แนวคิดมีเดีย คอนเวอร์เจนซ์มีแนวคิดอย่างไร (อาจารย์บรรยายที่ มสธ.)
ทุกวันนี้เทคโนโลยีไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แตกต่างจากสมัยก่อนที่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใช้เวลาค่อนข้างนาน ตัวอย่างของดิจิตอลคอนเวอร์เจนซ์ การที่สามารถฟังวิทยุผ่าน youtube ซึ่งทั้งหมดสามารถฟังได้ด้วยอุปกรณ์เดียวกัน
ดิจิตอลคอนเวอร์เจนซ์ ในทางปฎิบัติมี 3 ประเภทหลักๆ
1. Device Convergence คือ การหลอมรวมระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ จากเดิมที่โทรศัพท์ใช้โทรเข้าโทรออก โทรทัศน์ใช้ดูรายการทีวีต่างๆ เกมส์ใชในการเล่นเกมส์เพียงอย่างเดียว ซึ่งในปัจจุบันแนวโน้มอุปกรณ์hardware ที่ออกมาจำเป็นต้องทำให้ได้มากกว่า 1 ฟังก์ชั่น เห็นได้จากการเกิดขึ้นของ iPad, Smart phone ซึ่งสามารถใช้ในการโทรเข้าโทรออกได้ ใช้เล่นอินเตอร์เนต ดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถือได้ หรือแม้กระทั่งตู้เย็น ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่านอกจากจะใช้เก็บอาหารแล้ว ยังสามารถทำได้รูปแบบคอนเวอร์เจนซ์ได้ด้วย เช่นตู้เย็นของ Samsung ของเกาหลีสามารถโปรแกรมอาหารในตู้เย็นแช่ได้ไม่เกินกี่แคลลอรี่ ถ้าเกินก็จะมีเสียงสัญญาณเตือน นอกจากนั้นแล้วตู้เย็นก็สามารถเชื่อมโยงอินเตอร์เนตกับซุปเปอร์มาเก็ต ถ้าอาหารหมดตู้ย็นจะทำการสั่งอาหารเองโดยอัตโนมัติ ผลกระทบของ Device Convergence คือ ทำให้มีสินค้าทดแทนมากขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น
2. Data Convergence หรือ Content Convergence คือ การหลอมรวมกันของข้อมูลหรือเนื้อหา จากเดิมที่เราฟังเสียงผ่านวิทยุ ดูวีดีโอผ่านโทรทัศน์ อ่านข้อมูลจากนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ แต่ปัจจุบันเนื้อหาข้อมูลต่างๆเหล่านี้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นข้อมูลสื่อผสม หรือที่เรียกว่า Multimedia นอกจากนี้ เนื้อหาเดียวกันก็สามารถที่จะใช้ได้กับหลากหลายอุปกรณ์ หลากหลายเครือข่าย เช่น การอ่านหนังสือผ่าน iPad แล้วหนังสือเล่มเดียวกันนี้ก็สามารถอ่านทาง Labtop ได้ แล้วก็สามารถอ่านทาง iPhone ได้ด้วย จะเห็นได้ว่าเนื้อหาเดียวกันสามารถถูกส่งตรงไปยังหลากหลายระบบเครือข่าย หลากหลายอุปกรณ์ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ข้อูลของสินค้าถูกปรับเปลี่ยนอยู่ในรูปแบบของสินค้าที่เรียกว่า สินค้าดิจิตอล หรือ Digital Product มากขึ้น ซึ่งสินค้าดิจิตอล คือ สินค้าที่สามารถถูกปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบขิงดิจิตอลได้ เห็นได้จากทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หนัง หนังสือพิมพ์ ข้อมูลต่างๆจะถูกหลอมรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว เช่น การอ่านหนังสือบน iPad ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับวีดีโอได้ เชื่อมโยงกับข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางwebsiteได้ จากทิศทางการเปลี่ยนแปลง ผู้ได้รับผลกระทบ คือ สื่อแบบดั้งเดิม ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มีการทำวิจัยค่อนข้างเยอะว่ารายได้ของสื่อแบบดั้งเดิมมีรายได้ลดลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ที่คนบริโภคเนื้อผ่านทางหนังสือพิมพ์น้อยลง และทำให้สื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น
