5220211046 นิภาพร ธรรมพัฒน์พงศ์ เรื่อง ไอซีทีชงอีคอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชน

เรื่อง : ไอซีทีชงอีคอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชน
สรุปข่าว :

หลังจากปี 2552 มีรายงานยอดการทำธุรกรรมออนไลน์มากกว่า 200 ล้านราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท ด้วยเหตุนี้เอง ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ กระทรวงไอซีที ได้มีการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง 2 สำนัก ขึ้นเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจ ได้แก่ สำนักธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) วงเงิน 210 ล้านบาท และสำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) วงเงิน 250 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 460 ล้านบาท
โครงการที่นำเสนอต่อรัฐบาลนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานและความหวังที่ว่าองค์การมหาชนทั้งสองนั้น จะตัวขับเคลื่อนภาคธุรกิจขนส่งให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี จากปี 2552 พบว่ามีทำธุรกรรม E-Commerce ผ่านสถาบันการเงินช่วงไตรมาส 4/2552 ถึง 200 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 3,900 ล้านบาท และมีการใช้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) คิดเป็นมูลค่ามากถึง 1.345 ล้านล้านบาท
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีกล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดระยะเวลาการทำงานของสำนัก E-Commerce และสำนัก E-Government ไว้ 5 ปี โดย มีเป้าหมายเพื่อให้ 2 องค์การมหาชน สามารถผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง รองรับกับการขยายตัวของการทำธุรกรรมในอนาคต หากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติได้จริง คาดใช้ระยะเวลาในการจัดตั้งองค์การทั้งสอง 6 เดือน
นอกจากนี้ นายจุติ รัฐมนตรียังมอบหมายให้ส่วนประชาสัมพันธ์ของกระทรวงไอซีที ปรับการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมาย คือ การลดปริมาณกระดาษที่ใช้ ซึ่งจะสนับสนุนให้คณะวารสารศาสตร์ ทุกสถาบันการศึกษา ประมูลจัดทำวารสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เพื่อจัดเก็บวารสารของกระทรวงแทนวิธีการเก็บข้อมูลด้วยกระดาษแบบเดิม โดยเชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบได้ 1.5 ล้านบาท
ส่วนเรื่องปัญหาบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์เอนกประสงค์ (Smart Card) ฝ่ายกฎหมายได้ส่งผลการสรุป ข้อมูลการดำเนินงานจัดหาบัตร Smart Card ซึ่งจะได้นำเสนอต่อ นายกรัฐมนตรี รวมถึงพูดคุยปัญหาการส่งมอบบัตร Smart Card กับนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย ในที่ประชุมครม.ด้วย
ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที สั่งชะลอ 3 โครงการยักษ์รวมมูลค่า 3.25 หมื่นล้านบาทนั้น นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นายจุติได้มอบนโยบายให้ทั้ง 2 หน่วยงานไปสรุปข้อเท็จจริงประกอบความเห็นมาภายในเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด ก่อนจะนำเรียนนายกรัฐมนตรีพร้อมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่ได้สั่งระงับโครงการแต่อย่างใด
บทวิเคราะห์ :
ข้อดีของการสนับสนุนให้ E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชน

1. ช่วยอำนวยความสะดวกให้รัฐฯนำนโยบายที่จะพัฒนาระบบ E-Commerce และ E-Government ไปใช้และให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในปัจจุบันนี้คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านสื่อสารสนเทศนั้น เริ่มที่จะมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นผู้คนทั่วไปหรือองค์กรทางธุรกิจ การที่รัฐบาลมีโครงการที่จะจัดตั้ง E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชนนั้น จะส่งผลดีให้รัฐบาลสามารถออกนโยบายต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก จัดการดูแลและพัฒนาองค์การทั้งสองให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีการผลักดันในระดับนโยบายทำให้หน่วยงานไม่สามารถอยู่นิ่งได้ต้องปรับปรุงการทำงานและการบริการกับประชาชน รวมทั้งอาจมีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลให้กับองค์การทั้งสองเพื่อปรับปรุงบริการ ซึ่งจะส่งผลดีกับผู้ใช้บริการอีกด้วย

2. ช่วยให้ภาครัฐฯมีส่วนในการออกกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อรองรับระบบ E-Commerce และ E-Government
เป็นที่ทราบกันดีว่า อาชญากรรมบนคอมพิวเตอร์นั้นเป็นปัญหาต่อการพัฒนาการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบ E-Commerce และ E-Government เนื่องจากจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้ประกอบการธุรกิจ หากภาครัฐฯ มีส่วนในกาออกกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ เพื่อรองรับระบบ E-Commerce และ E-Government แล้ว ประชาชนก็ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลที่เปิดเผยในการใช้บริการระบบ E-Government จะมีการรั่วไหล หรือผู้บริโภคก็จะไม่ต้องหวั่นเกรงกับปัญหาการหลอกลวงของผู้ประกอบธุรกิจ

