สรุปข่าว
ในยุคแห่งการศึกษาไร้พรมแดนนี้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้การศึกษารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายขึ้นเพราะผู้เรียนที่ ไม่ว่าจะเป็นใคร จากที่ใด และเวลาใดก็ได้ ก็เรียนรู้ได้ตลอดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา ทั้งนี้ ในแง่ของเทคโนโลยีสื่อการเรียนรู้ก็มีมากมาย อาทิ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ITune IPod และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมทั้งเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ “อีบุ๊ค (e-book)” ซึ่งมีเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุด นั่นคือ Amazon เจ้าของเครื่องอ่านอีบุ๊คชื่อดัง “Kindle”
ตั้งแต่ Amazon ออกจำหน่าย Kindleครั้งแรกในปี 2008 ก็สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่ง ในปี2009 ด้วยยอดขายทั่วโลกกว่า 1.8 ล้านเครื่อง เกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ที่คิดว่าเจ้า Kindle นี้ไม่น่าจะประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้ Amazon สามารถสร้างรายได้จาก Kindle ได้จำนวนมหาศาล ทั้งจากการขายเครื่อง รวมไปถึงยอดดาวน์โหลดหนังสือผ่าน Kindle’s store แต่พอเข้าสู่ปี 2010 Apple ได้ปล่อยแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อว่า IPad ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก สามารถขายได้ถึง 300,000 เครื่องในวันแรกที่ออกจำหน่าย IPad มีความสามารถหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ IBook เป็นโปรแกรมที่สามารถอ่านอีบุ๊คได้เช่นเดียวกับ Kindle ทำให้ประชาชนเลือกที่จะซื้อ IPad มากกว่า Kindle เนื่องจากIPad มีความสามารถหลากหลายมากกว่า Kindle สาเหตุนี้เอง ทำให้ Amazon ต้องเพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาดมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการลดราคา Kindle DX รุ่นใหม่ ที่เพิ่มความสามารถให้มากขึ้น ในราคาที่ถูกกว่า Kindle DX รุ่มเดิม รุ่นใหม่นี้มีชื่อว่า “คินเดิล ดีเอ็กซ์ กราไฟต์” เนื่องจากวัสดุของ Kindle รุ่นนี้จะใช้กราไฟต์ซึ่งมีสีดำ แทนวัสดุสีขาวของรุ่นเดิม ซึ่งKindle รุ่นนี้ยังคงคุณสมบัติที่มีในรุ่นเดิมและเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ เช่น
• E-ink ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อนุภาคของน้ำหมึกในการมาเรียงเป็นตัวอักษรเหมือนในหนังสือ จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนอ่านหนังสือจากกระดาษ ไม่ทำให้ปวดตาหรือรู้สึกล้าในขณะอ่าน และในKindleรุ่นใหม่นี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพ e-inkในการปรับความเข้ม ความสว่าง หรือคอนทรัสต์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมและเพิ่มตะกั่วดำหรือกราไฟต์ภายใน เครื่องที่แสดงผลได้คมชัดขึ้น 50% และเพิ่มความคมชัดของรูปภาพมากขึ้น
• ขนาดใหญ่เท่าIPadคือ 9.7 นิ้ว
• ประหยัดพลังงานมากขึ้น
• สามารถปรับขนาดไฟล์ PDF ได้ และสามารถปรับฟอนต์ของอีบุ๊กจากอะเมซอนได้ด้วยขนาดให้เลือกมากขึ้นกว่าเดิม
• สามารถใช้งานSocial Network ทั้งFacebookและTwitter โดยมีแอปพลิเคชั่นโดยตรงมาให้ ตลอดจนการเข้าเวปไซต์ ต่าง ๆ ได้ฟรีผ่านเครือข่าย 3G หรือ GPRS
• สามารถจัดหมวดหมู่หนังสือในเครื่อง Kindle ได้
