้องคอยจัดการกับความกังวลด้านต่าง ๆ ด้วย โดยสิ่งที่สร้างความกังวลให้พนักงานมากที่สุดก็คือ กลัวถูกปลดออกจากงาน ซึ่งผู้บริหารได้ให้ความสาคัญกับประเด็นนี้มาก และได้มีการประกาศว่าจะไม่มีการปลดพนักงานออก จนกว่าโครงการ RFID จะเสร็จ ส่วนพนักงาน Full Time จะได้รับการปฏิบัติตามขั้นตอนการลดจานวนพนักงาน ในส่วนของพนักงานที่ทาสัญญาจ้าง ถ้ามีศักยภาพในการทางานมาก ก็จะได้รับการต่อสัญญา ในที่ประชุมพนักงาน ทางคณะกรรมได้กล่าวปราศัยให้พนักงานเห็นถึงความสาคัญของโครงการ RFID โดยที่พนักงานในทุกระดับนั้น สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมวางแผน และแจ้งผลตอบรับของโครงการได้ด้วย
อีกปัญหาหนึ่งก็คือ พนักงานมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่รายงานว่า มีการรั่วไหลของคลื่นวิทยุจากระบบ RFID ที่สนามบินฮ่องกงในปี 2007 ซึ่งส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะ และเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด เช่นนี้แล้ว ประเด็นเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัยของพนักงาน จึงถูกหยิบยกมาพูดในที่ประชุม ซึ่งคณะกรรมการจะทาการประเมินผลกระทบของระบบ RFID ต่อมนุษย์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่พนักงาน
ลาดับต่อมา ได้มีการพิจารณาถึง ระบบความปลอดภัยเพื่อรักษาหนังสือ ห้องสมุด KHU ได้ติดแถบแม่เหล็กด้วย 3M Tattle-Tape EM ไว้ในหนังสือ หากผู้มาใช้บริการห้องสมุด นาหนังสือที่ยังไม่ได้ขจัดแถบแม่เหล็กผ่านประตู ก็จะเกิดสัญญาณเตือนดังขึ้น ซึ่งระบบนี้ได้มีการใช้งานมานานแล้ว และพบว่ามีข้อผิดพลาดไม่ถึง 1% ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจให้แก่บรรณารักษ์ห้องสมุดได้เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม RFID นั้น ไม่สามารถที่จะป้องกันหนังสือหายได้ 100% เสียทีเดียว เนื่องจากเป็นไปได้ว่า ตัว Tag นั้น จะถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษฟอยล์ หรือ การที่ Tag 2 อันต่อต้านกันเอง หรือ มีการยกเลิกสัญญาณ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ นาย Peter Sidorko บรรณารักษ์ห้องสมุด ก็ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
“ถ้าคนต้องการขโมยหนังสือ เขาก็จะขโมย หากเขาต้องการที่จะขโมยแล้ว ถึงจะมีแถบแม่เหล็ก หรือ RFID ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
คณะกรรมการ ต่างรับรู้ถึงขีดจากัดของทั้ง EM และ RFID และได้มีการพิจารณาว่าจะใช้ระบบใดเพื่อการป้องกันที่ดีที่สุด ผลสรุปก็คือ เลือกใช้ระบบ RFID อย่างเดียว ซึ่งสามารถสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ระหว่างความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก การใช้ EM นั้น จาเป็นต้องขจัดความเป็นแม่เหล็กออกทุกครั้ง หากจะใช้ทั้ง 2 ระบบร่วมกัน
จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ของความรวดเร็ว และความมีประสิทธิภาพในการหมุนเวียนของระบบ ซึ่งนับว่าขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของโครงการ
ทางคณะกรรมการได้รับรู้ถึงความเสี่ยงในการจะนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งก็คือ RFID เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ความไม่มั่นใจว่าระบบใหม่นั้นจะใช้งานได้ดีตามที่วางแผนไว้หรือไม่ จะทางานได้อย่างต่อเนื่องหรือเปล่า และจะมมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนอีกหรือเปล่า ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้นั้น สามารถลดลงได้ โดยการใช้ระบบการเก็บข้อมูลโดยใช้แถบบาร์โค้ด ในส่วนของการสนับสนุนระบบ RFID นั้น ทางคณะกรรมการได้รับการสนับสนุนอย่างดี และต่อเนื่อง จาก ETIC และมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ TAGSYS ในระยะยาวอีกด้วย
เริ่มแรก ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า โครงการจะเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม ปี 2008 แต่พบว่าโครงการเสร็จจริงล่าช้าไป 3 เดือน โดยงานที่เสร็จสิ้นไปนั้นมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ การติด Tag, การติดตั้งระบบยืมคืนผ่านเค้าเตอร์พนักงาน และการติดตั้งระบบยืมคืนด้ยตนเอง
Announcement of Official Launch
User Experiences
เมื่อเสร็จสิ้นช่วงแรกของการดาเนินงาน การบริการต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่เมื่อผู้ใช้ก้าวเข้าสู่ห้องสมุด เช่น ผู้ใช้ที่ต้องการจะหาหนังสือสักชุดสาหรับเข้าฟังบรรยาย อาจจะตั้งต้นการค้นหาโดยใช้ Terminal ในการหาหมายเลขชั้นวางหนังสือของหนังสือเล่มที่ต้องการ เพื่อระบุตาแหน่งของชั้นวาง ซึ่งช่วยให้สามารถหาหนังสือได้อย่างรวดเร็ว จากนั้น ก็นาหนังสือไปยังเคาน์เตอร์ยืมคืน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นมาก แต่คิวก็จะไม่ยาวมาก และไม่ต้องเสียเวลารอนาน จากนั้น เพียงแค่ทาการวางหนังสือลงบนเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่ก็จะเช็คเอ้าท์หนังสือทั้งหมด โดยใช้เวลาไม่นาน ด้วย RFID Station ในระหว่างนั้น ก็จะสังเกตได้ว่า Station สาหรับการเช็คด้วยตนเองนั้นมีประสิทธิภาพ และอาจจะส่งผลให้ครั้งถัดไปตัดสินใจที่จะใช้การยืมหนังสือผ่าน Station ด้วยตนเองก็ได้ หลังจากยืมหนังสือเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้ก็จะเดินออกจากห้องสมุดพร้อมทั้งหนังสือที่ได้ยืมมา และก็จะต้องเดินผ่านประตูที่ได้มีการติดตั้งสัญญาณ ซึ่งหากตรวจพบหนังสือที่ยังไม่ได้ถูกเช็คเอาท์ สัญญาณก็จะดังขึ้นทันที
User Comment
ในการเริ่มดาเนินการนั้น RFID ยังไม่ประสบความสาเร็จอย่างเห็นได้ชัด ทางห้องสมุด ได้จัดให้มีพนักงานคอยให้ข้อมูล และให้คาแนะนาแก่ผู้ใช้งาน RFID Self-Check Station และถือเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ไม่ต้องต่อคิวเพื่อยืมหรือคืนหนังสือเป็นเวลานานอีกต่อไป
จากคาแนะนาของผู้ใช้ในเบื้องต้นนั้น พบว่ามีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการให้บริการ โดยกล่าวไว้ว่า ในบางครั้ง Self-Check Station นั้น ไม่สามารถตรวจสอบหนังสือบางเล่มได้ เช่น หนังสือใหม่ ๆ นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ก็จะเป็นปัญหาที่ตัวเครื่อง ก็คือ ตัวเครื่องนั้นมีขอบที่คม เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน และ ยังมี User Interface ที่ไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย รวมถึงขั้นตอนและกระบวนการจริงที่ต้องทานั้นค่อนข้างมากและซับซ้อน คือ ผู้ใช้ต้องใส่รหัสผ่านประตูก่อน ซึ่งรหัสจะต้องมีความยาว 8 ตัว และต้องเป็นอักขระอย่างน้อย 1 ตัว ส่งผลให้ยากต่อการจดจา และก่อให้เกิดความสับสนได้
