เดลล์ส่ง "คอนเนคเต็ด คลาสรูม" โซลูชั่นการศึกษา เชื่อมโยงความทันสมัยด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ ซอฟต์แวร์ และการฝึกอบรม เจาะตลาดไทย
สรุปเนื้อหาข่าว
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาไปมาก ทั้งในโลกธุรกิจที่มีการพัฒนาไปถึงขั้นการค้าขายบนอินเทอเน็ต หรือการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการเพื่มความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น ในต่างประเทศมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาในระบการศึกษาเพิ่มเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ภายในห้องเรียน โดยหลักการคิด connected classroom ของเดลล์เกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดเรื่องความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลจะทำให้สามารถเรียนรู้เรื่องราวที่ซับซ้อนมากขึ้น และเทคโนโลยีก็สามารถเชื่อมโยงความคิดระหว่างครูกับนักเรียน สามารถแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น ในขณะนี้โรงเรียนในประเทศไทยบางส่วนได้มีการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้แล้ว ได้แก่โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมป์ และโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งพื้นฐานของระบบ connected classroom จะประกอบไปด้วย คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสำหรับครูและนักเรียน อุปกรณ์ถ่ายทอดสื่อต่างๆ อุปกรณ์ส่งสัญญาณ และซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับเวป 2.0 ใช้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ซึ่งเดลล์มีพันธมิตรธุรกิจมากมายที่สามารถช่วยสนับสนุนสิ่งแหล่านี้ได้ทั้งหมด ซึ่งการทำระบบนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยและช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ของชาติได้เป็นอย่างดี
วิเคราะห์ข่าว
จุดแข็ง
1. การวางระบบพิ้นฐานทางสารสนเทศที่ดีสามารถดึงเอาความสามารถทั้งหมดของทรัพยากรออกมาได้ บางครั้งหากสถานศึกษาวางระบบเอง อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและอาจเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ซึ่งการวางระบบพื้นฐานทางด้านสารสนเทศควรเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ
2. การวางระบบของเดลล์ไม่ใช่ระบบที่เป็น box set แต่การวางระบบจะคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก คำนึงถึงประโยชน์การใช้งาน และรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับผู้ใช้ และมีการวางแผนระยะยาวให้กับสถานศึกษา โดยผ่านการอบรมตัวแทนสถานศึกษา
3. การใช้งานระบบ connected classroom ต้องอาศํการปรับปรุงและพัฒนาระบบควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้ใช้งานทั้งหมด ซึ่งเดลล์เข้าใจถึงจุดนี้ และจัดให้มีการอบรม พัฒนาระบบในสถานศึกษาแต่ละแห่งได้
4. เนื่องจากระบบที่ออกแบบมาอาจไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน เดลล์จะมีตัวแทนคอยศึกษาระหว่างทดลองใช้เพื่อดูความเหมาะสมของระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานระบบได้สมบูรณ์ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
5. หากมีปัญหาเกี่ยวข้องกับระบบเดลล์จะมีตัวแทนคอยดูแล สนุบสนุนนระบบและแก้ปัญหาให้ได้ในทันที
6. การศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก หากมีการนำระบบ connected classroom เข้ามาใช้การกำกับดูแลรักษามาตรฐานการศึกษาสามารถทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น โดยการแชร์ข้อมูลระหว่างสถาบันการศึกษา และสามารถตรวจวัดประเมินผ่านระบบออนไลน์ที่โปร่งใสมากขึ้น
7. สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่ละขึ้น นักเรียนสามารถเข้าถึงวิดีโอการสอนได้หากไม่เข้าใจเนื้อหา และอาจารย์สามารถเข้าไปวัดผลการสอนจากนักเรียนได้ทุกเวลาเพียงแค่การถามคำถามผ่านบนเวปไซด์
8. ช่วยเปิดมุมมองการศึกษา สามารถปรับตัวไปสู่โลกเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
จุดอ่อน
