สรุปข่าว
บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขณะนี้ได้อยู่ระหว่าง การเจรจากับพาร์ทเนอร์ 2 ราย เพื่อเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3G โดยปัจจุบัน บริษัทได้เน้นการดำเนินงานที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ เช่น การออกผลิตภัณฑ์กลุ่มคอนซูเมอร์ของ ไอ-โมบาย เพื่อขยายฐานลูกค้าระดับกลาง รองรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ เทคโนโลยี 3จี และการใช้งานมัลติมีเดีย, ธุรกิจไอซีที โซลูชัน ที่ยังคงเป็นรายได้หลักให้บริษัทฯ ซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ในช่วงรอความชัดเจน จากภาครัฐเกี่ยวกับโครงการต่างๆ
ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังสนใจดำเนินธุรกิจ Full MVNO (Mobile virtual network operator) เต็มรูปแบบ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูง เนื่องจากบริษัทฯดำเนินธุรกิจด้านดังกล่าวอยู่แล้ว โดยปัจจุบัน บริษัทฯมีลูกค้าในกลุ่มธุรกิจ MVNO ประมาณ 85,000 ราย และมีค่าบริการเฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน 200-300 บาท โดยเชื่อว่าบริษัทฯ จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึง ธุรกิจ Full MVNO (Mobile virtual network operator) ใช้เงินลงทุนหลักพันล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าการประมูลไลเซนส์ 3จี ที่ยังไม่ทราบราคาไลเซนส์สูงสุดที่แน่นอน
วิเคราะห์
กลุ่มบริษัทสามารถคือบริษัทของคนไทยที่เติบโตมากว่า 50 ปี มีบริษัทในเครือรวมทั้งสิ้นกว่า 20 บริษัท โดยมี 3 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานคือ คิดและวิเคราะห์ล่วงหน้า พร้อมเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์, ใส่ใจในการตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ, มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการทางด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและแตกต่าง, เร่งผลักดันธุรกิจสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง, ร่วมงานกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดร่วมกัน, ขยายฐานการตลาดและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในต่างประเทศ, ขยายธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีที่คุ้มค่า, สร้าง “สามารถ” ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และเป็นศูนย์รวมของความเป็นเลิศ
SWOT ANALYSIS
• จุดแข็ง
1. ประสบความสำเร็จในการสร้างสินค้า House Brand ให้ติดตลาดและสามารถ นำผลิตภัณฑ์เข้าสู่กลุ่มลูกค้าภายในประเทศและประเทศข้างเคียงได้
2. มีการดำเนินงานหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น การบริหารสนามบินที่กัมพูชา ซึ่งเป็นการจัดการจราจรเครื่องบินทาง และโรงไฟฟ้าที่กัมพูชา
3. เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ระดมเงินทุนได้ง่าย และมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า บริษัทธรรมดาทั่วไป
• จุดอ่อน
1. เนื่องจากบริษัทโครงการ เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐหลายโครงการ เช่น โครงการขยายเครือข่าย 3 จี, โครงการรถเมล์ NGV ทำให้ไม่มีความแน่นอนมากนัก ซึ่งทั้งนี้ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาล โดยที่การเมืองยังคงไม่แน่นอน
2. บริษัทมีสินค้าประเภท โทรศัพท์มือถือ ที่มีการเปลี่ยนรุ่นอย่างรวดเร็ว โดยสินค้าประเภทนี้ถ้าไม่สามารถ สร้างระบบสินค้าคงคลัง ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าตกรุ่น และค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าที่ไม่ได้รับความนิยม เกิดขึ้น ทำให้สร้างความเสียหายให้กับบริษัทได้
• โอกาส
1. เนื่องจากปัจจุบันมือถือได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ทำให้มีลูกค้าเกิดขึ้นจำนวนมาก
2. ระบบ 3G ถ้าสามารถที่จะประมูลมาได้แล้ว ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่มีอยู่
3. บริษัทมีความรู้ความชำนาญในสาขาที่ทำ รวมไปถึงการดำเนินงานอย่างยาวนานมากกว่า 50 ปี ทำให้เกิดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาได้อย่างมั่นคง
• อุปสรรค
1. มีบริษัทมือถือคู่แข่ง รวมไปถึงมือถือที่ผลิตจากประเทศจีน จำนวนมาก
2. ในการเข้าประมูล 3G มีคู่แข่ง เป็นบริษัทที่มีเงินทุนมาก ทำให้ยากต่อการชนะประมูลได้
เนื้อหาข่าว
‘สามารถ’ ควานหาพาทเนอร์ โดดร่วมวงชิงไลเซนส์ 3จี
ยันร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี แน่นอน เผยอยู่ระหว่างเจรจากับ 2 พาทเนอร์ คาดรู้ผลภายในสัปดาห์หน้า รับสนใจธุรกิจ Full MVNO ใช้งบหลักพันล้านต่ำกว่าทำ 3จี…
