5220211004 Social Media ปฏิวัติวิธีการทำงานสื่อเสือเหลือง

สรุปข่าว

ในอดีตประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับในเรื่องของเสรีภาพของสื่ออยู่เป็นอันดับท้ายมาโดยตลอด แต่การมาถึงของสื่อเครือข่ายสังคม หรือ โซเชียล มีเดีย เช่น ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค ทำให้ปัจจุบันมีการแสดงความคิดเห็นในด้านการเมืองในด้านที่แตกต่างจากภาครัฐให้เห็นได้โดยทั่วไป ซึ่งช่องทางการเผยแพร่ใหม่นี้ เป็นเรื่องยากที่ภาครัฐจะเข้ามาขัดขวางและตามปิดกั้น
นักข่าวเก่าแก่ จากหนึ่งในหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า เมื่อก่อนเหล่านักข่าวจำเป็นต้องยอมรับฉากหน้าที่สวยหรูของนโยบาย หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เหล่ารัฐมนตรีจัดทำขึ้น แต่ในทุกวันนี้เหล่าฝ่ายค้านและผู้ไม่เห็นด้วยต่างพากันทวีต หรือปล่อยข้อมูลออกมาทางเฟซบุ๊ค ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ไม่โดนตรวจสอบเหล่านี้ได้ เป็นการกดดันสมาชิกภาครัฐบาลให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง และถกเถียงถึงเพื่อนร่วมอาชีพผ่านทางช่องทางของสื่อเครือข่ายสังคม เปิดทางให้นักข่าวสามารถรายงานในสิ่งที่ตรงกันข้ามและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบไปได้มาก แม้ว่าจะมีการตรวจสอบและควบคุมอยู่ก็ตาม
ปัจจุบันหน้าแฟนเพจในเฟซบุ๊คตอกย้ำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการสัมมนาของภาคประชาชนเช่นเดียวกับการใช้ทวิตเตอร์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวไปอย่างมาก
ขณะที่นิค นาซมิ อาห์หมัด นักการเมืองฝ่ายค้าน ก็ใช้เวลากับการทวีตเกี่ยวกับงานด้านรัฐธรรมนูญของเขาทุกวัน และจัดทำรายชื่องานต่างๆ ที่เขาจะไปปรากฏตัวไว้ในเฟซบุ๊ค รวมถึงบทสัมภาษณ์ และเนื้อหาการเจรจาต่างๆ ออกมาเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยเขากล่าวว่า สื่อเครือข่ายสังคมให้พื้นที่แก่ฝ่ายค้านและผู้ที่มีความเห็นแตกต่างในการที่จะแสดงแนวคิดของตนเองโดยไม่ต้องโดนตรวจสอบอย่างแท้จริง
แพทริซ วิคเตอร์ ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคของอาร์เอสเอฟ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมาเลเซียขณะนี้ นั่นคือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไปอ่านและดูข่าวในโลกออนไลน์อาจเกิดขึ้นแบบเดียวกันในอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ไทย และพม่า