ในขณะที่ ห้องสมุด HKU กาลังเตรียมคามพร้อมสาหรับในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่นั้น ทางห้องสมุดประชาชน San Francisco ซึ่งกาลังมีประเด็นถกเถียงและวิพากวิจารณ์กันอย่างมาก เกี่ยวกับความกลัวที่จะเกิดการลุกล้าสิทธิส่วนบุคคล ในภายหลังจะสามารถสร้างความเข้าใจว่า เทคโนโลยีนี้จะไม่ส่งผลให้เกิดการล่วงล้าสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจาก แถบป้ายบอกข้อมูลนั้น จะเก็บข้อมูลเฉพาะเลขประจาตัวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ทาให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจในเรื่องดังกล่าว แต่ทางห้องสมุดก็ไม่ได้ให้ความสนใจในประเด็นนี้อีกแล้ว และก็ไม่พบการต่อต้านในเรื่องนี้อีกเลย
ในเดือนตุลาคม ห้องสมุด HKU ได้จัดดาเนินการจัดเก็บความคิดเห็นสาหรับการประเมินผลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลเชิงสถิติต่าง ๆ ได้แก่ ระดับของผู้ใช้ที่ปรากฎ การกระจายการบริการของแต่ละเค้าน์เตอร์ จานวนของพนักงานในช่วงเวลาที่มี
การใช้บริการเป็นจานวนมาก (Peak Period) สมรรถภาพของการหมุนเวียน ความเข้าใจและการใช้สอยประโยชน์จาก Self-Check Station
Coming Phases
ระบบ RFID ถูกใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยเริ่มต้นก่อนที่ Sidorko จะเข้ามาเป็นหัวหน้าที่ นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นา Sidorko และลูกทีม ยังคงมั่นใจในระบบ RFID และหลาย ๆ ครั้งด้วยกันที่ระบบนี้ได้ถูกนามาอภิปรายเกี่ยวกับกลยุทธ์ การค้นพบของ JULAC (the Joint University Librarians Advisory Committee) ในปี 2000 ได้เข้ามาแทนที่การใช้งานระบบ RFID ของห้องสมุด RFID โดยในช่วงต้น ซึ่งเป็นเหตุมาจากประเด็นเรื่องของความปลอดภัย การอภิปรายของ Special Oprational Priority 5.4 Action Team ในปี 2005 ได้แนะนาให้นาระบบ RFID มาใช้จนกว่าแผนห้องสมุดหลักจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในปี 2006 Sidorko และลูกทีมก็ได้ตัดสินใจใช้ระบบ RFID และได้เร่มต้นโครงการ ในระหว่างที่ดาเนนโครงงการ ก็ได้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ทั้งในด้านของผู้ใช้งาน รวมถึงพนักงา อาทิ ความไม่เข้าใจในระบบ RFID การไม่สามารถค้นหาข้อมูลทางสถิติได้ Sidorko จึงต้องเผชิญกับความกังวลอย่างมาก ทั้งในแง่ของธุรกิจ และแง่เทคโนโลยี
ในเดือนตุลาคม 2008 Sidorko ต้องการที่จะประเมินผลโครการก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป เขาทราบดีว่า ความสาเร็จของระบบนั้น ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ และการใช้งานของการยืมหนังสือด้วยตนเอง (Self-check station) เป็นหลัก ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่ทาให้เกิดการใช้ระบบ RFID ต่อไป โดยจะต้องมีปริมาณการใช้งาน 60-80% หากว่าสามารถทาได้ถึงเป้าหมายที่กาหนดไว้ จึงจะถือ่าสามารถก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลักอีก 2 ปัจจัย คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้ (Net User Satisfaction) และระยะเวลาการทางานของระบบ (Uptime of the system) ในการประเมินผล Sidorko จะให้น้าหนักกับปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม Sidorko ยังไม่สามารถทาการประเมินผลได้ เนื่องจากขาดแคลนข้อมูลทางสถิติ ซึ่งหากว่าผลการประเมินออกมาว่า ขั้นตอนแรกนั้นไม่ประสบความสาเร็จ ในขั้นตอนต่อไป Sidorko จะดาเนินการอย่างไร
