สรุปเนื้อข่าว
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ นายสหัส ตรีทีพยบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยได้กล่าวในการเปิดงาน สัมมนาไทยแลนด์ อีคอมเมิรซฟอรั่ม 2010 ว่า กระทรวงไอซีทีร่วมกับคณะกรรมการการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานขึ้นเพื่อให้บุคคลทั่วไป รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาได้รับความรู้และผู้บริโภคทั่วไปจะได้รับความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และยังให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจอีคอมเมิรซ์ไทยอีกด้วย
อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่าที่ผ่านมานั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาตลอดอีก ทั้งยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆไปพร้อมทั้งยังตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มการส่งออกปีละไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท จากการผลักดันของทุกฝ่าย
ในงานเดียวกันนี้นายรอม หิรัญพฤกษ์ ที่ปรึกษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอีคอมเมิซร์ไทยนั้นจะต้องมาพร้อมทั้งปัจจัยพื้นฐานต่างๆ เช่นตัวบุคลากรในด้านไอที อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น โดยทางภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนในเรื่องนี้
วิเคราะห์ข่าว
สืบเนื่องมาจากอัตราการเติบโตของการใช้อินเตอร์เน็ตและการเพื่มขึ้นของเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ช่องทางธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตนี้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ไร้พรมแดนอันนี้ ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้โดยปราศจากข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ เหล่านี้ทำให้การนำเสนอสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน
เป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ว่า ในปัจจุบันนี้หากมีผู้คิดที่จะอยากทำธุรกิจซักอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วละก็ ผู้นั้นก็คงคิดถึงการทำบนอินเตอร์เน็ตก่อนเป็นแน่แท้ เพราะเป็นการทำธุรกรรมที่ง่าย รวดเร็ว ใช้เวลาน้อย และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างง่ายได้ อีกทั้งยังมีต้นทุนที่ต่ำมากอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จะเห็นการเติบโตของอีคอมเมิซร์ในไทยอย่างชัดเจนและยังคงมีแนวโน้มที่สูงขึ้นต่อไปอีก
ซึ่่งภาครัฐก็ควรที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเช่นเดียวกันอย่างเช่น กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการส่งออก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการส่งออกโดยผ่านส่ื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดทำเป็นhomepage ในลักษณะของ Cyber Mall โดยผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์จากการโฆษณาสินค้าและบริการผ่านอินเตอร์เน็ตโดย web site ของกระทรวงพาณิชย์(http://www.thaiecommerce.net) ซึ่งเป็นประตูไปสู่ homepage ของธุรกิจส่งออกต่างๆได้
ในการทำธุรกรรมทำอินเตอร์เน็ตนั้นหลักๆ แล้วจะมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้
1.การค้นหาข้อมูล
จะเป็นขึ้นตอนแรกในการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการแล้วนำข้อมูลแต่ละร้านมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน โดยมากแล้วจะนิยมใช้ search engine ต่างๆ เช่น Google เป็นต้น
2.การสั่งซื้อสินค้า
เมื่อผู้บริโภคได้เลือกสินค้าที่ต้องการแล้ว จะนำรายการที่ต้องการเข้าสู่ระบบตะกร้า และจะมีการคำนวนค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนรายการและปริมาณที่สั่งได้
3.การชำระเงิน
เมื่อลูกค้าตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าแล้ว ในขั้นตอนต่อไปจะเป็นการกำหนดวิธีการชำระเงินโดยขึ้นอยู่กับความสะดวกของลูกค้าว่าจะเลือกวิธีใด
4.การส่งมองสินค้า
เมื่อลูกค้ากำหนดวิธีการชำระเงินเรียบรอ้ยแล้ว จะเข้าสู่การเลือกวิธีการส่งสินค้า ซึ่่งการส่งมอบสินค้าอาจจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง การใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าหรือส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น การดาวน์โหลดเพลง เป็นต้น
5.การให้บริการหลังการขาย
หลังจากเสร็จสิ้นการส่ังซื้อสินค้าแต่ละครั้งนั้น ร้านค้าต้องมีบริการหลังการขายให้กับลูกค้าโดยอาจจะเป็นการติดต่อกับลูกค้าผ่านทางเครือข่างอินเตอร์เน็ต เช่น อีเมล์หรือเว็บบอร์ด เป็นต้น
นอกจากการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการขายปกติหรือแบบหน้าร้านแล้ว e-commerce ยังเป็นตัวเลือกอีกช่องทางหนึ่งให้เลือก ด้วยข้อดีที่มีมากกว่าการทำธุรกิจแบบปีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวแต่อย่างไรก็ตามการทำธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตนั้นยังคงมีข้อจำกัดในการใช่งานอยู่เช่น
1.ความไม่ปลอดภัยของข้อมูล ขาดการตรวจสอบการใช้บัตรเครดิตบน Internet ข้อมูลบนบัตรเครดิตอาจถูกดักฟังหรืออ่าน เพื่อเอาชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้โดยที่เจ้าของบัตรเครดิตไม่รู้ได้ การส่งข้อมูลจึงต้องมรการพัฒนาวิธีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน เพื่อให้ข้อมูลของลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุด
2.ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ที่จะทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยง สำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันการชำระเงินยังต้องผ่านธนาคารที่เป็นของต่างประเทศ
3.ปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสและขาดความรู้ทางเทคโนโลยี รวมทั้งขาดเครือข่ายการสื่อสาร เช่น ระบบเคเบิล ระบบโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ชนบทที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงและใช้บริการ Internet ได้