วิเคราะห์ข่าว

โลกในปัจจุบันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นหนึ่งในบทบาทที่สำคัญในชีวิตของคนเราทุกคน ทั้งใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้และศึกษาค้นหาข้อมูลต่างๆ หรือในอีกแง่หนึ่งก็เป็นช่องทางให้เราได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากมาย ถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการด้านการสื่อสารที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
ในไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสนิยมการใช้ Social Media เพิ่มขึ้นด้วยความรวดเร็ว ซึ่ง Social Media เป็นสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ รวมถึงบทความ รูปภาพ และวีดีโอ ที่ผู้ใช้ทำขึ้นเองหรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางบริการบนโลกออนไลน์ เช่น Facebook Twitter Hi5 และ Friendster เป็นต้น ซึ่งการสร้าง Social Media มีต้นทุนต่ำและใช้งานได้สะดวกง่ายดายทั้งในการเข้าถึงข้อมูลหรือเป็นผู้สื่อสารข้อมูลเองก็ตาม
Social Media ไม่เพียงแต่ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้ติดต่อสื่อสารกันเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างออกไปสู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตคนอื่นๆ ทำให้เราได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนและสังคมใหม่ๆ โดยทั่วไปอาจเป็นที่เข้าใจว่า ผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้เป็นเด็กวัยรุ่น นักเรียนและนักศึกษา แต่ความจริงแล้วฐานของผู้ใช้เครือข่ายสังคมมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว สังคมออฟฟิศ ไปจนถึงระดับประเทศหรือระดับโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการใช้ Social Media ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระดับรัฐบาลหรือแวดวงการเมืองใช้ Social Media เพื่อเป็นช่องทางหาเสียงหรือปลุกระดมประชาชน ในขณะที่ระดับธุรกิจอาจใช้ Social Media เพื่อเป็นสื่อโฆษณา
แบรนด์และสินค้าของตน เป็นต้น
จากข่าวนี้ จะเห็นว่า ขณะนี้ Social Media ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในประเทศมาเลเซียและส่งผลให้การทำงานของนักข่าวมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นในเสนอข่าวต่างๆ
ในสมัยก่อน ภาครัฐของมาเลเซียเข้ามาควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์และการแพร่ภาพกระจายเสียงอย่างเข้มงวด ทำให้ ดัชนีเสรีภาพสื่อ ประจำปี 2552 โดยกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) จัดมาเลเซียไว้ที่ลำดับ 131 จากทั้งหมด 175 ประเทศ ซึ่งอาร์เอสเอฟ ระบุว่า มาเลเซียกีดกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวอย่างเหมาะสมในหลายๆ ประเด็น เช่น การคอร์รัปชัน หรือ การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีระบบอนุญาตสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือในการกีดกันสิ่งเหล่านี้นั่นเอง
แต่สำหรับ Social Media นั้น จากการที่เมื่อปี 2539 รัฐบาลได้ให้คำมั่นถึงการไม่ตรวจสอบเนื้อหาทางออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสารสนเทศท้องถิ่น ทำให้ปัจจุบันปี 2553 รัฐบาลไม่สามารถเข้ามากีดกันการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายค้านและผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างได้ในโลกของ Social Media ถึงแม้จะมีการพยายามควบคุมและตรวจสอบแต่ก็ทำได้ยากและไม่ทั่วถึง

การใช้ Social Media ในประเทศมาเลเซีย

ผลกระทบทางบวก

1. เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายสังคม นั่นคือ มีการติดต่อกันได้ทั้ง 2 ทาง (2-way communication) Social Media จึงเป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความรู้หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ
- นักการเมืองและประชาชนจากทุกฝ่ายมีช่องทางที่จะเผยแพร่แนวคิดของตัวเองอย่างเสรีมากขึ้น
- เมื่อฝ่ายค้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือสิ่งใดๆ ของภาครัฐบาล มีการใช้ Social Media เป็นสื่อกลางในการนำเสนอความคิดเห็นดังกล่าว ก็จะเป็นการเปิดทางให้ประชาชนและสื่อสามารถเข้ามาอ่านและเข้าใจในความคิดของพวกเขาได้
- ในอีกแง่หนึ่งนั้นรัฐบาลก็สามารถใช้ Social Media เป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงประชาชน สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชน ข้อมูลที่ได้มาก็จะเป็นผลตอบรับจากประชาชนที่แท้จริงทั้งในเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ปัญหาที่ต้องการการแก้ไขจากภาครัฐบาล และความคิดเห็นใหม่ๆ สำหรับนำมากำหนดนโยบายที่ดีในการพัฒนาประเทศ

2. รูปแบบการนำเสนอข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไป
- นักข่าวนำเสนอข่าวผ่านทาง Social Media ทำให้นักข่าวมีเสรีในการเขียนข่าวมากขึ้น
- นักข่าวได้ข้อมูลที่ชัดแจ้งมากขึ้น จากการติดตามสื่อเครือข่ายสังคมที่มีการอัพเดตข้อมูลตลอดเวลา
- ความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการทำงานของสื่อมีน้อยลง
- ประชาชนมีช่องทางใหม่ในการรับรู้ข่าวสาร ที่นอกเหนือจากสื่อสิ่งพิมพ์และกระจายเสียง

ผลกระทบทางลบ

1. Social Media เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง ย่อมมีบุคคลที่ไม่หวังดีแฝงตัวอยู่ เมื่อการตรวจจับและควบคุมเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงสามารถนำ Social Media มาใช้ในทางที่ผิดได้ เช่น ปลุกระดมประชาชนให้มีการประท้วง หรือ รวมกลุ่มสนับสนุนการยุบสภาโดยปราศจากเจตนาที่ดี เป็นต้น
2. ข้อมูลที่เราได้รับจาก Social Media ที่มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง หรือบางครั้งอาจมีการแอบอ้างชื่อ เพื่อใช้ในการหลอกลวงประชาชนก็เป็นได้

