ไอซีทีหยิบเฟสบุ๊คเสริมบริการรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์
ส่วนสรุปบทความ
กระทรวงไอซีที เห็นความสำคัญอินเทอร์เน็ต ดันโซเชียลเน็ตเวิร์ค ส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีที ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินการผลักดันให้ภาครัฐนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับความสามารถ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การให้บริการประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน
ที่ผ่านมากระทรวงไอทีซีนั้นได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆมากมายในส่วนของการพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสารของภาครัฐ การพัฒนาช่องทางการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ทั้งในรูปแบบของ e-service และ e-government
ปัจจุบันนั้นไอซีทีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอิเล็คทรอนิกส์เพื่อใช้ในการทำงานของกระทรวง โดยปลัดกระทรวง(นายสือ ล้ออุทัย)ได้กล่าวว่าการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะสะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินการ ก็คือ การที่ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และใช้บริการดังกล่าวในชีวิตประจำวัน ดังนั้น กระทรวงฯ จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น โดยดำเนินการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ และส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และมีประชาชนหันมาใช้บริการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมในด้านนี้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดให้บริการ Thailand e-Government Fan Page บนเฟซบุ๊ก (www.facebook.com) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสาร สารประโยชน์ และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ,การสร้างแฟนเพจ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย
กระทรวงไอทีซีหวังว่ากิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จัดทำขึ้นนี้ จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้เข้ามาใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ส่วนวิเคราะห์บทความ
ในอดีตนั้น การติดต่อระหว่างประชาชนทั่วไปกับหน่วยงานของภาครัฐบาลนั้นมีความยุ่งยากเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องของขั้นตอนการทำงานที่ใช้เวลานาน รวมถึงความยากในการเข้าถึงของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ประชาชนไม่ค่อยมีการติดต่องานกับหน่วยงานของรัฐหากไม่จำเป็น และในส่วนของประสิทธิภาพและรูปแบบการทำงานขององค์กรต่างๆนั้น ไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนา ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นหรือเสนอข้อเสนอแนะระบบการทำงานขององค์กรเหล่านี้เท่าที่ควร
แต่ปัจจุบันโลกของเรามีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าแต่เดิมมาก กลายเป็นโลกไร้พรมแดน การติดต่อสื่อสารต่างๆระหว่างบุคคลหรือองค์กรทำได้ง่ายขึ้นมาก ในส่วนของการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนกับภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้นมีเครื่องมือที่เข้ามาช่วย ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายการติดต่อสื่อสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e- government
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ของประเทศไทยนั้น เล็งเห็นว่าการนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้และพัฒนาในประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น น่าจะได้รับการพัฒนา โดยเริ่มจากให้ประชาชนรู้และเข้าใจถึง E-governmentและประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ โดยพัฒนาให้มีการใช้ระบบดังกล่าวเป็นปกติในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งที่สำคัญในการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนนั้น หากจะให้ได้ผลดี ควรชี้ให้เห็นถึงสิ่งต่างๆที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มเติม เช่น จะได้ใกล้ชิดกับการบริการของภาครัฐเพิ่มขึ้น ทำให้ได้รับคุณภาพและประสิทธิภาพในการบริการ แต่อย่างไรก็ตามการที่ไอซีทีออกมาสนับสนุนนั้นจะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่าง 3 ฝ่าย หลักๆ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน
รูปแบบและหลักการให้บริการของ E-government
ที่เดียว การพัฒนา e-Government ทำให้สามารถสร้างเว็บท่า (Web Portal) ที่สามารถบูรณาการบริการต่าง ๆ ที่เคยอยู่กระจัดกระจาย มารวมอยู่ที่เดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อประชาชนในการติดต่อที่จอเดียว หรือ หน้าต่างเดียวเพื่อบริการเบ็ดเสร็จ
ทันใด รายการทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถทำได้และมีการตอบรับแบบทันทีไม่ต้องเสียเวลารอคอยการตอบกลับทางเอกสาร ทำให้งานต่าง ๆ ที่ต้องรอคำตอบนาน ๆ สามารถได้รับคำตอบในทันทีทันใด
