เรื่อง : กทช.สั่งกระจาย 3G เข้ารร.4.5หมื่นแห่ง
สรุปข่าว :
นายสุรนันท์ วงค์วิทยากำจร กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ภายใน 2 สัปดาห์จะนำเสนอเรื่องหลักเกณฑ์บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) สำหรับผู้รับใบอนุญาต 3G เข้าสู่การพิจารณาในบอร์ด กทช.หลักเกณฑ์ USO ดังกล่าวจะบังคับให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 รายให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 2 Mbps ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนทั่วประเทศ 45,000 โรงเรียนในระยะเวลา 5 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 3,000กว่าโรงเรียน และจะไม่คิดค่าบริการเป็นระยะเวลา 60 เดือน โดยผู้ได้รับใบอนุญาตจะเหลือแค่การจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2 % ให้กทช.เท่านั้น
ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายมีทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มโรงเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งไม่เคยได้รับบริการหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ อีกทั้งขาดแคลนอุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็นและบุคลากร
2. กลุ่มโรงเรียนที่มีความสามารถและความพร้อมรองลงมา โดยยังมีข้อจำกัดในระดับหนึ่ง เช่น ยังขาดความพร้อมของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็น หรือมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่โครงข่ายสายเข้าถึง เป็นต้น
3. กลุ่มโรงเรียนที่มีความสามารถ และความพร้อมมากที่สุดทั้งในด้านเทคนิค บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
นายสุรนันท์ กล่าวว่า การให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังโรงเรียนทั่วประเทศจะสามารถช่วยลดช่องว่างการศึกษาของเยาวชนในเมือง และต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ กทช.มีแผนปรับปรุงโครงร่าง USO ฉบับเต็มใหม่ในเดือนต.ค.หรือ พ.ย.นี้ เนื่องจากแผน USOที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ และคาดว่าจะสามารถประกาศแผนใหม่ได้ในเดือน ม.ค.ปี 2554
ความคิดเห็นของเอกชนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มีดังนี้
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DTAC กล่าวว่าโดยหลักการเรื่อง USO สำหรับผู้รับใบอนุญาต 3Gเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้กระจายการเข้าถึงโทรคมนาคมไปทั่วประเทศได้
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร AIS กล่าวว่ากรณีหลักเกณฑ์ USO นั้นโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการทำประโยชน์เพื่อสังคม อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการส่งส่วนแบ่งรายได้จากเดิม 4% โดยเหลือเป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพียง 2% เท่านั้น
บทวิเคราะห์ :
ข้อดีของการสนับสนุนให้ผู้ได้รับใบอนุญาต 3G กระจายบริการสู่โรงเรียนทั่วประเทศ
1. เป็นการกระตุ้นให้เยาวชนของประเทศมีความตื่นตัวในเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร
ในปัจจุบัน คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารนั้น ได้เข้ามามีส่วนหรือมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเตอร์เนท ทั้งแบบมีสายและไร้สาย เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ต่างประเทศ เพื่อใช้ในการทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านการใช้บริการ E-Banking เพื่อใช้ในการหาช่องทางในการทำการตลาดผ่านทางผู้ให้บริการ Social Network ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter หรือ Hi5 เพื่อใช้ในการติดต่อธุรกิจระหว่างองค์กรและ suppliers เป็นต้น โดยในการใช้บริการอินเตอร์เนทนั้น ผู้คนส่วนหนึ่งก็มักจะใช้บริการผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เพราะมีความสะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีโทรศัพท์มือถือหลายต่อหลายยี่ห้อที่ออกรุ่นต่างๆ มารองรับการใช้บริการอินเตอร์เนท โดยเทคโนโลยี 3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการด้านระบบเสียงที่ดีขึ้น มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า เพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วสูง พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น เช่น การรับส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ , การใช้บริการ Video/Call Conference , Download เพลง , ดู TV Streaming ต่างๆซึ่งถ้าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า คุณสมบัติหลักที่เด่นๆ อีกอย่างหนึ่งของระบบ 3G ก็คือ Always On คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดโทรศัพท์ด้วย