ซึ่งทางAmazonหวังว่า Kindle รุ่นใหม่นี้จะสามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดเครื่องเล่นอีบุ๊คคืนได้จากApple และสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย เนื่องจากนักวิเคราะห์ต่างมองว่าตลาดอีบุ๊คจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าในปี 2558 จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2,800 เหรียญฯ และมีคนใช้เครื่องอ่านอีบุ๊คสูงถึง 29 ล้านเครื่องและส่วนแบ่งของอีบุ๊คจากตลาดหนังสือทั้งหมดจะเพิ่มเป็น 20-25% ในอีก 5 ปีข้างหน้าอีกด้วย
วิเคราะห์
e-Book Reader เป็นการนำหนังสือหนึ่งเล่มหรือหลายๆ เล่ม มาออกแบบใหม่ให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ โดยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่รูปของตัวอักษร, ภาพนิ่ง , ภาพเคลื่อนไหว, เสียง, ลักษณะที่ตอบโต้กันได้ (interactive) และการเชื่อมโยงแบบไฮเปอร์เท็กซ์ สามารถทำบุ๊คมาร์กและหมายเหตุประกอบตามที่ผู้ใช้ต้องการได้ โดยอาศัยพื้นฐานของหนังสือเล่มเป็นหลัก โครงสร้าง e-Book Reader จะประกอบด้วยหน้าปกหน้า-หลัง , สารบัญ ,เนื้อหาภายในเล่ม และดัชนี เนื้อหาภายในเล่มอาจจะแบ่งออกเป็นบทแต่ละบทมีจำนวนหน้ามากน้อยแตกต่างกันไป แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะแตกต่างจากหนังสือเล่มในการพลิกหน้า โดยที่ไม่ได้มีการพลิกหน้าจริง หากแต่เป็นไปในลักษณะของการซ้อนทับกันและยังสามารถกระโดดข้ามไปยังหน้าที่ ผู้อ่านต้องการได้อีกด้วย ซึ่งผู้เป็นเจ้าตลาดของเครื่องอ่านอีบุ๊คนั่นคือ Amazon แต่เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา Apple ได้ออกแท็ปเล็ททีชื่อว่า IPad ซึ่งกลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจของ Amazonเลยทีเดียว ดังนั้นเรามาศึกษาถึงโอกาส และความสามารถในการแข่งขันของ Amazon ดังต่อไปนี้
SWOTของ Amazon’s Kindle
Strengths
ความมีชื่อเสียงและการตลาดที่ดีของ Amazon
Amazon นั้นมีฐานการตลาดที่ดีที่เริ่มจากการขายหนังสือ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ เช่น ดนตรี วีดีโอ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งAmazon.com จะตามหลังก็เพียงGoogle เท่านั้น โดยในปี 2009 Amazonมีรายได้สูงถึง 24,509 ล้านเหรียญฯ โดย Amazon ใช้เครือข่ายเว็บไซด์ที่มีอยู่ในการโฆษณาKindle นั่นคือ “ไม่ว่าคุณจะซื้ออะไรใน Amazon.com คุณจะถูกกำกับ ถูกชักนำ ให้รู้จักกับ Amazon’s Kindle
โครงสร้างพื้นฐานของระบบ
Amazon มีพื้นฐานความสามารถในการขายหนังสือที่เป็นรูปเล่มอยู่แล้ว ซึ่งAmazonก็ใช้วิธีให้ลูกค้ารู้จักและเข้าถึง Kindle Store ได้ง่าย ผ่านเว็บไซด์Amazon.com, search engineรวมไปถึงระบบแนะนำหนังสือ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการกระจายสินค้าประเภท Digital MediaสำหรับKindleสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในการซื้อหนังสือผ่านKindle Store ก็ทำได้ง่ายเนื่องจากจะใช้ Account ที่เราสมัครผ่านไว้กับ Amazon.com ซึ่งจะหักเงินผ่านบัตรเครดิตที่ใช้ลงทะเบียนไว้ได้เลย
มีหนังสือให้เลือกกว่า 620000เล่ม
ในการสนับสนุนให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้เครื่องอ่านอีบุ๊คหรือKindle มากขึ้นนั้น ทางAmazonได้ตระหนักว่าจะต้องมีห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีหนังสือที่สามารถอ่านผ่านKindleได้ ดังนั้นAmazonจึงทำความร่วมมือกับผู้จัดพิมพ์หนังสือโดยการพยายามให้ผู้จัดพิมพ์ตีพิมพ์หนังสืออีบุ๊คมากยิ่งขึ้น ในขณะดียวกัน Amazonเองก็ได้มีการสแกนหนังสือเพื่อเพิ่มจำนวนอีบุ๊คให้มากขึ้นอีกด้วย
Partnershipความเร็วสูง
