อินเทลผนึกความร่วมมือกับโนเกียสร้างศูนย์ปฏิบัติการร่วมกันเป็นครั้งแรก

อินเทลผนึกความร่วมมือกับโนเกียสร้างศูนย์ปฏิบัติการร่วมกันเป็นครั้งแรก

สรุปข่าว
บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น ได้มีการตกลงร่วมกับ บริษัท โนเกีย และมหาวิทยาลัยอูลู แห่งประเทศฟินแลนด์ ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยร่วมขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ Intel and Nokia Joint Innovation Center ซึ่งถือเป็นเครือข่ายศูนย์วิจัยของ Intel Labs Europe โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ การสร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ที่มีความโดดเด่น บนอุปกรณ์โมบายล์ชนิดต่างๆและดึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์โมบายล์มาใช้ประโยชน์สูงสุด
ในระยะเริ่มแรก ศูนย์วิจัยแห่งนี้จะดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการใช้งานรูปแบบใหม่ บนอุปกรณ์โมบายล์ชนิดต่างๆซึ่งสามารถนำเอาสมรรถนะการทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์โมบายล์มาใช้ประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างสรรค์รูปแบบการใช้งานที่มีความคล้ายคลึงกับการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง
ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยแห่งใหม่นี้ได้ทำการปรับแนวทางในการพัฒนาให้รองรับแพลตฟอร์มระบบปฏิบัติการแบบเปิด ที่อินเทลแลพโนเกียได้ร่วมกันพัฒนา มีชื่อว่า มีโก (MeeGo) โดยระบบปฏิบัติการมีโกจะมีความยืดหยุ่นสูงสุดในการทำงาน เพื่อรองรับการประสบการณ์การรับชมแบบ 3 มิติผ่านทางอุปกรณ์โมบายล์ต่างๆ ขณะที่กิจกรรมการวิจัยส่วนใหญ่ของศูนย์วิจัยแห่งนี้จะเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาที่ปฏิบัติการอยู่ประมาณ 24 คน ห้องปฏิบัติการวิจัยนี้ ตั้งอยู่ภายในศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต (Center for Internet Excellence) ของมหาวิทยาลัยแห่งอูลู

วิเคราะห์ข่าว
จากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโนเกีย และอินเทล จับมือกันสร้างศูนย์การวิจัยพัฒนาร่วมกันเป็นครั้งแรก ในชื่อของ Intel and Nokia Joint Innovation Center แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยี และต่อยอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังเอื้อประโยชน์ต่อกันอีกในหลายๆด้าน ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์ได้เป็น 3ประเด็นดังนี้
1. ด้านการวิจัยและพัฒนา จากการที่มีการร่วมมือกันในศูนย์วิจัยของ 2 บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยี
ระดับโลก จะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน มีการนำเอานวัตกรรมของทั้ง 2 ฝ่าย ที่ตนเองถนัด มาประยุกต์เข้าด้วยกัน อันจะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ขึ้น เช่น เทคโนโลยี ของระบบปฎิบัติการ MeeGo ที่มีการนำเอาข้อดีของทั้ง อินเทล และ โนเกีย เข้ามาประยุกต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของการใช้งาน โมบายล์แพลตฟอร์ม ให้กับผู้บริโภค
2. ด้านการตลาด ผลประโยชน์ที่จะได้รับอีกประการหนึ่งจากการร่วมมือกันในครั้งนี้ คือจะสามารถ
สร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค อันจะส่งผลดีกับ Brand ของบริษัททั้ง 2 ทั้งนี้ก็เนื่องจากทั้งโนเกีย และอินเทล ต่างก็เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในตลาดของตน ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีกับตราสินค้า (Brand Royalty) ของทั้งอินเทล และโนเกีย ก็จะมีโอกาสเปลี่ยนมาใช้สินค้าที่มีการพัฒนาร่วมกัน ส่งผลดีกับ Market Share ในอนาคต
3. ด้านความมั่นคงทางการเงิน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลประโยชน์จากการร่วมมือกันดังกล่าว
เนื่องจากทั้ง 2 บริษัท จะสามารถประหยัดต้นทุนในการทำวิจัย และการซื้อเทคโนโลยีไปได้อย่างมหาศาล ซึ่งทั้งนี้ทั้งอินเทล และ โนเกีย ก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในด้านการลงทุน
นอกจากนั้นแล้วในอนาคต การตั้งศูนย์ความร่วมมือของบริษัททั้ง 2 ก็จะส่งผลให้มีนวัตกรรมใหม่ๆเข้าสู่ตลาดมากมาย ทั้งในด้านเทคโนโลยีของโมบายแพลตฟอร์ม หรือในด้านของเทคโนโลยีภาพ 3 มิติ เป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการวิทยาศาสตร์และไอที และที่สำคัญที่สุด คือจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งก่อให้เกิดการแข่งขันในด้านการพัฒนาของโลกไอทีอย่างไม่หยุดยั้ง