3. ช่วยให้ประชาชนรวมถึงองค์กรทางธุรกิจได้ใช้ประโยชน์จากองค์การทั้งสองมากขึ้น
การที่รัฐบาลมีโครงการที่จะจัดตั้ง E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชนนั้น จะช่วยให้ประชาชนรวมถึงองค์กรทางธุรกิจได้ใช้ประโยชน์จากองค์การทั้งสองมากขึ้น โดยประชาชนทั่วไปนั้นสามารถเข้าถึงการทำงานและการให้บริการของหน่วยงานรัฐบาลได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกับ E-Government ซึ่งจะสามารถประหยัดเวลาได้มาก ส่วนในแง่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจกับการใช้ประโยชน์จาก E-Commerce นั้น ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้มากและง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับการนำข้อมูลที่ได้นั้นมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เช่น การเปรียบเทียบราคาและคุณภาพของสินค้าและบริการ เป็นต้น ส่วนผู้ประกอบธุรกิจก็จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากและง่ายขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถหาช่องทางในการทำการตลาดผ่านทาง E-Commerce ได้ เช่น การโฆษณา หรือการประกาศในเรื่องของ Promotion ต่างๆ ผ่านทาง website เป็นต้น และประโยชน์ที่เกิดต่อผู้บริโภคและผู้กอบธุรกิจนั้น ก็จะนำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจของประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นนั่นเอง

4. ช่วยให้รัฐบาลและผู้ประกอบการทางธุรกิจลดต้นทุนในการดำเนินงาน
โครงการที่จะจัดตั้ง E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชน ถือเป็นการสนับสนุนการใช้งานของระบบทั้งสองมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการส่งเสริมการใช้งานระบบทั้งสองนี้ จะช่วยให้ทางส่วนของภาครัฐฯก็ดี หรือผู้ประกอบการทางธุรกิจก็ดีประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการดำเนินงานได้เป็นอย่างมาก การนำระบบ E-Government มาประยุกต์ใช้จะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐฯ ลดต้นทุนไปได้มากไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สถานที่ให้บริการ การใช้แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Form)แทนเอกสารที่เป็นกระดาษ ลดเจ้าหน้าที่ในส่วนของการให้บริการต่างๆ กับประชาชน รวมทั้งการสร้างนโยบายที่เป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงาน ต้องทบทวนการดำเนินงานด้านไอทีเพื่อให้มีการใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ส่วนการนำระบบ E-Commerce มาใช้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจลดต้นทุนในส่วนของการที่ไม่ต้องมีหน้าร้านเพื่อแสดงสินค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) สามารถดำเนินกิจการได้จากที่บ้าน ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ปฏิบัติงาน ไปได้มาก

ข้อเสียของการสนับสนุนให้ E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชน

1. ในเบื้องต้นนั้น การสนับสนุนให้ E-Commerce และ E-Government เป็นองค์การมหาชน อาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก
จากเนื้อข่าว จะเห็นได้ว่างบประมาณที่ใช้ในการจัดตั้งองค์การทั้งสองนั้นเป็นจำนวนมหาศาล โดยสำนักธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และสำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) ต้องใช้วงเงินถึง 460 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากประเทศไทยยังขาดความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะมารองรับการใช้งานของระบบทั้งสอง ทำให้รัฐฯมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินงานในการจัดซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งในส่วน Software และ Hardware

2. อุปสรรคจากการขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานของเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นมีผลมากต่อการพัฒนา E-Commerce และ E-Government ให้เป็นองค์การมหาชน เนื่องจากประชาชนหรือผู้ประกอบธุรกิจอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบทั้งสองได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ทางภาครัฐก็ดี หรือภาคเอกชนก็ดี ควรมีการส่งเสริมการใช้งานทั้งสองระบบ โดยการให้ความรู้กับทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบธุรกิจ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ

การวิเคราะห์ SWOT ของ E-Commerce และ E-Government

E-Commerce
1. Strengths :
- ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ เนื่องจากสามารถลดต้นทุนในการขายสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้ เช่น ค่าเช่าหรือค่าบริการในการหาพื้นที่เพื่อนำสินค้าจริงมาวางโชว์หน้าร้าน เป็นต้น นอกจากนี้ต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ยังมีมูลค่าที่ค่อนข้างต่ำอีกด้วย เช่น ค่าเช่าหรือค่าบริการจัดทำเว็บไซต์ ต้นทุนในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น
- ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สื่อออนไลน์เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้สะดวกมากขึ้นและทราบถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้านั้นๆได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เป็นผลมาจากความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนการทำการตลาดและการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แก่ลูกค้า ช่วยให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น