วานนี้ (16 ส.ค.) นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทฯอยู่ระหว่างการพูดคุยกับพาทเนอร์ 2 ราย เพื่อเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี คาดว่าจะทราบรายละเอียดภายในวันที่ 23-24 ส.ค.นี้ ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังสนใจดำเนินธุรกิจ Full MVNO (Mobile virtual network operator) เต็มรูปแบบ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูง เนื่องจากบริษัทฯดำเนินธุรกิจด้านดังกล่าวอยู่แล้ว และใช้เงินลงทุนหลักพันล้านบาท น้อยกว่าการประมูลไลเซนส์ 3จี ซึ่งยังไม่ทราบเพดานราคาไลเซนส์
ปัจจุบัน บริษัทฯมีลูกค้าในกลุ่มธุรกิจ MVNO ประมาณ 85,000 ราย และมีค่าบริการเฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (อาปู้) 200-300 บาท โดยเชื่อว่าบริษัทฯ จะมีลูกค้าครบ 1.5 แสนรายภายในช่วงสิ้นปี และมีลูกค้าอยู่ที่ 3-4 ล้านราย ภายในอีก 5 ปี ส่วนภาพรวมการลงทุนของตลาดไอทีในช่วงครึ่งหลังปี 2553 นั้น คาดว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายวัฒน์ชัย กล่าวด้วยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทฯเน้นการดำเนินงานครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ การออกผลิตภัณฑ์กลุ่มคอนซูเมอร์ของ ไอ-โมบาย อีกกว่า 20 รุ่น เพื่อขยายฐานลูกค้าระดับกลาง รองรับระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ เทคโนโลยี 3จี และการใช้งานมัลติมีเดีย โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4 ล้านเครื่องภายในช่วงสิ้นปี ส่วนรายได้จากธุรกิจไอซีที โซลูชัน ยังคงเป็นรายได้หลักให้บริษัทฯ ทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังศึกษาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ที่สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายในการสร้างรายได้โดยอยู่ในช่วงรอความชัดเจน จากภาครัฐเกี่ยวกับโครงการต่างๆ เช่น โครงการรถเมล์เอ็นจีวี โดยเฉพาะในส่วนของ e-Ticket ระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ และโครงการทีวีดาวเทียม อีกด้วย
ส่วนผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 2/2553 บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,355 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิ 145 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 19% ส่งผลให้รายได้รวมช่วงครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 8,869 ล้านบาท กำไรสุทธิ 292 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76% โดยสายธุรกิจโมบาย มัลติมีเดีย มีรายได้ 2,048 ล้านบาท จากการปรับลดราคาเฉลี่ยต่อเครื่อง การขยายตลาดและเปิดตัวบริการใหม่ MVNO ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 30% โดยมีกำไรสุทธิ 31 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากไตรมาสที่ผ่านมา และมียอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 24% จากการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 1.7 ล้านเครื่อง เติบโตขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นยอดขายภายในประเทศ 1.55 ล้านเครื่อง และต่างประเทศ 150,000 เครื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดตัว Concept Phone เพื่อรองรับการใช้งานด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กและพุชแอพพลิเคชัน และนำเสนอบริการใหม่บนโครงข่าย 3จี อาทิ วีดิโอคอลล์ ขณะที่ ธุรกิจคอนเทนต์สร้างรายได้ให้บริษัทฯ ประมาณ 260 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา
ส่วนธุรกิจไอซีที โซลูชัน มีรายได้รวม 1,772 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 106 ล้านบาท เติบโตขึ้น 26% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท และยังคงทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย ส่งผลให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐกลับสู่ภาวะปกติ บริษัทฯ จึงเตรียมร่วมประมูลโครงการใหม่ๆ ภายในไตรมาสที่ 3 และ 4 รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท โดยอาจส่งผลให้รายได้รวมสายธุรกิจไอซีที โซลูชัน เติบโตไม่ต่ำกว่า 25%
ขณะที่ สายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด , บริษัท กัมปอต เพาเวอร์แพลนท์ จำกัด , บริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด , บริษัท วิชั่น แอนด์ ซิเคียวริตี้ จำกัด และ บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด มีรายได้ช่วงครึ่งปีแรกรวม 1,086 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% โดยเฉพาะ วิชั่น แอนด์ ซิเคียวริตี้ ที่ชนะงานประมูลกว่า 300 ล้านบาท เช่นเดียวกับ วันทูวัน คอนแทคส์ ที่ประมูลโครงการภาครัฐมูลค่ารวมกว่า 525 ล้านบาทได้