ระบบปฎิบัติการ MeeGo
ทั้งอินเทลและโนเกียต่างก็พยายามผลักดันแพลตฟอร์มที่ต่อยอดมาจากลินุกซ์ในชื่อของตัวเองคือ Moblin และ Maemo มาเป็นเวลานาน แต่ทั้งสองแพลตฟอร์มกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก และในเวลาต่อมา ระบบปฎิบัติการ Android ก็มากินส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นการบีบให้ยักษ์ใหญ่ทั้งสองเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มต่อไป
ดังนั้นแล้ว MeeGo จึงเป็นการหลอมรวมกันของระบบปฏิบัติการลินุกซ์สองตัวคือ Moblin ของอินเทล และ Maemo ของโนเกีย โดยเหตุผลที่ต้องรวมกันก็เพื่อแชร์ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะส่วนที่เป็น core OS และองค์ประกอบพื้นฐานในระดับล่างๆ ที่ซ้ำซ้อนกัน ส่วนอินเทอร์เฟซในระดับบน การรวมของสองแพลตฟอร์มจะเป็นการรวมแกนในของอินเทลเข้ากับหน้าจอที่ใช้ Qt ของ Maemo หรือง่ายๆ คืออินเทลยกเลิก Moblin แล้วไปร่วมพัฒนา Maemo กับโนเกีย ส่วนแกนกลางที่อินเทลส่งไปรวมนั้นส่วนมากจะเป็นโค้ดที่สร้างขึ้นสำหรับชิปอะตอม

จุดแข็งของ MeeGo คือมันจะทำงานร่วมกับลินุกซ์ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ Android มีปัญหาในส่วนนี้เรื่องจาก API ภายในที่ต่างไปจากลินุกซ์ปรกติทำให้ไดร์เวอร์จำนวนมากทำงานร่วมกับลินุกซ์ทั่วไปไม่ได้จนนำมาสู่การลบโค้ดออกจากระบบควบคุมซอร์สโค้ดของลินุกซ์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่อินเทลและโนเกียนั้นเลือกที่จะยึดติดกับลินุกซ์มาตรฐาน ทำให้การพอร์ตซอฟต์แวร์เดิมๆ ที่มีอยู่บนลินุกซ์อยู่แล้วทำได้ง่ายกว่ามาก
MeeGo จะเน้นการใช้เทคโนโลยี Qt ของโนเกียเป็นอย่างมาก ซึ่งตรงนี้เป็นยุทธศาสตร์ของโนเกียเอง เพื่อให้พอร์ตโปรแกรมระหว่าง Symbian กับ MeeGo ได้ง่ายขึ้น (Symbian^4 จะใช้ Qt เช่นกัน) แต่ก็ยังรองรับเครื่องมือพัฒนาอื่นๆ อย่าง GTK+ (ซึ่งใช้ใน Moblin และ Maemo มาก่อนจะเปลี่ยนเป็น Qt) รวมไปถึง HTML5, AIR, Java และ Silverlight ด้วย