1. เนื่องจากการศึกษาไทยไม่ค่อยมีครู อาจารย์ที่เก่งมากนัก บางครั้งการใช้งานในระบบสารสนเทศในภาคการศึกษาต่างจังหวัด อาจไม่เกิดประสิทธิภาพ และอาจมีการต่อต้านหากมีการนำไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการใช้งานระบบ connected classroom ที่ผู้ใช้งานทุกคนต้องยินดี และพร้อมที่ใช้งานก่อนเสมอจึงจะเกิดประสิทธิผล
2. การลงทุนทางด้านสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่สูงมาก ทั้งการวางระบบ เครื่องมืออุปกรณ์ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ทั้งครู อาจารย์ที่ต้องพัฒนาความรู้ทางด้านเทคโนโลยี สื่อการสอน และนักเรียนที่จะต้องพัฒนาความสามารถในการใช้งานอินเทอเน็ต
3. การใช้ระบบ connected classroom ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด นอกเหนือจากครู อารย์ และนักเรียนแล้ว ยังต้องอาศัยผู้ปกครองของนักเรียน ที่ให้ความใส่ใจในพัฒนาการของเด็ก และให้ความร่วมมือในการใช้งานระบบ
4. หากไม่มีแผนการเรียนที่วางไว้มาตรฐานชัดเจน อาจเกิดปัญหาสำคัญที่ทำให้การศึกษาล้มเหลวได้ เช่น การใช้เทคโนโลยีในทางการบันเทิง มากกว่าการศึกษาหาความรู้
5. โรงเรียนที่สามารถทำระบบนี้ได้น่าจะเป็นกลุ่มโรงเรียนนานาชิต และโรงเรียนในเมืองเป็นหลัก อาจทำให้การศึกษาเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้นระหว่างคนในเมือง และคนชนบท
โอกาส
1. รูปแบบการดำเนินชีวิตบนโลกเปลี่ยนแปลงไป ทุกคนล้วนรับเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ทั้งในรูปแบบของ mobile computing ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และระบบการทำธุรกิจผ่านบนหน้าเวปไซด์ สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ รูปแบบการศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่เน้นทางด้านวิยาศาสตร์มากเกิดไป ต้องปลูกฝังความคิดและจริยธรรมที่ดี ควบคู่ไปกับการใช้ศิลปะมากกว่าการยึดหลักการเพียงแค่ข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาตร์ ดังนั้นการเลือกนำ ระบบ connected classroom อาจนำไปสู่การปฏิวัติโลกการศึกษาของเมืองไทยได้
2. ระบบ connected classroom สามารถพัฒนาทรัพยากรครูและอาจารย์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ และอาจนำไปสู่การเกษียณอายุครูก่อนกำหนดเพื่อสร้างกำลังการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่ ทำให้การศึกษาพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและถูกทิศทางมากยิ่งขึ้น
3. ภาครัฐให้การสนับสนุนเนื่องจากมีโครงการมากมายที่เกี่ยวข้องกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และลดช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจน
อุปสรรค
1. ความพร้อมที่ไม่เพียงพอของการศึกษาไทยในพื้นที่ห่างไกล ที่เทคโนโลยีอาจเข้าถึงไม่มากนัก
2. ความไม่เข้าใจถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่จะได้รับจากเทคโนโลยีสารสนเทศของคนไทย บางครั้งคนมองว่าสารสนเทศเป็นเพียงแค่แหล่งบันเทิง ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มาก อันเนื่องมาจากค่านิยมของคนไทย
3. ระบบการศึกษาไทยพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ดังนั้นอาจมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะทำได้ ต้องเลือกทำเป็นบางจุด
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของเดลล์ด้วยกลยุทธ์ในการแข่งขันในตลาดการศึกษาในประเทศไทยแล้ว เดลล์มีความได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งขันรายอื่น ๆ เนื่องจาก
1. เดลล์เป็น first mover หรือเป็นผู้บริการรายแรกที่เข้ามาสู่การให้บริการในสถานศึกษา และหากเทียบกับ SAP Oracle หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ให้บริการด้านธุรกิจแล้ว กลุ่มตลาดแตกต่างกัน และหากลงมาแข่งขัน คงไม่ใช้ธุรกิจที่เชี้ยวชาญ ดังนั้นเดลล์น่าจะเป็นผู้เล่นหลักได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
2. ด้านความน่าเชื่อถือ (Professional) เดลล์มีการให้บริการแบบเดียวกันในต่างประเทศที่สามารถใช้ดึงดูดให้สถานศึกษาเข้ามาทำระบบกับตนเองได้มาก
3. ด้านขอบข่ายทางธุรกิจ (Partner) เนื่องจากการจะทำระบบ connected classroom ต้องอาศํยแหล่งทรัพยากรจากหลาย ๆ แหล่ง ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพบว่าพาทเนอทางธุรกิจของเดลล์ครอบคลุมระบบ connected classroom นี้ได้อย่างสมบูรณ์