ดังนั้นในการใช้ Social Media เราจะต้องมีวิจารณญาณในการอ่านข่าวหรือความคิดเห็นต่างๆ ด้วย เพื่อไม่ให้ถูกชักชวนไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แม้กระทั่งในประเทศไทยเองก็มีการนำ Social Media มาใช้เป็นสื่อทางการเมืองแล้วเช่นกัน เช่น ใช้ในการหาเสียง หรือ ใช้ในการต่อต้านรัฐบาล หรือ ร่วมหาทางแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ ผ่านทางทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุ๊ค เป็นต้น ซึ่งเราควรร่วมกันใช้สื่อด้านนี้ไปในทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยแท้จริง

ข่าวต้นฉบับ
จากกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553 เวลา 12.00
ที่มาข่าว : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/global/20100820/348876/โซเชียล-มีเดีย-ปฏิวัติวิธีทำงานสื่อเสือเหลือง.html

เนื้อหาข่าว
โซเชียล มีเดีย ปฏิวัติวิธีทำงานสื่อเสือเหลือง
มาเลเซีย มีชื่อติดๆ หลุดๆ ในท้ายตารางการจัดอันดับระหว่างประเทศ เรื่องเสรีภาพของสื่อมาโดยตลอด แต่การมาถึงของสื่อเครือข่ายสังคม อย่าง ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค ถือเป็นการปฏิวัติวิธีการทำงานของนักข่าวในแดนเสือเหลืองกันเลยทีเดียว
ปัจจุบัน การแสดงความเห็นที่แตกต่างจากภาครัฐ กลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป รวมถึง บล็อก และข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ผ่านทางมือถือ แตกต่างจากช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่ความเห็นทำนองนี้จะโดนกันออกจากสื่อกระแสหลักที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งช่องทางการเผยแพร่ดังกล่าว ทำให้การตามปิดกั้น กลายเป็นเรื่องยากอย่างมาก

นักข่าวเก่าแก่ จากหนึ่งในหนังสือพิมพ์ระดับแถวหน้าของมาเลเซีย ระบุว่า ตลอดชีวิตการทำงานของเขานั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเขียนเกี่ยวกับฝั่งตรงข้าม หรือประเด็นใดๆ ที่เจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่า มากเกินไป

“แต่ในทุกวันนี้ เหล่าสมาชิกรัฐบาลต่างโดนกดดันให้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และถกเถียงถึงเพื่อนร่วมอาชีพผ่านทางช่องทางของสื่อเครือข่ายสังคมอย่างทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ค เปิดทางให้นักข่าวสามารถรายงานในสิ่งที่ตรงกันข้าม และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบไปได้มาก” นักข่าวรายนี้ กล่าว

นักข่าวรายเดิมชี้ด้วยว่า เมื่อก่อน เหล่านักข่าวจำเป็นต้องยอมรับในฉากหน้าที่สวยหรูของนโยบาย หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เหล่ารัฐมนตรีจัดทำขึ้นมา แต่ทุกวันนี้ เหล่าฝ่ายค้าน หรือแม้กระทั่งผู้ช่วยที่ไม่เห็นด้วย พากันทวีต หรือปล่อยข้อมูลให้รั่วไหลออกมาตามเฟซบุ๊ค ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ไม่โดนตรวจสอบเหล่านี้ได้

“แม้ว่าจะยังมีการตรวจสอบ และควบคุมอยู่ แต่การเข้ามาตรวจสอบสิ่งที่ฝ่ายค้าน หรือนักเคลื่อนไหวพูดในสื่อก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาก” นักหนังสือพิมพ์อีกรายหนึ่ง กล่าว

ในดัชนีเสรีภาพสื่อ ประจำปี 2552 กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอสเอฟ) จัดมาเลเซียไว้ที่ลำดับ 131 จากทั้งหมด 175 ประเทศ เพราะการที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ และการแพร่ภาพกระจายเสียงอย่างเข้มงวด

อาร์เอสเอฟ ระบุว่า มาเลเซียกีดกันไม่ให้ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวอย่างเหมาะสมในประเด็นอ่อนไหวต่างๆ อาทิเช่น คอร์รัปชัน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีระบบอนุญาตสิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือในการกีดกันดังกล่าว เพราะระบบนี้เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปิดสื่อประเภทต่างๆ ได้

หลังจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวมาหลายทศวรรษ สื่อมวลชนในมาเลเซีย ต่างก็พากันตรวจสอบตัวเอง และบรรดาแกนนำทางการเมือง ก็แทบจะไม่ต้องโทรไปตักเตือนตามห้องข่าวต่างๆ อีกเลย