เนื้อหาข่าวต้นฉบับ
เรื่อง : อินเทลผนึกความร่วมมือกับโนเกียสร้างศูนย์ปฏิบัติการร่วมกันเป็นครั้งแรก
ข่าวเมื่อวันที่ : 27 สิงหาคม 2553
เก็บข่าววันที่ : 27 สิงหาคม 2553
ที่มา : http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=0d0b920c1d43c58fe008729df7a862ed&sec=all

อินเทล คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ โนเกีย และ มหาวิทยาลัยแห่งอูลู ประเทศฟินแลนด์ ประกาศความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยร่วมกันเป็นแห่งแรก
หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของห้องปฏิบัติการแห่งใหม่นี้คือ การสร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ที่มีความโดดเด่น บนอุปกรณ์โมบายล์ชนิดต่างๆและดึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์โมบายล์มาใช้ประโยชน์สูงสุด
ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ถือเป็นเป็นสมาชิกล่าสุดของ Intel Labs Europe ซึ่งเป็นเครือข่ายศูนย์วิจัยและนวัตกรรมของอินเทลที่กระจายอยู่ทั่วยุโรป
เมื่อเร็วๆ นี้ อินเทล คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ โนเกีย และ มหาวิทยาลัยแห่งอูลู ประกาศเปิดตัวศูนย์นวัตกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่างอินเทลและโนเกีย หรือ Intel and Nokia Joint Innovation Center โดยศูนย์วิจัยแห่งนี้จะประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาที่ปฏิบัติการอยู่ประมาณ 24 คน และจะกลายเป็นศูนย์วิจัยที่เป็นสมาชิกล่าสุดของ Intel Labs Europe ซึ่งเป็นเครือข่ายศูนย์วิจัยและนวัตกรรมของอินเทลที่กระจายอยู่ทั่วยุโรป
ในระยะเริ่มต้น ห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยแห่งนี้จะดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ การใช้งานรูปแบบใหม่ บนอุปกรณ์โมบายล์ชนิดต่างๆซึ่งสามารถนำเอาสมรรถนะการทำงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์โมบายล์มาใช้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ การสร้างสรรค์รูปแบบการใช้งานที่มีความคล้ายคลึงกับการมีปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ยังช่วยให้สามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เป็นธรรมชาติและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้มากกว่าเดิม เช่นเดียวกับการเล่นเกมและชมภาพยนตร์แบบกราฟิก 3 มิติที่สมจริง ซึ่งจะทำให้ได้อรรถรสมากขึ้น
ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยแห่งใหม่นี้ได้รับการปรับแนวทางเป็นอย่างดีเพื่อให้รองรับแพลตฟอร์มระบบปฏิบัติการแบบเปิด ที่มีชื่อว่า มีโก (MeeGo) ซึ่งอินเทลและโนเกียร่วมกันเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยระบบปฏิบัติการมีโกจะมีความยืดหยุ่นสูงสุดในการทำงาน เพื่อรองรับการประสบการณ์การรับชมแบบ 3 มิติผ่านทางอุปกรณ์โมบายล์ต่างๆ ขณะที่กิจกรรมการวิจัยส่วนใหญ่ของศูนย์วิจัยแห่งนี้จะเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิดเช่นกัน
จัสติน แรทเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และผู้อำนวยการบริหารของอินเทล กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่าจากการผสานรวมเอาความชำนาญทางด้านเทคนิคที่เราสั่งสมมา จะทำให้ทั้งอินเทลและโนเกียประสบความสำเร็จร่วมกันได้มากกว่าการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ การเสริมรากฐานความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งอูลู ยังเป็นโอกาสที่ดีและน่าตื่นเต้น ที่จะได้ประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิจัยใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยเพิ่มมากขึ้น”
