Scribe Book 11 Lecture

Make Vs. Buy ?

ปัจจุบันมีความสำคัญมากเพราะระบบ IT ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในปัจจุบัน IT ไม่ได้เป็น core competency ขององค์กร จึงเกิดการ outsource ขึ้น
Model framework ที่ใช้ในการตัดสินว่า อะไรที่เราควรจะ outsource อะไรที่เราควรจะทำเอง

คำถามแรก Function นั้นมีส่วนในการสร้างความสามารถการแข่งขันขององค์กร(Core Competency) หรือไม่ และมีความสามารถในการสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรหรือไม่ ถ้ามี บริษัทควรทำเอง ถ้าไม่มี แล้วสิ่งที่จะจ้างคนอื่นทำนั้นมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าจ้างคนอื่นทำหรือไม่ จะได้คุณภาพดีหรือเปล่า ถ้าคำตอบว่าไม่ควรทำเอง ถ้าคำตอบว่าใช่ ก็ควรจ้างคนอื่นทำ

ทางเลือกในการได้มาของระบบ IT ขององค์กร มีหลายรูปแบบเช่น outsource, มีการซื้อระบบมาใช้ภายในบริษัท, การเช่า ITทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์, ทำเอง, การเป็น partner , การ take over ของบริษัทอื่น, Crowdsourcing , End-User Development (ให้ผู้ใช้พัฒนาระบบเอง)
ข้อสอบ บอกข้อดีข้อเสียในแต่ละด้าน ในสถานการณ์ ต่างๆควรจัดการอย่างไร เลือกทางเลือกไหน ควรหลีกเลี่ยง

OUTSOURCE
การ Outsource ในปัจจุบันสามารถ Outsource ไปยังประเทศที่สามได้หรือ Outsourceภายในประเทศตนเอง ซึ่งการ Outsource ไปยังประเทศที่สามที่มีค่าแรงที่ต่ำโดยการตั้งบริษัทลูก หรือไป Outsource กับบริษัทอื่นๆในประเทศที่สาม
- Near Shore การ outsource ไปยังประเทศที่ใกล้เคียงเนื่องจากมีความใกล้เคียงทางด้านภาษา และวัฒนธรรม
- Far Shore การ outsource ไปยังประเทศที่สามที่ห่างไกล
- Inshore คือถ้าทำในประเทศ

INSOURCING
สถานการณ์ที่เราควรทำเอง
- มีผลต่อความแตกต่างขององค์กรในการแข่งขัน
- มีผลโดยตรงต่อความลับขององค์กรหรือไม่
- มีเวลาเพียงพอไหมบางที เราอาจมีผู้เชี่ยวชาญแต่อาจไม่คุ้มค่าที่จะให้ resource เราใช้เวลานั้น
- เรามีความสามารถที่จะทำเองได้ไหม

OUTSOURCING
ปัจจัยอะไรบ้างที่เราควร OUTSOURCING ซึ่งคือการจ้างผู้เชี่ยวชาญ มาสร้างและพัฒนาระบบ
- cost ที่ต่ำกว่าที่เราทำเอง
- ไม่เกี่ยวกับความปลอดภับ ความลับ core competency
- เราสามารถโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า
- เทคโนโลยีมีความใหม่ดังนั้นจึงต้องการเรียนรู้ ซึมซับความชำนาญเพื่อหวังว่าสักวันจะทำเอง
- ปัญหาการเมืองในองค์กรที่ไม่มีความเชื่อใจแผนกไอทีในบริษัทเอง แผนกไอทีมีปัญหากับแผนกอื่น

ข้อจำกัดการ OUTSOURCING
- การ ควบคุม
- โอกาสที่องค์กรจะสร้างความชำนาญให้กับเทคโนโลยี เราต้องพึ่งพาตลอดเวลา
- ความลับทางการค้ามีโอกาสรั่วไหลโดยเฉพาะบริษัทไป outsource เดียวกับที่บริษัทคู่แข่งก็มา outsource ด้วย
- ประสบความล้มเหลวเนื่องจากไ ม่สามารถควบคุม cost ได้
- ประเด็นในสัญญามีความคลุมเครือทำให้เกิดปัญหาได้ภายหลัง ควรมีการสร้าง SLA

การเลือกบริษัทที่ OUTSOURCING
- ไม่ควรพิจารณาจากราคาเป็นหลัก
- ข้อผิดพลาดในสัญญาต้องมีการทำให้ชัดเจน ควรมีการสร้าง Service level agreement ระบุทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความคลุมเครือที่อาจเกิดขึ้น
- ควรเลือก Outsource Technology ที่เป็นมาตรฐานและควรเลือกในหลายๆที่ หากบริษัทที่ Outsource มีปัญหาสามารถเปลี่ยนบริษัทได้

OUTSOURCING ABROAD
Offshoring คือ Out source ไปยังประทศที่สามที่มีค่าใช้จ่ายถูกเช่น จีน อินเดีย (ค่าแรงต่ำ คุณภาพที่สูง ) เนื่องจากค่าแรงที่ต่ำกว่า และสามารถมั่นใจคุณภาพโดยดูจากมาตรฐานที่ควบคุมอยู่เช่น CMM มาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถของบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์ ซึ่งอินเดียได้เลเวลที่ห้า

