Schmidt.co.ltd เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้แก่อุตสาหกรรมเบเกอรี่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ปัจจุบัน บริษัทSchmidt ขยายสาขาไปทั่วประเทศเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยที่ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ รวมไปถึงโรงงานผลิตเบเกอรี่ขนาดกลาง โดยทั่วไปสินค้าของบริษัทจะนำเข้ามาจากประเทศในแถวทวีปยุโรปเพราะเป็นผู้ผลิตที่ได้รับความไว้ใจและยังมีความชำนาญในเรื่องเบเกอรี่และคุณภาพสินค้ามาเป็นเวลานาน นอกจากคุณภาพของสินค้าที่ไว้ใจได้แล้วบริษัทยังให้ความสำคัญด้านบริการอีกด้วย นอกจากนี้ข้อมูลของลูกค้ายังมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อจะแสดงถึงแนวโน้มและการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่ตรงตามลักษณะลูกค้าและตลาด
ระบบDatabaseของบริษัท มีดังนี้
Customer
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆของลูกค้าดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลของลูกค้ามีดังนี้

Products
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆของสินค้าในบริษัทดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของสินค้ามีดังนี้

Supplier
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆของผู้ผลิตสินค้าที่บริษัทนำเข้าดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของผู้ผลิตมีดังนี้

Sales
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆของพนักงานขายในบริษัทดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของพนักงานขายมีดังนี้

Office
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆของพนักงานขายในบริษัทดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของพนักงานขายมีดังนี้

Bills
จะประกอบไปด้วยข้อมูลต่างๆในใบเสร็จดังต่อไปนี้

ซึ่งในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของใบเสร็จมีดังนี้

จากข้อมูลทั้ง6ประเภทนี้ แต่ละข้อมูลจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
ลูกค้า1รายมีใบสั่งซื้อสินค้าได้หลายใบ แต่ ใบสั่งซื้อสินค้า1ใบจะเป็นของลูกค้าได้1รายเท่านั้น (เป็นความสัมพันธ์แบบ one-to-many)

ใบสั่งซื้อสินค้า1ใบจะมีสินค้าที่สั่งซื้อได้หลายชิ้น และ สินค้า1ชิ้นถูกสั่งจากใบสั่งซื้อได้หลายใบเช่นกัน (เป็นความสัมพันธ์แบบ many-to-many ทำให้ต้องมี bridge table (billXproduct)เพิ่มเข้ามา)

สินค้า1อย่างจะถูกเก็บอยู่ในคลังสินค้าของสาขาได้หลายสาขา และแต่ละสาขาสามารถเก็บสินค้าได้หลายอย่างเช่นกัน (เป็นความสัมพันธ์แบบ many-to-many ทำให้ต้องมี bridge table (productXoffice) เพิ่มเข้ามา)

พนักงานขาย1คนจะดูแลลูกค้าหลายราย แต่ลูกค้า1รายจะถูกดูแลด้วยพนักงานขายเพียงคนเดียว (เป็นความสัมพันธ์แบบ one-to-many)

ผู้ผลิต1รายสามารถมีสินค้าได้หลายอย่าง แต่สินค้า1อย่างจะมีผู้ผลิตเพียง1รายเท่านั้น (เป็นความสัมพันธ์แบบ one-to-many)

จากเงื่อนไขทั้งหมด สามารถมองในภาพรวมได้ดังนี้

การQueryข้อมูลจากdatabaseที่มีอยู่
ข้อดีของการทำdatabaseคือ การสามารถเรียกดูข้อมูลที่สนใจภายในdatabaseได้ โดยสำหรับบริษัทSchmidt จะให้ความสนใจไปที่ผลลัพท์ที่ได้จากการขายสินค้าเป็นหลัก ดังนี้ การค้นหาข้อมูลจึงมีหลักๆดังนี้
1. การหายอดขายรวมที่เกิดขึ้นในปี2553ว่า พนักงานขายแต่ละคน สามารถทำยอดขายรวมได้คนละเท่าไหร่ เพื่อนำไปคำนวณหาค่าคอมมิชชั่นต่อไป
สร้างตาราง testระหว่าง customerกับbillขึ้นมาก่อน แล้วนำไปqueryกับ salesอีกครั้ง

ผลลัพท์ที่ได้จากการqueryครั้งนี้ จะแสดงถึงชื่อของพนักงานขายทั้งหมดที่มี โดยเรียงลำดับจากพนักงานที่สามารถทำยอดขายได้สูงที่สุดไปจนถึงพนักงานที่ไม่สามารถทำยอดขายได้เลย โดยพนักงานที่สามารถทำยอดขายได้สูงสุดได้แก่ ปวีณรัตน์ และพนักงานที่ไม่สามารถทำยอดขายได้เลยจะไม่มีตัวเลขปรากฏในช่องsumoftotal ดังรูป

2. การหายอดขายของสินค้าที่ขายได้ในช่วงปี 2553ว่าสินค้าประเภทใดขายได้มากที่สุดและประเภทใดขายได้น้อยที่สุด เรียงตามลำดับ เพื่อใช้เป็นแนวโน้มในการคำนวนหาturn over ของสินค้าแต่ละประเภท


ผลลัพท์ที่ได้จากการqueryครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงปี2553ที่ผ่านมายอดขายของสินค้าประเภทchocolateมียอดขายสูงสุด ในขณะที่ยอดขายของtoppingกลับมียอดขายต่ำสุดดังรูป
3. การหาสินค้าที่ยังขายได้ได้ในปี2553ว่ามีสินค้าประเภทได้บ้างที่ลูกค้าไม่สั่งซื้อ เพื่อนำไปแก้ปัญหาต่อไปหรือเพื่อออกแผนการส่งเสริมการขายในอนาคต

ผลลัพท์ที่ได้จากการqueryครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าในช่วงปี2553นี้ สินค้าที่ยังไม่สามารถขายได้ ได้แก่สินค้าประเภทutensilเป็นหลัก มีเพียงสินค้าประเภทchocolate, decoration และ toppingเพียงไม่กี่อย่างที่ไม่สามารถขายได้ ดังรูป

นอกจากนี้เมื่อต้องการทำรายงานสรุปผลจากฐานข้อมูลสามารถสร้าง Report ได้ โดยในที่นี้จะทำการยกตัวอย่างการทำ Report จากตาราง Query ข้อมูลสินค้าที่ยังไม่มีการสั่งซื้อจากลูกค้าใดๆเลยในช่วงปี2553 ได้เป็นรายงานในลักษณะดังนี้