การวิจัยอีกด้านหนึ่งที่ถือว่ามีศักยภาพอาจเป็นการคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถแสดงภาพโฮโลแกรมของคู่สนทนาทางโทรศัพท์แบบ 3 มิติได้ ซึ่งปัจจุบันนั่นเป็นสมรรถนะที่อยู่ใน ภาพยนตร์แนวไซไฟเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วมและทึ่งกับประสบการณ์การใช้งานแบบโมบายล์ได้อย่างเต็มอรรถรสมากกว่าเดิม
“ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยร่วมแห่งใหม่นี้เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างอินเทล และโนเกีย โดยมุ่งเน้นโครงการวิจัยโครงการแรกที่ว่าด้วยเทคโนโลยีกราฟิกแบบ 3 มิติ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการใช้งานของอุปกรณ์โมบายล์ต่อไป เนื่องจากความสามารถในการนำเสนอประสบการณ์การใช้งานเสมือนจริงได้ เราได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในการพัฒนารูปแบบการใช้งานแบบโมบายล์แบบไม่ซ้ำใครอย่างแท้จริง” ริช กรีน รองประธานอาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของโนเกีย กล่าว
“ห้องปฏิบัติการวิจัยนี้ ตั้งอยู่ภายในศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต (Center for Internet Excellence) ของมหาวิทยาลัยแห่งอูลู โดยจะทำหน้าที่ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับทางห้องปฏิบัติการอูลู เออร์เบิร์น ลีฟวิ่ง (Oulu Urban Living Labs) ซึงนับว่าเป็นสภาพแวดล้อมการดำเนินการที่มีความโดดเด่น สำหรับการทำวิจัยอุปกรณ์เซ็นเซอร์ (Sensor Research) การทดสอบและทดลองนวัตกรรรมเชิงเทคโนโลยีและสังคม ทั้งนี้ ศูนย์นวัตกรรมภายใต้ความร่วมมือของอินเทลและโนเกีย ถือกำเนิดขึ้นขึ้นจากความสำเร็จของโมเดลความร่วมมือเชิงอุตสาหกรรม และด้านผลงานวิชาการระดับอุดมศึกษา ที่คล้ายคลึงกับหนึ่งในโครงการ Intel Labs Barcelona ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Universitat Politècnica de Catalunya แห่งแคว้นคาเทโลเนีย ประเทศสเปน สถาบัน Intel Visual Computing Institute ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยซาร์ลันด์ (Saarland) ในเยอรมนี หรือ Intel Labs Berkeley ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองเบิร์กเลย์ ในสหรัฐอเมริกา

เกียวกับ Intel Labs Europe
หน่วยงานวิจัยและพัฒนา/นวัตกรรม ของอินเทล ในยุโรป ได้รับการขับเคลื่อนโดยเครือข่าย ศูนย์วิจัย พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และ นวัตกรรมของอินเทลที่กระจายอยู่ทั่วยุโรป รวมทั้งหน่วยธุรกิจอันหลากหลายของอินเทล เครือข่ายศูนย์วิจัย พัฒนาแห่งภูมิภาคยุโรป หรือ Intel Labs Europe ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการประสารความร่วมมือด้านกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งเครือข่ายวิจัยที่หลากหลายและครอบคลุมของอินเทล และ ยัง ทำหน้าที่ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ตลอดจนพัฒนาการปรับแนวทางของอินเทลให้เข้ากับ งานวิจัยและพัฒนาของยุโรป ณ วันนี้เครือข่ายศูนย์วิจัย พัฒนาแห่งภูมิภาคยุโรปของอินเทล หรือ Intel Labs Europe ประกอบไปด้วยห้องปฏิบัติการวิจัยจำนวน 22 แห่ง โดยมีผู้เชียวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาปฏิบัติงานจำนวนทั้งสิ้นกว่า 900 คน