2. Weaknesses :
- การขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีในระดับเบื้องต้นอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านอินเทอร์เน็ต ยกตัวอย่างเช่น ระบบชำระเงินออนไลน์ การทำการตลาดออนไลน์ การทำและออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจที่ขาดความรู้ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการใช้ระบบ E-Commerce มาเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ
- มุมมองของการทำธุรกิจออนไลน์ของผู้บริโภคอาจยังมีไม่ดีมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความล่าช้าในการขนส่งสินค้า รวมทั้งราคาในการจัดส่ง อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของระบบ E-commerce ได้

3. Opportunities :
- จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกระแสแห่งยุคเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เนทต่างๆ แข่งขันกันเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้ากันมากขึ้น และจากการแข่งขันของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนี้ ก็จะส่งผลให้ราคาค่าบริการมีแนวโน้มถูกลงและความเร็วเพิ่มสูงขึ้น
- แนวโน้มการเข้ามาของเทคโนโลยีที่จะช่วยในเรื่องของการเข้าถึงการใช้บริการอินเตอร์เนท เช่น 3G เป็นต้น จะทำให้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น อันจะเป็นการช่วยกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้อนาคตการธุรกิจออนไลน์มีทิศทางที่ดีขึ้นตามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น

4. Threats :
- ปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการผ่าน E-Commerce ยังมีไม่มากนัก เช่น ความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงินที่อาจต้องใช้บัตรเครดิตหรือการชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ความไม่มั่นใจของผู้บริโภคว่าผู้ประกอบธุรกิจจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากชำระเงินแล้วหรือไม่ หรือการที่ไม่เห็นสินค้าจริงอาจทำให้ผู้บริโภคหวั่นเกรงในคุณภาพของสินค้าที่ตนเองสั่งซื้อ เป็นต้น อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบ E-Commerce ได้อย่างมีนัยสำคัญ

E-Government
1. Strengths :
- การนำระบบ E-Government มาประยุกต์ใช้จะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐฯ ลดต้นทุนได้มาก เช่น การลดค่าใช้จ่ายในการหาสถานที่ให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลหรือใช้เอกสารที่เป็นกระดาษ ลดเจ้าหน้าที่ในส่วนของการให้บริการต่างๆ กับประชาชน เป็นต้น
- ช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้ประโยชน์จากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลได้มากขึ้น โดยประชาชนทั่วไปนั้นสามารถเข้าถึงการทำงานและการให้บริการของหน่วยงานรัฐบาลได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความรวดเร็วฉับไวในการติดต่อสื่อสาร

2. Weaknesses :
- ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งการจัดซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อมารองรับการใช้งานของระบบ E-Government ทั้งในส่วนของ Hardware และ Software ดังนั้นจึงขาดกำลังสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณ ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดำเนินการโครงการ E-Government

3. Opportunities :
- จากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เนทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่งผลให้การดำเนินงานของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากจะมีประชาชนเข้าถึงการให้บริการ E-Government มากขึ้น

4. Threats :
- ประเทศไทยขาดผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบบ E-government เป็นผลให้การดำเนินการโครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และประชาชนก็อาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

เนื้อหาข่าว
เรื่อง : ไอซีทีชงอีคอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชน (วันที่ 29 มิถุนายน 2553 08:00)