การดาเนินงานในเฟสแรก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโครงการเท่านั้น การดาเนินการติด Tag การว่าจ้างพนักงาน ณ จุดบริการยืมคืนหนังสือ (Staff Station) และจุดบริการยืมคืนหนังสือด้วยตนเอง (Self-check station) ได้ดาเนินการเสร็จสมบูรณแล้ว Sidorko ได้วางแผนขั้นต่อไป ที่จะใช้ระบบการคืนหนังสือแบบแยกประเภทเอก (Bin sorter) และระบบควบคุมหนังสือแบบมือถือ (Hand-held inventory control system) โดยจะเพิ่มจุดบริการยืมหนังสือด้วยตนเองไว้ที่ชั้นต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น จะมีการสร้างห้องคืนหนังสือห้องใหม่ เนื่องจากจะต้องนาเครื่องจักรในการแยกหนังสือ เพื่อนาระบบการคนหนังสือแบบแยกประเภทอัตโนมัติมาใช้ เช่นนี้แล้ว Sidorko จะต้องลงทุนเพิ่มในระบบ RFID อย่างไร เพื่อให้บรรลุศักยภาพขั้นสูงสุด
Sidorko มีแนวคิดว่าจะขยายการใช้ระบบ RFID ไปสู่ห้องสมุดย่อย ๆ อื่น ๆ แต่ก็จะต้องคานึงถึงในอีกหลาย ๆ ประเด็นก่อนที่จะทาการขยายออกไป เมื่อการใช้งานระบบ RFID ในห้องสมุด RFID เป็นที่ประยจักษ์ชัด ก็ได้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในประเทศฮ่องกง รวมถึงห้องสมุดสาธารณแห่งประเทศห้องกง (Hong Kong Public Library: HKPL)
ก็ได้หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับระบบ RFID นี้ Sidorko ทราบดีกว่า การที่ห้องสมุดอื่น ๆ จะนา RFID เข้ามาใช้ จะส่งผลกระทบต่อห้องสมุด HKU อย่างแน่นอน เพราะระบบนี้อาจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแลกเปลี่ยนกันระหว่างห้องสมุดในอนาคตได้ คาถามก็คือ Sidorko จะทาการตลาดให้กับระบบ RFID และสามารถนสร้างระบบนี้ในห้องสมุดอื่น ๆ ไปในขณะเดียวกันได้อย่างไร
Future of RFID Initiative
1. จะตัดสินใจเริ่มโครงการขั้นต่อไปอย่างไร
การดาเนินงานในเฟสแรกที่มี 3 ส่วนคือ ติดTag, จัดการกับจุดบริการยืมหนังสือ (Staff Station) และ จุดบริการยืมหนังสือด้วยตัวเอง (Self-Check station) ให้เสร็จสมบูรณ์ หาก HKUL จะดาเนินงานในเฟสต่อไป ต้องมีการประเมินผลการดาเนินงานของเฟสแรกก่อน โดยจะต้องประเมินใน 3 ส่วน ดังนี้
1.) การใช้งานของการยืมหนังสือด้วยตัวเอง (self-check station) จะต้องมีปริมาณการใช้งาน 60-80% ซึ่งผลสารวจในเดือนพฤษภาคม ปี 2009 มีจานวนยืมหนังสือด้วยตัวเองเพียง 36%
2.) ความพึงพอใจของผู้ใช้สุทธิ (Net User Satisfaction)
3.) ระยะเวลาการทางานของระบบ (Uptime of the System)
ในช่วงแรกของการใช้ระบบ RFID เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการ อาจจะมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจ และความชานาญในการใช้ระบบนี้ ซึ่งแก้ปัญหาโดย มีการอบรมเจ้าหน้า และจัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนาการใช้งานแก่ผู้ใช้บริการ และส่วนของระยะเวลาเปิดทาการในตอนนี้กาลังอยู่ในช่วงพิจารณาว่า หากจะเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงจะเหมาะสมหรือไม่
Self-check station ถือเป็นปัจจัยหลักที่ใช้ประเมิน เพื่อตัดสินใจเริ่มโครงการในเฟสต่อไป โดยจะมีการติดตั้งระบบการคืนหนังสือแบบแยกประเภทเองได้ (Bin Sorter) และระบบควบคุมหนังสือคืนแบบมือถือ (Hand-held inventory control system) ซึ่งจานวนผู้ใช้ที่มีนั้นยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทาง HKUL ควรชะลอโครงการไประยะหนึ่งก่อน การลงทุนในส่วนนี้จาเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก จึงควรให้เวลาในการประเมินผลมากขึ้นและควรจะมีการโฆษณาเชิญชวน รวมทั้งให้คาแนะนาการใช้ระบบ RFID และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ และคุณประโยชน์ที่ผู้มาใช้บริการจะได้รับให้มากขึ้น หากร้อยละของจานวน self-check station เพิ่มขึ้นใกล้กับเป้าหมายที่วางไว้ จึงค่อยตัดสินใจเริ่มโครงการในขั้นต่อไปได้ นอกจากนี้ การลงทุนติดตั้งให้เสร็จระบบทั้งหมด จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทางานของเทคโนโลยีให้มากที่สุด ซึ่งจะสามารถลดจานวน และเวลาการทางานของหน้าที่ได้ เจ้าหน้าที่หนึ่งคนจะสามารถทางานได้หลายอย่างโดยไม่ต้องเสียเวลากับงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
จากผลประเมินของโครงการส่วนแรกนั้น สามารถเป็นเครื่องยืนยันถึงความมีประสิทธิภาพของระบบ RFID ได้ ซึ่งจะนับว่าเป็นต้นแบบที่จะขยายการใช้ระบบ RFID ไปสู่ห้องสมุดสาขาอื่นๆได้ หรืออาจจะทาให้กลุ่ม JULAC เห็นถึงประสิทธิภาพ และอาจหันมาใช้ระบบนี้ด้วย
2. เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะมีผลต่อพัฒนาระบบ RFID อย่างไรในอนาคต
HKUL จะต้องสร้างพันธมิตรร่วมกับบริษัทผู้ติดตั้งระบบ RFID เพื่อช่วยในการปรับปรุงหรือพัฒนาระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งประยุกต์ใช้ระบบ RFID ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการให้สูงขึ้นได้
3. การเติบโตของ Electronic Resources จะมีผลต่อการใช้ระบบ RFID อย่างไร
แนวโน้มจานวนของ Electronic Resources นั้นเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2009 มีจานวนทั้งหมด 61.30% เพิ่มจากปี 2008 ที่มี 56.74% ซึ่งทาง HKUL ได้เพิ่มงบประมาณในการจัดหาแหล่งข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น e-journal และ e-book จะเห็นได้จากตาราง B. E-resources ว่ามีจานวนเพิ่มขึ้นในปี 2009 ซึ่งต้นทุนของ Electronic Resources จะต่ากว่าสือหนังสือเป็นเล่ม
การเพิ่มขึ้นของแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะทาให้ความต้องการในการใช้ข้อมูลที่เป็นสิ่งพิมพ์ลดลงไปอย่างแน่นนอน แต่ไม่สามารถทาให้เอกสารในรูปของหนังสือหมดไป เพราะยังมีบางคนที่ชอบอ่านหนังสือแบบกระดาษมากกว่าที่จะอ่านในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม รวมทั้งการอ่านโดยจับต้องและได้กลิ่นหนังสือสามารเพิ่มอรรถรสนการอ่านได้ด้วย ทาง HKUL ก็ยังสามารถใช้ระบบ RFID ในการจัดการข้อมูลที่เป็นสิ่งพิมพ์ได้อยู่ เป็นหนังสือเก่าที่มีอยู่แล้ว หรือหนังสือใหม่ก็จัดหามาเฉพาะเล่มที่ได้รับความนิยมเพื่อเป็นของสะสมซึ่งสามารถเพิ่มคุณค่าในด้านภาพ ลักษณ์ให้กับ HKUL ได้ด้วย