ผู้ใช้ Kindle สามารถเข้าถึง3G Wireless ได้โดยไม่มีสัญญารายปี ไม่มีค่ารายเดือน สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เหมือนกับโทรศัพท์มือถือที่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย ผ่าน Whispernet ซึ่งจะช่วยในการค้นหาสัญญาณ wireless และการดาวน์โหลดอุปกรณ์เสริมต่างๆไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องหา Wi-Fi HotSpot ให้ยุ่งยาก ผู้ใช้สามารถใช้ Kindle เข้าไปเลือกดู อ่านตัวอย่าง หรือซื้ออีบุ๊คบนอินเตอร์เน็ตได้
Weaknesses
Amazon มีปัญหาในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในแง่ของการพัฒนาทางเทคโนโลยีสำหรับเครื่องอ่านอีบุ๊ค Amazonมีเพียงแค่เทคโนโลยี e-inkที่สามารถทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าอ่านหนังสือจริงๆได้เท่านั้น นอกจากนี้ปัญหาสำคัญของKindle อยู่ที่การออกแบบรูปลักษณ์ของKindle ที่ผู้ใช้รู้สึกว่ามันเทอะทะ ปุ่มเปลี่ยนหน้าก็ใช้ไม่สะดวกเนื่องจากปุ่มอยู่ทั้งสองด้านของหน้าจอ ทำให้ผู้ใช้มักจะเผลอไปกดโดนเข้า ดังนั้น Amazon จึงทำได้เพียงแค่เพิ่มคอนเทนต์และการบริการสำหรับKindle เพื่อลดข้อด้อยของการใช้งานของเครื่อง
หนังสือที่ซื้อมาจาก Kindle จะติดลิขสิทธิ์ DRM (Digital Rights Managements) ซึ่งเป็นรูปแบบไฟล์ที่Amazonคิดค้นขึ้นเพื่อที่จะป้องกันการcopyหนังสือ ซึ่งทำให้ผู้ใช้จึงต้องใช้ Kindle ไปตลอดในการอ่านหนังสือที่ซื้อมาทั้งหมด และหนังสือที่ดาวน์โหลดมานั้นไม่สามารถถ่ายโอนหรือคัดลอกไปให้ผู้อื่นอ่านได้
Opportunities
Amazonเป็นเจ้าแรกๆที่เข้ามาในตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊ค จึงทำให้เป็นผู้ผลิตอีบุ๊คเจ้าแรกๆที่คนทั่วไปจะนึกถึง ดังนั้นผู้ซื้อจะมีค่าความเต็มใจจะจ่าย(willing to pay) สูงกว่าเครื่องอ่านอีบุ๊คของคู่แข่งถ้าความสามารถทั่วไปเหมือนกัน เนื่องจากการBrandingของ Amazon และswitching cost
ตลาดอีบุ๊คกำลังขยายตัวอย่างมาก มีผู้หันมาอ่านหนังสือ นิตสาร หรือหนังสือพิมพ์ผ่านเครื่องอ่านอีบุ๊คมากขึ้นเนื่องจากราคาถูกกว่าหนังสือทั่วไป และไม่จำเป็นต้องเดินทางไปซื้อเพียงแค่ดาวน์โหลดก็สามารถผ่านหนังสือนั้นได้ภายในไม่กี่นาที
Threats
ความได้เปรียบในแง่ของการกระจายสินค้าของAmazonนั้นไม่จำเป็นเสมอไป ชื่อเสียงของAmazonอาจจะทำให้คู่แข่งต้องใช้เวลาในการแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่ผลกระทบต่อKindle อาจจะไม่ใช่จากคู่แข่งจากผู้ผลิตเครื่องอ่านอีบุ๊คเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงหากการดาวน์โหลดหนังสือผ่านระบบเน็ตเวิร์คเพิ่มสูงขึ้น ในที่สุดร้านขายหนังสือเช่น Borders and Barnes Noble เป็นต้น อาจจะไม่ต้องการให้อีบุ๊คได้รับความนิยมด้วยก็เป็นได้ เพราะจะกระทบต่อยอดขายหนังสือที่ตีพิมพ์เป็นรูปเล่มแน่ๆ Amazonควรที่จะสนใจในประเด็นนี้เพื่อความสำเร็จของ Kindle ในระยะยาว
5 Force Model
Bargaining power of Suppliers
Supplier ของ Kindle คือ สำนักพิมพ์ต่างๆ ซึ่งก็ถือว่ามีอำนาจการต่อรองมากขึ้นเนื่องจากมีผู้แข่งขันเข้ามาใน อุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้การทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่ผลิตมีทางเลือกต่อรองมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันการตั้งราคาหรือการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งได้ง่าย
Bargaining power of customers
อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค ซึ่งในที่นี้คือผู้ใช้งานนั้นมีสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีบริษัทที่เข้ามาแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะคู่แข่งขันหลักที่เสนอฟังก์ชันต่างๆนอกเหนือจากการอ่าน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานง่ายขึ้นและเหมาะกับ lifestyle ของคนในยุคปัจจุบัน รวมถึงบริการและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์และมี อำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้น
Competitive rivalry
ในปัจจุบันมีผู้ผลิตมากมากขึ้น ซึ่งมีการแข่งขันที่สูงแต่จะมีคู่แข่งหลักอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมดประมาณ 3 บริษัท คือ Apple, Sony และผู้นำคือ Kindle จาก Amazon
Threat of substitute products
สินค้าทดแทนในแง่ของผู้ใช้ได้แก่ อุปกรณ์มือถือจอใหญ่ที่สามารถอ่านหนังสือได้ รวมถึง laptop หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ PC ที่สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อการอ่านหนังสือได้
Threat of new entrance
เนื่องจากปัจจุบันไม่เพียงบริษัทชั้นนำด้านการผลิตอุปกรณ์การสื่อสารที่ทัน สมัยจะเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ แต่สำนักพิมพ์ต่างๆก็มีการปรับตัวตอบรับกับเทคโนโลยีการผลิตอีบุ๊ค ทำให้คู่แข่งสามารถเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น เนื่องด้วยกระแสของผู้บริโภคในอนาคตที่มีเพิ่มมากขึ้นเพราะมีต้นทุนในการใช้ น้อยกว่าการซื้อหนังสือเป็นเล่มๆเหมือนอย่างแต่ก่อน และยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากเหตุผลข้างต้นทำให้ระยะหลังมีการเพิ่มเติมฟังก์ชันต่างนอกเหนือ จากการ การอ่านหนังสือเพื่อสนองความต้องการและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการแข่งขันสูงมากด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการ สร้างพันธมิตร ระหว่างคู่แข่งขันหลักในอุตสาหกรรม
ถึงแม้ว่าจะมีผู้วิเคราะห์ว่า iPad จะเข้ามาแย่งทั้งตลาด Netbook และตลาด e-Book Reader จะทำให้ Kindle ของ Amazon ซึ่งเป็นเจ้าตลาดและยี่ห้ออื่น ๆ ต้องออกจากตลาดไป แม้จะด้อยกว่าในเรื่องระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ iPad ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 10 ชั่วโมง ในขณะที่ e-Book Reader มีอายุใช้งานของแบตเตอรี่ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ มากกว่า”
อย่างไรก็ตาม Amazon ซึ่งเป็นผู้ครองตลาด e-Book Reader ก็ได้เตรียมปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับ iPad ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า Kindle ในรุ่นถัดไปอาจจะเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีจอ LCD เช่นเดียวกับ iPad ทั้งนี้เพื่อให้ Kindle สามารถแสดงผลเป็นภาพสี ภาพเคลื่อนไหว และวีดีโอได้ ซึ่งเทคโนโลยี LCD จะสามารถรองรับการเป็นจอแบบสัมผัส (Touch interface) ที่ดีกว่าจอแบบ e-link ของ Kindle ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ยังมีการตอบสนองที่ช้า และมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่ช้ามาก ซึ่งก็จะทำให้ระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่ต่อการประจุไฟฟ้าครั้งหนึ่งของ Kindle ใกล้เคียงกันกับ iPad จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าเมื่อสองยี่ห้อมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแล้วลูกค้า จะเลือกอันไหนดี?