“จุติ” ดันอี-คอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชนเข้า ครม. คาดใช้งบ 460 ล้านบาท ชี้หากทำสำเร็จช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ประเทศ
“จุติ” ดันเข้า ครม.วันนี้ ตั้งอี-คอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชน คาดใช้งบรวมกัน 460 ล้านบาท ชี้หากทำสำเร็จช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ประเทศ แจงหลังปี 2552 ยอดทำธุรกรรมออนไลน์มากถึง 200 ล้านราย เงินสะพัดเฉียด 4 พันล้านบาท ระบุหากรัฐบาลไฟเขียวใช้เวลาจัดตั้ง 6 เดือนเสร็จ ส่วนปัญหาสมาร์ทการ์ดเชื่อยุติได้ เล็งนัดถกร่วม 3 ฝ่าย
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (29 มิ.ย.) เตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง 2 สำนัก ขึ้นเป็นองค์การมหาชนเฉพาะกิจ ได้แก่ สำนักธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิรซ์) วงเงิน 210 ล้านบาท และสำนักส่งเสริมและพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (อีกอฟเวิร์นเม้นต์) วงเงิน 250 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 460 ล้านบาท
หากรัฐบาลผลักดัน 2 หน่วยงานนี้ เป็นองค์การมหาชน จะก่อให้เกิดการทำธุรกรรมภาคธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมาก และยังเป็นตัวขับเคลื่อนภาคธุรกิจขนส่งได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากปี 2552 พบว่ามีทำธุรกรรมอีคอมเมิรซ์ ผ่านสถาบันการเงินช่วงไตรมาส 4/2552 ถึง 200 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 3,900 ล้านบาท การใช้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีมันนี่) อยู่ที่ 29 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ 10,593 ล้านบาท และบริการรับชำระเงินแทน ปริมาณการทำธุรกรรม 61 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 1.345 ล้านล้านบาท
นายจุติ กล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดระยะเวลาการทำงานของสำนักอีคอมเมิรซ์ และสำนักอีกอฟเวิร์นเม้นต์ไว้ 5 ปี โดย มีเป้าหมายเพื่อให้ 2 องค์การมหาชน สามารถผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง รองรับกับการขยายตัวของการทำธุรกรรมในอนาคต หากครม.อนุมัติได้จริง คาดใช้ระยะเวลาจัดตั้ง 6 เดือน จึงจะสามารถผลิตผลงานออกมาได้ ซึ่งขณะที่การจัดตั้ง 28 องค์การมหาชน รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณต่อปีถึง 400 ล้านบาท
นอกจากนี้ เขายังมอบหมายให้ส่วนประชาสัมพันธ์ของกระทรวงไอซีที ปรับการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาตร์แบบบูรณาการมากขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญคือ การลดปริมาณการใช้กระดาษ ซึ่งให้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 ในการจัดทำวารสารกระทรวง เปลี่ยนเป็นการเปิดกว้างให้คณะวารสารศาสตร์ ทุกสถาบันการศึกษา ประมูลจัดทำวารสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) แทน เชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบได้ 1.5 ล้านบาท
ส่วนความคืบหน้าเรื่องปัญหาบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์เอนกประสงค์ (สมาร์การ์ด) วานนี้ (28 มิ.ย.) ฝ่ายกฎหมายได้ส่งผลการสรุป ข้อมูลการดำเนินงานจัดหาบัตรสมาร์ทการ์ดในส่วนกระทรวงไอซีทีมาให้แล้ว ซึ่งจะได้นำเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการหารือนอกรอบวันนี้ (29 มิ.ย.) ด้วย ขณะเดียวกันยังจะได้พูดคุยปัญหาการส่งมอบบัตรสมาร์ทการ์ดกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย ในที่ประชุมครม.ด้วย
ทั้งนี้ เขาเห็นว่าสิ่งสำคัญและเร่งด่วนเวลานี้ คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนมีบัตรประชาชนใช้โดยเร็ว ส่วนกระบวนการเอาผิดกับผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มาทีหลัง อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าปัญหาเรื่องดังกล่าวจะยุติได้เพราะอยู่รัฐบาลเดียวกัน ซึ่งทางออกที่ทำได้คือ ต้องหารือร่วมกันทุกฝ่ายทั้ง ไอซีที มหาดไทย และภาคเอกชน
ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่านายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยอ้างคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที สั่งชะลอ 3 โครงการยักษ์รวมมูลค่า 3.25 หมื่นล้านบาท คือ โครงการซื้อบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทซ์ มูลค่า 7,500 ล้านบาท โครงการขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานมัลติมีเดีย หรือเอฟทีทีเอ็กซ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท และโครงการ 3 จีทั่วประเทศของทีโอที มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท
นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีให้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นายจุติได้มอบนโยบายให้ทั้ง 2 หน่วยงานไปสรุปข้อเท็จจริงประกอบความเห็นมาภายในเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด ก่อนจะนำเรียนนายกรัฐมนตรีพร้อมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ยังไม่ได้สั่งระงับโครงการแต่อย่างใด
“รัฐมนตรีว่าการฯ ต้องการให้การนำเสนอตรงกับข้อเท็จจริง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าจะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์หรือมีใครแอบอ้างได้ก็ต้องป้องกันเอาไว้และหากต้องการความชัดเจนใดๆ รัฐมนตรีว่าการฯ ก็พร้อมรายงานความก้าวหน้าและกำกับงานทุกระยะอยู่แล้ว” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีกล่าว

อ้างอิง : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20100629/340186/ไอซีทีชงอีคอมเมิร์ซ-อีกอฟเวิร์นเม้นต์เป็นองค์การมหาชน.html