อย่างไรก็ดี เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง เริ่มบ่มเพาะขึ้นมาในปี 2539 เมื่อรัฐบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้คำมั่นถึงการไม่ตรวจสอบเนื้อหาทางออนไลน์ อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสารสนเทศ (ไอที) ท้องถิ่น

แม้จะมีการบุกเข้าไปตรวจค้น หรือการสั่งปิดเป็นระยะๆ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว สื่อมวลชนในโลกออนไลน์ของมาเลเซียค่อนข้างมีเสรีภาพอย่างมาก
ปัจจุบัน หน้าแฟนเพจในเฟซบุ๊ค ตอกย้ำให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการสัมมนาของภาคประชาชน เช่นเดียวกับการใช้ทวิตเตอร์ แลกเปลี่ยนความเห็นกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวไปอย่างมาก
“นักข่าวของเราทุกคนมีแบล็คเบอร์รี และใช้อุปกรณ์นี้เพื่อติดตามการทวีต โดยสื่อเครือข่ายสังคมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของนักข่าวไปอย่างมาก” เปรเมช ชันดราน ผู้ก่อตั้งมาเลเซียกินิ เว็บไซต์บุกเบิกข่าวออนไลน์ของมาเลเซีย ระบุ
ชันดราน ชี้ว่า ช่องทางใหม่ในการนำเสนอข่าวนี้ บ่อนทำลายความพยายามของรัฐบาลที่จะเข้ามาควบคุมการรายงานข่าวทั้งหมด เพราะบรรดานักข่าวจะได้รับการตอบสนองตามเวลาจริงจากเหล่าฝ่ายค้าน และผู้เชี่ยวชาญ และใช้สิ่งที่ได้มานี้ เพื่อขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่ในทันที
การปรากฏตัวของทวิตเตอร์ ทำให้นักการเมืองจากทุกฝ่าย มีช่องทางที่จะเผยแพร่แนวคิดของตัวเองอย่างเสรี มากเสียจนเป็นที่รู้กันดีว่า บรรดาสมาชิกสภาเหล่านี้ มักจะนำเรื่องที่ถกเถียงกันค้างอยู่ในสภา ออกมาโต้แย้งกันต่อในทวิตเตอร์
ปรากฏการณ์ดังกล่าว รวมถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อ ไครี จามาลุดดิน แกนนำทรงอิทธิพลจากปีกยุวชนของพรรครัฐบาล ออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็วต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ที่จะไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามนักศึกษาเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
“การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี ที่ไม่อนุญาตให้นักศึกษามหาวิทยาลัย เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง แสดงให้เห็นถึง การมีความคิดที่ล้าสมัย” ส่วนหนึ่งของข้อความที่จามาลุดดินทวีต
ขณะที่นิค นาซมิ นิค อาห์หมัด นักการเมืองฝ่ายค้านวัย 28 ปี ก็ใช้เวลาทวีตเกี่ยวกับงานด้านรัฐธรรมนูญของเขาทุกวัน แถมยังจัดทำรายชื่องานต่างๆ ที่เขาจะไปปรากฏตัวไว้ในเฟซบุ๊ค ไม่นับรวมการนำบทสัมภาษณ์ และเนื้อหาการเจรจาต่างๆ ออกมาเผยแพร่ทางออนไลน์
“สื่อเครือข่ายสังคม ให้พื้นที่แก่ฝ่ายค้าน และผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง ในการที่จะแสดงแนวคิดของตัวเองโดยไม่ต้องโดนตรวจสอบอย่างแท้จริง” นิค อาห์หมัด ระบุ
นักการเมืองรายนี้ กล่าวด้วยว่า ข้อจำกัดเพียงอย่างเดียว ที่ควบคุมการแสดงออกของพวกเขาคือ การกำหนดเนื้อที่ของทวิตเตอร์ที่พิมพ์ได้ครั้งละ 140 ตัวอักษรเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถแสดงข้อโต้แย้ง หรือจุดยืนของตัวเองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดทางให้ประชาชน และสื่อสามารถเข้ามาอ่าน และเข้าใจในความคิดของพวกเขาได้
แพทริซ วิคเตอร์ ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคของอาร์เอสเอฟ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในมาเลเซียขณะนี้ กับการที่ประชาชนส่วนใหญ่แห่เข้าไปอ่าน และดูข่าวในโลกออนไลน์นั้น อาจเกิดขึ้นแบบเดียวกันในอีกหลายประเทศ

“เรามองสื่อเครือข่ายสังคม เป็นการให้ช่องทางอิสระสำหรับการรายงานข่าวในภูมิภาคนี้ และแนวโน้มที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในสิงคโปร์ ไทย และพม่า”