เนื้อหาข่าว
คินเดิล ดีเอ็กซ์ โฉมใหม่ "อะเมซอน" หั่นราคาลุย
ในฐานะที่เป็นเจ้าตลาดเครื่องอ่าน อีบุ๊ก อะเมซอนคงอยู่เฉยไม่ได้ในท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งแข่งทางตรงกับ เครื่องอ่านอีบุ๊กเจ้าใหญ่ รวมไปถึงเจ้าเล็กเจ้าน้อยที่ทยอยกันออกมามากมายแล้ว ยังแข่งทางอ้อมกับอุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเลต เช่น "ไอแพด" รวมไปถึงเจ้าอื่น ๆ ทั้งใหญ่เล็กอีกมากมาย
ไม่กี่วันหลังจากประกาศหั่นราคา คินเดิล 2 ซึ่ง เป็นรุ่นเล็กขนาดเหมาะมือ ลงมาสู้กับนุก ของ บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล เหลือ 189 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ นุก ลดลงมาเหลือ 199 เหรียญ อะเมซอน ก็เดินหน้าประกาศตัว คินเดิล ดีเอ็กซ์ รุ่นใหม่ที่ปรับปรุงขึ้นไปจากเดิม ในราคาต่ำกว่าดีเอ็กซ์ตัวเก่าลงมาอีกหน่อยลงมาเหลือ 379 เหรียญ จะเริ่มขายกันวันที่ 7 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
คินเดิล ดีเอ็กซ์ กราไฟต์ ปรับปรุงรูปโฉมใหม่ต่างไปจากเดิมเล็กน้อย โดยเฉพาะสีจากเดิมสีขาว มาคราวนี้กลายเป็นสีดำ กราไฟต์ ขนาดจอ 9.7 นิ้วจุดเด่นที่ได้ รับการพูดถึงมากที่สุดในการปรับปรุงใหม่นี้ ก็คือจออีอิงก์ ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการปรับความเข้ม ความสว่าง หรือคอนทรัสต์ได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ผู้ใช้รุ่นเดิมติดใจกัน ไม่น้อย อาจจะเนื่องจากความพยายามที่ให้มันเหมือนกระดาษมากที่สุด และต้องการประหยัดพลังงาน การปรับปรุงใหม่จะเพิ่มความคมชัดมากขึ้นโดยเฉพาะในกรณีของภาพประกอบของอี บุ๊ก ขณะที่ตัวหนังสือก็ชัดขึ้นด้วย การอ่านในที่แสงสว่างน้อยก็จะดีขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
สำหรับ คุณสมบัติอื่น ๆ ในคินเดิลรุ่นเก่า ซึ่งมีการอัพเดตเวอร์ชั่นแบบอัตโนมัติมาเรื่อย ๆ นั้น ปัจจุบันสามารถปรับขนาดเอกสารพีดีเอฟได้ ปรับฟอนต์ของอีบุ๊กจากอะเมซอนได้ด้วยขนาดให้เลือกมากขึ้นกว่าเดิม สามารถใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ โดยมีแอปพลิเคชั่นโดยตรงมาให้ ตลอดจนการเข้าเว็บไซต์ ต่าง ๆ ได้ฟรีผ่านเครือข่าย 3G หรือ GPRS และระบบการจัด หมวดหมู่หนังสือบนเครื่อง
ตลาดอีบุ๊กเป็นตลาดที่หลาย ต่อหลายคนคาดการณ์ว่าเป็นตลาดแห่งอนาคต ที่คนจะหันจากหนังสือเล่ม ๆ ไปหาอีบุ๊กมากขึ้น โดยอาศัยอุปกรณ์อ่านหนังสือทั้งเครื่องอ่านอีบุ๊ก แท็บเลต และอุปกรณ์อื่น ๆ
เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฟอเรสเตอร์คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดอีบุ๊กจาก 1,000 ล้านเหรียญ ในปีนี้ จะขึ้นไป 2,800 ล้านเหรียญในปี 2558 และ เครื่องอ่านอีบุ๊กจาก 6.6 ล้านเครื่อง จะเพิ่มเป็น 29 ล้าน เครื่องในปี 2558 โดยไม่รวมอุปกรณ์อื่น ๆ ที่สามารถอ่านอีบุ๊กได้ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเลต โน้ตบุ๊ก พีซี โทรศัพท์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามสัดส่วนยอดขายอีบุ๊กในสหรัฐ ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดหนังสือทั้งหมดเท่านั้น และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 20-25 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า