ทั่วไทย การใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้การเชื่อมโยงประชาชนชาวไทย ไม่ว่าอยู่ไหนในโลกใช้บริการ e-Government ที่รัฐบาลได้จัดทำ
ทุกเวลา เนื่องจากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย และ ระบบอินเทอร์เน็ต สามารถเปิดไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน (24 x 7) แบบเดียวกับตู้ ATM ทำให้การบริการต่าง ๆ ที่เคยต้องทำในเวลาราชการสามารถทำได้ตามที่ประชาชนสะดวก และพร้อม
ทั่วถึง และ เท่าเทียม การให้บริการ e-Government ทำให้ประชาชน และผู้ด้อยโอกาสจะได้มีโอกาสในการรับบริการ โดยไม่ต้องเดินทาง และประชาชนที่ด้อยโอกาสสามารถรับบริการที่สะดวกสบายเช่นเดียวกับประชาชนในเมืองได้อย่างเท่าเทียมกันอีกด้วย
โปร่งใสและเป็นธรรมภิบาล การบริการ e-Government ทำให้บริการของรัฐในหลาย ๆ เรื่องที่เคยทึบแสง หรือ ไม่โปร่งใส เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น สามารถดำเนินการแบบเปิดเผยผ่านระบบออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วม และรู้เห็นจำนวนมากได้ มีการคาดการณ์ว่าการทำให้โปร่งใสและเป็นธรรมจะช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ
ข้อดี
-เป็นการดีที่กระทรวงไอซีทีนั้นเห็นความสำคัญของการใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึง social network และการส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์(E-government) เนื่องจากจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายในการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อขอรับบริการจากภาครัฐหรือหน่วยงานต่างๆ จะได้รับบริการที่ดีขึ้น แม่นยำขึ้น และสะดวกสบายขึ้น และเสียเวลาในการดำเนินงานน้อยลงเพราะมีช่องทางบริการใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น ศูนย์บริการทางโทรศัพท์,บริการเวบไซด์,การใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ(WAP)
-รัฐบาลสามารถให้ข้อมูลประชาชนได้มากขึ้นและเข้าถึงประชาชนได้หลากหลายเนื่องจากsocial networkนั้นสามารถให้ข้อมูลได้มาก และผู้รับข้อมูลสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากไม่มีความยุ่งยาก จึงสามารถลดความยุ่งยากของกฏเกณฑ์และขั้นตอนต่างๆของกระบวนการไปได้
-ทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐและหน่วยงานต่างๆมากขึ้น เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายนั้นจะทำให้สามารถตรวจสอบขั้นตอนหรือกระบวนการต่างๆของงานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ลักษณะของระบบข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ จะช่วยให้หน่วยงานที่ต้องการทราบหรือใช้ข้อมูลของประชาชน สามารถเชื่อมโยงเข้าไปที่ระบบฐานข้อมูลกลางของสำนักทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครองที่มีข้อมูลเหล่านั้นอยู่ได้ ทางฝ่ายประชาชนเองจะสามารถรับบริการได้อย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
-หากมีการนำระบบ e-Government มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ประชาชนจะได้รับความสะดวก รวดเร็วในการติดต่อกับภาครัฐมากขึ้น โดยสามารถขอรับบริการได้ตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ในปัจจุบันสถานบริการอินเตอร์เน็ตโดยทั่วไปได้เปิดให้บริการเป็นจำนวนมากทั้งในเมืองและในชนบททั่วทุกจังหวัดของประเทศในลักษณะของอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยคิดค่าบริการเป็นชั่วโมงใช้งานสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาเป็นของส่วนตัว หรือเสียค่าบริการอินเตอร์เน็ตเป็นรายเดือนแต่อย่างใด
-การนำsocial network มาใช้เพื่อพัฒนาในส่วนของรัฐบาลอิเล๊คทรอนิกส์นั้นจะทำให้ประเทศมีความก้าวหน้าในด้านของเทคโนโลยี รวมถึงมีภาพลักษณ์ในทางที่ดีของประเทศไทย จะสามารถเพิ่มโอกาสให้กับประเทศในด้านการแข่งขันเกี่ยวกับการค้า การผลิต และการบริหารให้กับประเทศ
ข้อเสีย/ข้อจำกัด
-e-government อาจจะทำให้เกิดปัญหาการเพิ่มช่องว่างระหว่างประชาชนในสังคม การนำอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นสื่อสำคัญของการให้บริการของรัฐในอนาคตมาใช้ มีแนวโน้มว่าจะทำให้ช่องว่างระหว่างผู้มีและเข้าถึงเทคโนโลยี "ได้เปรียบ" และ "มีโอกาส" มากกว่าคนอีกกลุ่มซึ่งโอกาสและการเข้าถึงเทคโนโลยีน้อยกว่า
-ปัญหาของการไปสู่ e-government คือเรื่องการทำอย่างไรที่จะให้ข้อมูลของแต่ละหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ แม้ว่าจะมีระบบที่แตกต่างกันก็ตาม ประเด็นนี้เป็นปัญหามาโดยตลอด นอกเหนือจากปัญหาเรื่องความไม่ update ของข้อมูลหรือความซ้ำซ้อนของข้อมูล สาเหตุเพราะการพัฒนาระบบสารสนเทศของรัฐต่างคนต่างทำมาตั้งแต่ต้น ทำให้เมื่อถึงจุดที่ต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือใช้ข้อมูลร่วมกัน ก็ทำให้เกิดปัญหาว่าทำได้ยาก หากจะให้เปลี่ยนระบบของหน่วยงาน ก็คงเป็นไปไม่ได้ หน่วยงานมักไม่ยอมเปลี่ยนระบบของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึงสิ่งที่ลงทุนมาใช้ไม่ได้ และคงต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมหาศาลในการปรับเปลี่ยนระบบ นอกจากนี้หากปรับเปลี่ยนระบบใหม่ หน่วยงานต้องจัดหางบประมาณเพื่อฝึกอบรมบุคลากรให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นผู้ให้บริการได้