ดังนั้น หากมีการนำเทคโนโลยี 3G เข้ามาใช้ในประเทศไทย ย่อมทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสต่างๆ นอกจากนี้ การที่รัฐฯมีแนวคิดให้เอกชนที่ได้รับใบอนุญาต 3G ให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G กระจายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 45,000 แห่งนั้น นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีมาก เนื่องจาก การกระจายเทคโนโลยี 3G ไปยังโรงเรียนต่างๆ ย่อมทำให้เด็กๆ และเยาวชนมีความตื่นตัวในเรื่องของเทคโนโลยี อาจส่งผลให้เยาวชนที่มีความสนใจทางด้าน เกิดแรงจูงใจที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารเพิ่มเติม เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์หลายประการ ซึ่งอาจเป็นการปูทางอนาคตของชาติ โดยเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเยาวชน ในการเลือกศึกษาต่อในด้านดังกล่าว ในระดับมหาวิทยาลัยและต่อๆ ไป
2. เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับเยาวชนในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประโยชน์
ในประเทศไทยนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล หรือ ที่เรียกว่า Digital Divide นั้น ยังมีอยู่มาก โดย Digital Divideนั้น คือความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการมี และการไม่มี หรือ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Information) และความรู้ (Knowledge) ผ่านเครือข่ายสื่อสารและคอมพิวเตอร์ และความเหลื่อมล้ำดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยปัจจัยที่เป็นที่มาของปัญหาดังกล่าวนั้นมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (Information Infrastructure) เช่น โอกาสในการใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต การใช้ดาวเทียม รวมทั้งปัจจัยเกี่ยวกับความแตกต่างของลักษณะของประชากร (Population Group) เช่น รายได้ ระดับการศึกษา ลักษณะของเชื้อชาติและวัฒนธรรม เพศ อายุ ถิ่นที่อยู่อาศัย โครงสร้างทางครอบครัว พื้นฐานด้านภาษาที่ใช้ เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากที่นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวคือ ปัจจัยด้านนโยบายของรัฐบาล (Geopolitics) นโยบายของรัฐบาลเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มหรือลดระดับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้ เนื่องจากหากรัฐบาลมีนโยบายลดปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ก็จะมีการมอบหมายหน่วยงานให้มาดูแลรับผิดชอบ โดยอาจออกเป็นโครงการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงสารสนเทศและข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง หากรัฐบาลไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ก็จะไม่มีโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ได้รับการแก้ไขและยังคงมีอยู่ต่อไป
เพราะฉะนั้น การที่รัฐฯ มีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาต 3G กระจายการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 45,000 แห่งนั้น จะส่งผลให้เยาวชนโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารสารสนเทศได้มากและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเยาวชนสามารถใช้บริการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G ที่มีความรวดเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล ติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการดังกล่าวได้ในอีกหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาหาข้อมูลประกอบการเรียนการสอน การค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจเพิ่มเติมจากนอกห้องเรียน ในภาพรวม เมื่อรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมกันในการ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและสารสนเทศสมัยใหม่ ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้นได้รับการพัฒนาไปด้วย เนื่องจากการพัฒนาของเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เทคโน โลยีด้านการสื่อสารและสารสนเทศเป็นเครื่องมือและยิ่งรัฐฯ ได้มุ่งเน้นในการลดความเหลื่อมล้ำในส่วนของเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติด้วยแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศชาติในอนาคตจะได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน
ข้อเสียของการสนับสนุนให้ผู้ได้รับใบอนุญาต 3G กระจายบริการสู่โรงเรียนทั่วประเทศ
1. เยาวชนอาจให้เทคโนโลยีนี้ในทางที่ผิดและก่อให้เกิดปัญหาสังคม
ในปัจจุบันนี้ เยาวชนมีแนวโน้มที่จะใช้บริการอินเตอร์เนทในทางที่ผิดมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากข่าวที่เผยแพร่ออกมา ยกตัวอย่างเช่น การโพสต์รูปตนเองที่มีลักษณะล่อแหลม การสนทนากับเพื่อนต่างเพศที่นำไปสู้การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ถ้อยคำหยาบคายอันนำไปสู่การนัดพบกันเพื่อทะเลาะวิวาท การแพร่คลิปสื่อลามก หรือกลุ่มพวกขายตัว โสเภณี อาจจะมีการให้ชมภาพ Video ก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างหรือการนัดหมายในสังคมออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมถึงมีบุคคลจากหลายๆ ฝ่ายแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ความเสื่อมโทรมของสังคมและพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเยาวชนและวัยรุ่นในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องมาจากความเป็นจริง (ที่น้อยคนนักจะยอมรับได้) ที่ว่าเยาวชนวัยรุ่นส่วนมากใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์อื่นมากกว่า การค้นคว้าหาข้อมูล โดนส่วนมากจะใช้บริการ Social Network ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น เช่น Facebook, Twitter หรือ Hi5 ที่นอกจากจะมีการโพสต์รูปของตัวเองแล้ว ยังมีการขายบริการทางเพศแอบแฝงอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีโปรแกรม Chat ที่วัยรุ่นส่วนมากใช้สนทนากัน เช่น MSN และ Camfrog รวมถึงเกมส์ออนไลน์ด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของวัยรุ่น เนื่องจากเกิดอาการติดงอมแงม เลิกไมได้ เพราะหากไม่ได้เล่น บางรายอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว และชอบใช้กำลังอีกด้วย
ดังนั้น การที่รัฐฯ เสนอให้ผู้ได้รับใบอนุญาต 3G กระจายการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศนั้น อาจส่งผลให้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดของเยาวชนลุกลามมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีก็เป็นเหมือนดาบสองคม หากทำเทคโนโลยีที่มีส่วนทำให้การใช้บริการอินเตอร์เนทในโรงเรียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น โดยขาดการดูแลหรือการให้คำแนะนำจากบรรดาคณะอาจารย์ ให้การใช้งานอยู่ในขอบเขตอันดีงาม เยาวชนอาจมีช่องทางในการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดได้โดยง่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ หากเราจะไปโยนความผิดทั้งหมดไปให้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งหมดก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากเทคโนโลยีเปรียบเสมือนเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ผู้ที่ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังก็คงหนีไม่พ้นผู้ที่มีส่วนใกล้ชิดกับเยาวชนมากที่สุด นั่นก็คือ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ซึ่งสามารถมีส่วนช่วยในการลดปัญหาดังกล่าวได้โดย ให้เวลาดูแลเอาใจใส่เยาวชนที่อยู่ในความดูแล หมั่นให้คำแนะนำ คอยตรวจสอบการใช้งานอินเตอร์เนทว่าเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่ รวมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกและศีลธรรมอันดีงาม เพื่อเป็นเกราะป้องกันจากสิ่งที่ไม่ดี อีกทั้งรัฐฯ ยังสามารถให้ความรู้แก่เยาวชนผ่านทางการรณรงค์ผ่านสื่อโฆษณา หรือการให้ความรู้แก่เยาวชนผ่านโรงเรียนหรือพ่อแม่ ผู้ปกครอง
SWOT Analysis
Strengths
- สร้างกระแสความตื่นตัวในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศในเยาวชน
- เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารสารสนเทศ
- ลดความไม่เท่าเทียมในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
Weaknesses
- เกิดปัญหาสังคม เนื่องจากอาจารย์อาจไม่สามารถดูแลการใช้งานของเยาวชนได้อย่างทั่วถึง
- เป็นภัยต่อวัฒนธรรมอันดีงาม จากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด
Opportunities
- สามารถเพิ่มโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีทำให้เยาวชนใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
Threats
- อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มที่ไม่หวังดี ชักจูงเยาวชนไปในทางที่ไม่ดีได้สะดวกมากขึ้น
เนื้อหาข่าว
เรื่อง : กทช.สั่งกระจาย 3G เข้ารร.4.5หมื่นแห่ง ( โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 17 สิงหาคม 2553 10:39 น.)