4.E-Commerce ยังมีประเด็นเชิงนโยบายที่ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามากำหนดมาตรการ เพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ซื้อและผู้ขาย ขณะเดียวกันมาตรการมนเรื่องระเบียบที่จะกำหนดขึ้นต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี
5.ผู้ซื้อไม่มั่นใจเรื่องการเก็บรักษาความลับทางธุรกิจ ข้อมูลส่วนบุคคลเช่น ไม่มั่นใจว่าจะมีผู้นำหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบหรือไม่
6.ผู้ขายไม่มั่นใจว่าลูกค้ามีตัวตนอยู่จริง จะเป็นบุคคลเดี่ยวกับที่แจ้งสั่งซื้อสินค้าหรือไม่ มีความสามารถในการที่จะจ่ายสินค้าและบริการหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าการทำสัญญาซื้อขายผ่านระบบ Internet จะมีผลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
7.ด้านรัฐบาล ในกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่คนละประเทศกันจะใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลัก หากมีการกระทำผิดกฎหมายในการการกระทำการซื้อขายลักษณะนี้ ความยากลำบากในการติดตามการซื้อขายทาง Internet อาจทำให้รัฐบาลประสบปัญหาในการเรียกเก็บภาษีเงินได้และภาษีศุลกากร การที่ E-Commerce ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ พฤติกรรมของผู้บริโภค และการปฏิบัติงานของภาครัฐบาล ทำให้รัฐบาลอาจเข้ามากำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ขายที่ใช้บริการ E-Commerce รวมทั้งให้ความสนใจในการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาปัจจัยที่จะเพิ่มความสะดวกทางด้านโทรคมนาคมสื่อสาร
8.ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำสำเนาหรือดัดแปลงหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ง่ายกว่าเอกสารที่เป็นกระดาษ จึงต้องจัดการระบบการรักษาความปลอดภัยในการอ้างสิทธิให้ดีพอ
9.E-Commerce ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการทางธุรกิจที่ดีด้วย การนำระบบนี้มาใช้จึงไม่สมควรทำตามกระแสนิยม เพราะถ้าลงทุนไปแล้วไม่สามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้าได้ ย่อมเกิดผลเสียต่อบริษัท
10.ปัญหาที่เกิดกับงานด้านกฎหมายและลายเซ็น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะกำกับดูแลการทำนิติกรรม การทำการซื้อขายผ่านทางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
แต่อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดเหล่านี้ยังคงสามารถมีแนวทางในการแก้ไขในตัวอย่างเช่น
1.รัฐต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาคุณภาพและบริการอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งกำหนดราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึง E-Commerce ได้อย่างเท่าเทียม และใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง อีกทั้งควรมีการประชาสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วย
2.รัฐและเอกชนจะต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดและเร่งด่วนเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงสมรรถนะด้านการแข่งขันให้แก่สถาบัน องค์กรที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น การนำระบบ EDI เข้ามาใช้
3.เปิดเสรีบริการโทรคมนาคม ด้วยการยกเลิกการผูกขาดทางโทรคมนาคมอย่างเร็วที่สุด การเปิดการแข่งขันอย่างเสรีจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป
4.รัฐต้องมีการวางแผนระยะยาวเกี่ยวกับการใช้ระบบ E-Commerce ทั้งในเรื่องของการออกกฎหมายตามหลักสากลและกฎหมายข้างเคียง เช่น เรื่องภาษี สนับสนุนหรือเป็นตัวแทนดูแลการใช้มาตรฐานต่างๆ หน่วยงานที่เป็น Certification Authority (CA) ที่ทำการรับรอง Digital Signature
5.รัฐจะต้องหาแนวร่วมและพันธมิตรทางด้านยุทธศาสตร์ในการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีกติกาสากลที่เป็นธรรมแก่ทุกประเทศ
บทความต้นฉบับ
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/tech/106157
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553
ไอซีทีหวังอีคอมเมิร์ซ โกยส่งออกปีละแสนล้าน
กระทรวงไอซีที เปิดงานสัมมนาไทยแลนด์ อีคอมเมิร์ซฟอรั่ม 2010 หวังดันอีคอมเมิร์ซเสริมแกร่งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ด้านที่ปรึกษารมว.ไอซีที ชี้บรอดแบนด์ ปัจจัยพื้นฐาน เล็งเสนอ ครม.กลางเดือนก.ย. 53 ก่อนดันให้เป็นแผนแม่บทแห่งชาติต่อไป… เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายสหัส ตรีทิพยบุตร นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานสัมมนาไทยแลนด์ อีคอมเมิร์ซฟอรั่ม 2010 (Thailand e-Commerce Forum 2010 : ก้าวสู่มิติใหม่ e-Commerce ไทยเข้าสู่ตลาดโลก ว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ร่วมกับคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดนิทรรศการและประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้โครงการส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงความก้าวหน้า ผลงานและทิศทางของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อันถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนส่งเสริม ทางด้านวิชาการและให้คำแนะนำต่อกลุ่มผู้ประกอบการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้มีเวทีพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ สำนักธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ อีคอมเมิร์ซสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มการส่งออกปีละไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท จากการผลักดันของทุกฝ่าย ขณะที่ นายรอม หิรัญพฤกษ์ ที่ปรึกษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดการผลักดันบุคคลากรในจริงจัง โดยมีสำนักงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหน่วยงานสำคัญช่วยพัฒนาอีคอมเมิร์ซด้วย อีกทั้ง ยังต้องมีปัจจัยพื้นฐานอย่างอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ โดยคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เพื่อผลักดันให้เป็นแผนแม่บทแห่งชาติ ภายในกลางเดือน ก.ย. 2553.