-ดำเนินการเพื่อไปสู่ e-government นั้น จำเป็นต้องจะต้องมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศทั่วประเทศ โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศได้แก่โทรศัพท์ โทรศัพท์ทางไกล และเครือข่ายโทรคมนาคมที่จะเชื่อมโยงให้เกิดเครือข่ายของภาครัฐ และทำให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นจริง การมีโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศที่พร้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากไม่ทั่วถึงจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคมและเป็นการสร้างโอกาสให้คนกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ลดโอกาสของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
บทความต้นฉบับ
http://www.thairath.co.th/content/tech/104599
ไอซีทีหยิบเฟซบุ๊ก เสริมบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government)
25 สิงหาคม 2553
กระทรวงไอซีที เห็นความสำคัญอินเทอร์เน็ต ดันโซเชียลเน็ตเวิร์ค ส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สนใจคลิก http://www.facebook.com/egovthai…
เมื่อเร็วๆ นี้ นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีที ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ (e-Government) เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการดำเนินการผลักดันให้ภาครัฐนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับความสามารถ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การให้บริการประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้ดำเนินงานทั้งในส่วนของการพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของภาครัฐ การจัดทำมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การพัฒนาระบบบริการและช่องทางการอำนวยความสะดวกในการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในรูปแบบของระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Services) และเว็บไซต์กลางบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e-Government Portal) ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ปลัดกระทรวงไอซีที กล่าวต่อว่า การพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์นั้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะสะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินการ ก็คือ การที่ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และใช้บริการดังกล่าวในชีวิตประจำวัน ดังนั้น กระทรวงฯ จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น โดยดำเนินการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ และส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป และมีประชาชนหันมาใช้บริการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น
กิจกรรมหนึ่งที่กระทรวงฯ ได้ดำเนินการภายใต้โครงการฯ นี้ ก็คือ การเปิดให้บริการ Thailand e-Government Fan Page บนเฟซบุ๊ก (www.facebook.com) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสาร สารประโยชน์ และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งใช้เป็นช่องทางสำหรับประชาชนในการสื่อสารข้อมูล ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริการ e-Government ของประเทศไทย ประชาชนที่สนใจสามารถสมัครเป็นสมาชิก Thailand e-Government Fan Page โดยคลิก Like หรือ ถูกใจ ในหน้า Thailand e-Government Fan Page บน Facebook ที่ http://www.facebook.com/egovthai ได้
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ดำเนินการออกแบบโลโก้และการ์ตูนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงความเป็นตัวแทน การให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย รวมทั้งเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศได้ และกระทรวงฯ ยังได้จัดกิจกรรมการประกวดตั้งชื่อการ์ตูนสัญลักษณ์ดังกล่าว โดยให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทาง Thailand e-Government Fan Page บนเฟซบุ๊ก เพื่อลุ้นรับรางวัลเป็นโน้ตบุ๊ค SONY VAIO W SERIES ด้วย ซึ่งชื่อการ์ตูนที่มีผู้ส่งเข้าประกวดนั้น กระทรวงฯ จะมีการคัดเลือกให้เหลือเพียง 5 ชื่อ แล้วเปิดให้ประชาชนเข้ามาโหวตในช่วงเดือนก.ย. 2553 เพื่อให้ได้ชื่อที่ประชาชน ชื่นชอบมากที่สุดมาใช้เป็นชื่อของการ์ตูนสัญลักษณ์ดังกล่าวต่อไป
“กระทรวงฯ หวัง ว่ากิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้จัดทำขึ้นนี้ จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ได้เข้ามาใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่สนใจ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thailand e-Government Fan Page บน เฟซบุ๊คที่ http://www.facebook.com/egovthai” นายสือ กล่าว.