- Outsource ของประเทศที่สาม สิ่งที่ควรระวังคือ วัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกัน และเวลาที่แตกต่างกัน
- ในประเทศที่พัฒนาแล้ว นำไปสู่การสูญเสียการจ้างงาน รูปแบบอาจไปใช้ NearShore ได้โดย ไปทำในประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายกัน มีระยะทางที่สั้น

Captive Centers ไปตั้งบริษัทลูก เพื่อลดค่าแรงและดึงดูดแรงงานที่มีคุณภาพได้
Backsourcing การที่ดึงงานหรือระบบที่เคย Outsource ไปแล้วไม่สำเร็จกลับมาทำเอง ซึ่งเกิดขึ้นเยอะมาก จากการสำรวจพบว่า 70% ของที่ Outsource ไปไม่ประสบผลสำเร็จโดยเฉพาะทางด้านไอที เหตุผลหลักๆ คือ
- negative feedback
- บทบาทของสิ่งบทบาทไอทีเปลี่ยนไป จากเป็นเพียงแค่ Support Funtion มาเป็น Core Funtion เช่นระบบไอทีของธนาคาร
- ค่าใช้จ่าย outsource ที่สูง
- บริการที่ไม่ดี
- องค์กรมีการทบทวนการทำงานใหม่ มีการเปลี่ยนผู้บริหาร ในองค์กรอาจดึงโปรเจคกลับมา
- บางองค์กรต้องการพัฒนาองค์กรเอง อยากสร้างโอกาสทางธุรกิจจึงมีการนำการ Outsource กลับมาทำเองเพื่อการพัฒนา

OUTSOURCING MODELS
ASP Model เหมือนกับการเช่า เพราะในปัจจุบันระบบไอทีไม่จำเป็นต้องพัฒนาที่บริษัท application ต่างๆอาจอยู่ที่ provider ได้ ในอดีดบริษัทต่างๆมักจะลงทุนไปกับการซื้อแต่ในปัจจุบันถ้าบริษัทลงทุนไปกับเทคโนโลยีเหล่านี้ ผลตอบแทนที่ได้จะกลับมาช้า จากกฎของMoore เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากจึงไม่คุ้มกับการลงทุน สำหรับองค์กรที่ต้องการเข้าถึงไอทีทำให้ต้องมีการลงทุนตลอดเวลา ดังนั้นโมเดลของการเช่าจึงเป็นที่นิยมในปัจจุบันเนื่องจาก ไม่ต้องรับผิดชอบการ Maintenace ระบบต่างๆ

ประโยชน์ของการเช่า
- องค์กรไม่ต้องมีการลงทุนเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์
-ไม่ต้องมีระบบไอทีมา Support
- สามารถใช้ระบบที่ทันสมัยได้
แต่ความเสี่ยง จะเสียการควบคุม และความลับของข้อมูล ราคาเกิดการผันผวน และพัฒนารูปแบบของระบบได้ยากเนื่องจากเป็นรูปแบบการเช่า

ในสถานการณ์ไหนควร เช่า ซื้อ ทำเอง ?
การเช่า > มีงบประมาณที่จำกัด หรือ พนักงานทำงานอยู่ในหลายพื้นที่และ ต้องการใช้ระบบที่ทันสมัยตลอดเวลา ระบบไอทีไม่ใช่ core competence ของเรา ข้อมูลเก็บที่ provider

การซื้อ -> มีความเหมาะสมกับองค์กร องค์กรสามารถสร้างความแตกต่างได้ และมี ระบบ Support ภายในองค์กร , สามารถพัฒนาระบบเองได้ และสามารถรักษาความลับได้

การทำเอง สร้างเอง -> องค์กรมีความเชี่ยวชาญ และระบบมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถการแข่งขันขององค์กร

Crowdsourcing เปิดให้สาธารณะเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ไขหรือพัฒนาระบบ มีการนำ concept socialmedia มาใช้ สามารถแก้ปัญหาได้เร็วเพราะเป็นรูปแบบของการจ้างที่เปิดให้สาธารณะเข้ามา

สิ่งที่พิจารณาเพิ่ม ควร Outsource ทั้งระบบ หรือ บางส่วน

ทั้งระบบ
- มีคนรับผิดชอบเพียงคนเดียว กรณีที่มีความผิดพลาดเราสามารถรู้ว่าใคร
-แต่ละ Provider มีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกัน
-หากเกิดปัญหา ก็ไม่สามารถใช้งานระบบได้เลย

Selective
-กรณีเกิดปัญหา อาจมีบางส่วนที่ยังทำงานได้ถ้าระบบไม่ได้เชื่อมโยงกัน แต่อาจเกิดการชี้นิ้วกันได้
-การ Co ordination ทำได้ยาก

ข้อสอบ

ในปัจจุบันการได้มาของระบบไอทีมีหลากหลาย ข้อดีข้อเสียของ และแบบ คืออะไร
การนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมต้องทำอย่างไร สถานการณ์ใดที่ควรใช้ สถานการณ์ใดที่ควรหลีกเลี่ยง

การบ้าน Scribe Book
ศึกษาบริษัทในไทยถึงเหตุผลที่ เลือกพัฒนาระบบไอที ในองค์กร ไม่ว่าจะทำเอง ซื้อ เช่า
พร้อมระบุเหตุผล
บริษัทไหน เลือก Provider เดียว
หรือ หลาย Provider ด้วยเหตุผลอะไร