กทช.บังคับผู้รับใบอนุญาต 3G กระจายบรอดแบนด์ผ่าน 3G เข้าโรงเรียน 45,000 แห่งทั่วประเทศภายใน 5 ปี พร้อมให้ใช้ฟรีนาน 60 เดือน แทนการจ่าย 4 % เข้ากองทุน USO
นายสุรนันท์ วงค์วิทยากำจร กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ภายใน 2 สัปดาห์จะนำเสนอเรื่องหลักเกณฑ์บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) สำหรับผู้รับใบอนุญาต 3G เข้าสู่การพิจารณาในบอร์ด กทช.โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกบรรจุเพิ่มเติมลงไปในเงื่อนไขร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 Ghzต่อไป
หลักเกณฑ์ USO ดังกล่าวจะบังคับให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 รายให้บริการบรอดแบนด์ผ่านระบบ 3G ด้วยความเร็วไม่ต่ำกว่า 2 Mbps ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนทั่วประเทศ 45,000 โรงเรียนในระยะเวลา 5 ปี และไม่คิดค่าบริการเป็นระยะเวลา 60 เดือนโดยผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 4% เข้ากองทุน USO ดังนั้นผู้ได้รับใบอนุญาตจะเหลือแค่การจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 2 % ให้กทช.เท่านั้น
'การบังคับดังกล่าวช่วยให้โครงการ USO ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผู้ได้ใบอนุญาตแต่ละรายจะต้องรับผิดชอบกระจายบรอดแบนด์รายละ 15,000 โรงเรียนใน 5 ปีหรือเฉลี่ยปีละ 3,000กว่าโรงเรียน'
ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายแรกจะเป็นโรงเรียนที่ด้อยโอกาส ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่เคยได้รับบริการหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ รวมทั้งขาดแคลนอุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็นและบุคลากร เป้าหมายที่ 2เป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีความสามารถและความพร้อมรองลงมา โดยยังมีข้อจำกัดในระดับหนึ่ง เช่น ยังขาดความพร้อมของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ เครื่องมือที่จำเป็น หรือมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่โครงข่ายสายเข้าถึง และเป้าหมายที่ 3 เป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีความสามารถ และความพร้อมมากที่สุดทั้งในด้านเทคนิค บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
'สาเหตุที่กทช.มองมายังกลุ่มนี้ก่อนเป็นเพราะเล็งเห็นว่า เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในอนาคต ปัจจุบันไทยมีเยาวชน 14 ล้านคน การนำอินเทอร์เน็ตกระจายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศจะเป็นส่วนช่วยลดช่องว่างการศึกษาของเยาวชนในเมือง และต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี โดยกระทรวงศึกษาจะเป็นผู้แบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 กลุ่มเป้าหมายให้ผู้ให้บริการเข้าไปรับผิดชอบในสัดส่วนที่เหมาะสม'
นอกจากนี้ กทช.มีแผนปรับปรุงโครงร่าง USO ฉบับเต็มใหม่ในเดือนต.ค.หรือ พ.ย.นี้ และคาดว่าจะประกาศได้ในเดือน ม.ค.ปี 2554เนื่องจากแผน USOที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งแผนเดิมกทช.กำหนดให้เอกชนสามารถดำเนินการด้าน USO เองหรือเลือกที่จะจ่ายเงิน 4 % เข้ากองทุน USO โดยแผนการกระจายUSO ในอนาคตจะเน้นการกระจายบรอดแบนด์ให้เข้าถึงองค์การบริหาร ตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่าโดยหลักการเรื่อง USO สำหรับผู้รับใบอนุญาต 3Gเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้กระจายการเข้าถึงโทรคมนาคมไปทั่วประเทศได้ และหากกทช.บรรจุลงไปในหลักเกณฑ์ใบอนุญาตก็พร้อมดำเนินการตาม ซึ่งหลังจากนี้ ดีแทคจะต้องนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปพิจารณาอย่างละเอียด
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร เอไอเอสกล่าวว่ากรณีหลักเกณฑ์ USO นั้นโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการทำประโยชน์เพื่อสังคม อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการส่งส่วนแบ่งรายได้จากเดิม 4% สำหรับโครงการUSO โดยเหลือเป็นการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพียง 2% เท่านั้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร
อ้างอิง : http://www.manager.co.th/cyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000113952