4. เนื่องจากเดลล์เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เสริมจำนวนมาก เดลล์จึงได้เปรียบทางด้านต้นทุนของอุปกรณ์สารสนเทศที่สามารถควบคุมต้นทุน และประสิทธิภาพการใช้งานได้เป็นอย่างดี
5. เดลล์เริ่มสร้างความเชื่อมั่นในประเทศได้ด้านการบริการ โดยสามารถเรียกช่างมาซ่อนเครื่องได้ โดยไม่ต้องเอาเข้าศุนย์บริการลูกค้า ซึ่งสามารถทำให้ลูกค้ายอมรับในตัวสินค้าและบริการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
6. เดลล์ขยายธุรการขายสินค้าออกไปเป็นการให้บริการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองได้มาก และเจาะกลุ่มตลาดที่ไม่มีคู่แข่งที่เก่งกว่าตน ดังนั้น เดลล์น่าจะสามารถสร้างผลกำไรได้สูงจากกลยุทธ์การเจาะตลาดกลุ่มนี้
แต่หากเปรียบเทียบ potential ของตลาดการศึกษากับภาคธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากภาคการศึกษามีหลายกลุ่ม โดยส่วนใหญ่จะเป็นภาครัฐดังนั้น ภาคการศึกษาจึงมีศักยภาพต่ำกว่าภาคธุรกิจ แต่เมื่อพิจารณาถึงการแข่งขันในตลาดและทิศทางการพัฒนาของการศึกษาแล้ว ตลาดการศึกษาน่าจะเป็นคำตอบที่ดีของเดลล์ในการพัฒนารูปแบบการบริการ
หนังสืออ้างอิง
http://www.krabiunited.com/index.php?app=news&fnc=news_detail&newsid=4157
http://content.dell.com/us/en/k-12/d/k12/connected-classroom-support.aspx
http://i.dell.com/sites/content/public/solutions/k12/en/Documents/supported-products-matrix.pdf
http://i.dell.com/sites/content/public/solutions/k12/en/Documents/services-connected-classroom.pdf
http://content.dell.com/us/en/gen/d/press-releases/2010-6-28-kace-education.aspx
http://en.community.dell.com/dell-blogs/direct2dell/b/direct2dell/archive/2010/06/28/dell-launches-new-connected-classroom-support-services.aspx
เนื้อหาข่าว
เดลล์ส่ง "คอนเนคเต็ด คลาสรูม" โซลูชั่นการศึกษา เชื่อมโยงความทันสมัยด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ ซอฟต์แวร์ และการฝึกอบรม เจาะตลาดไทย
นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทนำโซลูชั่นคอนเนคเต็ด คลาสรูม เข้ามาเปิดตัวทำตลาดไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งโซลูชั่นนี้เชื่อมโยงความทันสมัยด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ ซอฟต์แวร์ และการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างรูปแบบการเรียนรู้ยุคดิจิทัล โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่โรงเรียนระดับประถม ถึงมัธยม แต่ระบบสามารถประยุกต์ใช้งานฝึกอบรมของบริษัทขนาดใหญ่ได้ด้วย
ทั้งนี้ องค์ประกอบหลักของโซลูชั่นดังกล่าว มีทั้งโน้ตบุ๊ค ที่ออกแบบมาเพื่อนักเรียนโดยเฉพาะ แทบเล็ตของอาจารย์ กระดานไวท์บอร์ดแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารการเรียนการสอน ระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบโมบายคาร์ทเพื่อบริหารจัดการ
ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ติดตั้งระบบดังกล่าวแก่โรงเรียนในโครงการของสมเด็จพระเทพฯ ไป 43 โรงเรียน ถือเป็นการเปิดโลกกว้างทางการศึกษาแก่เยาวชน แต่เพิ่งเริ่มทำตลาดจริงจังครั้งนี้
นายฮาจิต สิงห์ เรคี ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชั่นขายและกลยุทธ์ เดลล์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าวว่า ด้วยระบบนี้จะทำให้เด็กๆ เข้าถึงโลกด้วยปลายนิ้วสัมผัส เป็นโลกที่โต้ตอบได้จากทุกสถานที่ ไม่เฉพาะเพียงตัวหนังสือ ยังรวมภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามีส่วนร่วมกับการเรียนของเด็กๆ ได้ โดยผู้ปกครองจะได้รับรายงานผลการเรียนรู้ของบุตรหลาน ชุมชนเข้าช่วยออกแบบหลักสูตรเฉพาะท้องถิ่นได้
ปัจจุบันเยาวชนทั่วโลกเติบโตมาในยุคดิจิทัล สถิติการค้นหารายงานทางอินเทอร์เน็ต 94% ใช้ไอเอ็ม 74% ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีโรงเรียนในไทยริเริ่มนำไปใช้ทั้งเอกชน และรัฐ ประมาณ 10 แห่ง ระบบสามารถลงทุนทีละห้องเรียน แล้วต่อยอดไปเรื่อยๆ บางโรงเรียนใช้เวลา 3 ปีก็มี