3. Network Convergence คือ การหลอมรวมของระบบเครือข่าย จากในอดีตแต่ละระบบเครือข่ายมีการแยกกันอยู่อย่างชัดเจน เช่น เครือข่ายทีวีก็เป็นเฉพาะทีวี ช่องทีวีต่างๆ, วิทยุ FM AM, โทรศัพท์มือถือก็อยู่เฉพาะเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ, โทรศัพท์บ้านก็อยู่เฉพาะเครือข่ายโทรศัพท์บ้าน แต่ในปัจจุบัน Network Convergence ทำให้ระบบเครือข่ายทุกระบบทั้งหมดสามารถหลอมรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว เช่น สามารถใช้อินเตอร์เน็ตดูทีวีได้, โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต, ดูทีวีผ่านโทศัพท์ จะเห็ได้ว่าเครือข่ายทั้งหมดถูหลอมรวเป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วข้อมูลก็สามารถใช้ข้ามเครือข่ายได้ด้วย
ในเรื่องของ Media Convergence คือ การหลอมรวมระหว่างสื่อต่างๆ เข้ามาเป็นระบบเดียวกัน จากการหลอมรวมของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เสียง วีดีโอ ข้อความ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่สร้างเนื้อหา ในการสร้างเนื้อหาที่หลากหลายมากขึ้น ช่องทางในการกระจายเนื้อหาก็มีหลากหลายช่องทาง แต่หากมองในมุมมองของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการบริโภคข้อมูลได้จากหลากหลายอุปกรณ์ หลากหลายเครือข่าย
ผลกระทบของ Media Convergence
• มีการเกิดขึ้นของสินค้าและเทคโนโลยีที่สามารถทดแทนกันได้มากขึ้น
• มีการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม เช่นบริษัท Software อย่าง Microsoft หรือ บริษัท Hardware อย่าง Apple เข้าไปทำการแข่งขันกับค่ายมือถือหรือผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่าง Nokia เพราะอุปกรณ์สามารถใช้ทดแทนกันได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดการแข่งขันกันข้ามอุตสาหกรรม ข้อมูลเดียวกันสามารถใช้ได้หลายเครือข่าย มีเทคโนโลยีที่หลากหลาย
ปัจจุบันมีองค์กรอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งต่อไปจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสทช.) สาเหตุที่ต้องมีเพราะ จากเดิมที่การกำกับดูแลมีการแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างโทรคมนาคมกับวิทยุโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันทิศทางการบริโภคข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคดูทีวีผ่านทางโทรศัพท์ ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์ ฟังวิทยุผ่านทางโทรศัพท์ ดังนั้นองกรจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจให้ตอบสนองต่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นการติดต่อสื่อสารก็สามารถใช้ได้หลายช่องทาง และสามารถใช้ข้ามเครือข่ายได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์บ้าน รวมไปถึงการที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการบริโภคข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ
ตัวกย่างของ Media Convergence เช่น iPad, Content ที่นำเสนอบนโทรศัพท์มือถือ, Mobile TV, บอร์ดคาส, Voice over IP(VIP) ซึ่งการปรับใช้ในวงการศึกษามีผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำมาใช้กับ e-Learning ให้สามารถนำเสนอข้อมูลที่มีความหลากหลาย มีการเกิดขึ้นของ m-Learning (Mobile learning) สามารใช้บริการผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างไม่จำกัดในเรื่องของสถานที่และเวลาอีกด้วย รวมไปถึงการเกิดขึ้นของ web 2.0 ซึ่งทำให้ข้อมูลต่างๆเกิดจากผู้ใช้ ไม่ใช่เจ้าของ website ข้อมูลเหล่านี้จะมีการเชื่อมโยงกัน รวมไปถึงข้อมูลจากในอดีตที่เกิดจากสื่อหลัก ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ ข้อมูลเหล่านี้ ตามความเห็น คิดว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนน้อย ในอนาคตข้อมูลส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ใช้ นักศึกษาในอนาคตจะมีโอกาสสร้าง Content สร้างข้อมูลมากขึ้น การเรียนการสอนต้องเปลี่ยนแปลงไป ต้องให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน ไม่ใช้ผู้สอน จากเดิมในสมัยก่อนที่อาจารย์ผู้สอนเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน อาจารย์ที่ยังยึดแนวสอนแบบเดิม ต่อไปจะทำให้สอนยาก เพราะ นักศึกษามีช่องทางเยอะมากขึ้นในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงเรื่องของข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ จากทฤษฎีนี้ คือ ทฤษฎี Long tail
ทฤษฎี Long tail ข้อมูลในอดีตเป็น Main Stream จากการที่ user สามารถสร้างข้อมูลได้มากขึ้น ข้อมูลจะมุ่งไปถึง Business long tail เป็นหลัก มีความเป็น Niche มากขึ้น ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่สามารถนำมาปรับใช้ในการเรียนการสอน คือ Wiki ที่ได้มีการนำมาปรับใช้การเรียนการสอน เวลามีการบรรยาย นักศึกษาจะต้องนำเอาข้อมูลเนื้อหาพร้อมกับข้อมูลภายนอกเข้ามาสร้างเป็นองค์ความรู้ให้กับตัวเอง ในมุมมองของตัวเอง หรือแม้กระทั่ง Youtube บอร์ดคาส ช่องทางที่มากขึ้นทำให้วงการการศึกษาสามารถนำมาปรับใช้และปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ซึ่ง Second Life ก็เป็นอีกอันที่น่าสนใจ เป็น Online Community ใช้ฟรี ไม่ใช่เกมส์ เป็นชุมชน ซึ่งนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีการเรียนการสอนผ่าน Second Life ที่นักศึกษาเองกับอาจารย์ต้องเข้ามาเรียนในห้องเรียนเดียวกัน โดยนักศึกษาสามารถใช้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ Labtop ได้
สรุปแล้ว เรื่องของ Media Convergence เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ คนที่อาจจะเรียกว่าไม่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง จากบทความ เรื่อง Net Generation บอกว่า คนเราเกิดมาในยุคที่แตกต่างกัน เทคโนโยลีแต่ละยุคก็มีความแตกต่างกัน คนืชที่เกิดในยุคช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 1946-1964 อาจเรียกว่า Baby Boomer คนกลุ่มนี้เติบโตมากับเทคโนโลยีทีวีขาวดำ วิทยุทรานส์ซิสเตอร์ ยุคต่อมาเรียกว่า Gen X เป็นคนที่เกิดในช่วงปี 1965-1976 เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีอีกแบบหนึ่ง ทีวีสี เทป จากนั้นคนที่เกิดในช่วงปี 1977-1990 เติบโตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ส่วนคนที่เกิดในช่วงหลังปี 1990 เติบโตมาพร้อมกับ Mobile Phone, Netbook, Twitter จึงมีกระบวนการทางความคิดที่แตกต่างกัน เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้มีความแตกต่างกัน เริ่มจากการใช้ Hi5 แล้วพัฒนามาเป็น Facebook, Twitterมีการเล่นเกมส์ออนไลน์ ซึ่งคนในวงการการศึกษาควรพยายามเข้าใจไม่ควรไปตัดสินว่าเป็นสิ่งผิดหรือไม่ดี แต่ควรพยายามสร้างแรงจูงใจจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งควรเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ประกอบในการศึกษา