จากการที่ Electronic Resources เพิ่มมากขึ้น ทาง HKUL ก็ได้เพิ่มจานวนคอมพิวเตอร์มากขึ้นโดยมี PC จานวน 408 เครื่อง รวมทั้ง Laptop ที่ใช้ในห้อง e-Learning จานวน 46 เครื่อง และให้ยืม 20 เครื่อง พร้อมทั้งยังเพิ่มหน่วยความจุเพื่อรองรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อีก 9.5 TB จึงมีความจุทั้งสิน 47.5 TB
นอกจากนี้ทาง HKUL ควรจะมีการปรับใช้ระบบ RFID กับส่วนอื่นๆ เช่น อาจจะเป็นบัตรสมาชิก สามารถใช้ผ่านทางเข้า-ออกห้องสมุด หรืออาจจะเป็นการใช้ร่วมกับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตเช่น สแกนรหัสผ่านเพื่อที่จะใช้คอมพิวเตอร์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อื่นๆ โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งพิมพ์รหัสเพื่อที่จะใช้ต่อครั้ง และยังสามารถเก็บข้อมูลการบริการที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้อีกด้วย
What we’ve learned
สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีศึกษานี้ ได้แก่
- การนา IT เข้ามาแก้ปัญหานั้น จะต้องมีการวางแผนที่ดี มีการกาหนดหน้าที่ต่างๆ อย่างชัดเจน เนื่องจากมีเงินลงทุนที่สูง และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ก็อาจทาให้การลงทุนนั้นสูญเปล่า
- มนุษย์ทุกคนต่างกลัวการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยทาอยู่ ก็จาเป็นต้องมีการกระทาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เกิดการปรับตัวทีละน้อย ซึ่งกรณีศึกษานี้ เป็นตัวอย่างที่ดีในการดาเนินการทีละขั้น ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง
- การแก้ปัญหาต้องแก้ให้ตรงจุด และแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาเป็นสิ่งที่สาคัญ จะเห็นได้ว่า Peter Sidorko นั้น เข้าใจที่มาของปัญหา และสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด ซึ่งก็คือ การนาเทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้ในห้องสมุด ส่วนเรื่องหนังสือถูกขโมย ที่ได้รับการร้องเรียนมานั้น Peter Sidorko ได้ให้คาตอบอย่างชาญฉลาดว่า เทคโนโลยี RFID นาเข้ามาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการค้นหาหนังสือ และลดระยะเวลาในการติดต่อยืม ส่วนต้นเหตุของปัญหาเรื่องการถูกขโมยหนังสือนั้น คือความมีศีลธรรมของคนต่างหาก ดังนั้นก็คงสรุปได้ว่า Peter Sidorko ต้องการจะสื่อว่า เทคโนโลยี RFID มีส่วนช่วยป้องกันได้บ้าง แต่ปัญหาการถูกขโมยหนังสือต้องได้รับการแก้ไขจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนจึงจะทาให้ปัญหานี้หมดไปได้นั่นเอง
Reference
http://apps.facebook.com/hkulapp/?ref=ts
http://cydu.nida.ac.th/itacquisitions/
http://kb.lib.hku.hk/wiki/Main_Page http://lib.hku.hk/
http://lib.hku.hk/annualreport/200809.pdf
http://lib.hku.hk/general/location/index.html http://www.msit2005 . mut.ac.th/msit_media/1_2549 / ITEC0511 / Lecture/2006094100732wH.ppt
http://www.spu.ac.th/~surasak.mu/images/cse323_252/Lecture/CSE323Lecture01_252.ppt
http://www.youtube.com/HKULib