5210211087 เรื่อง เอไอเอสสู้ทุกราคา "ขอให้ได้ไลเซนส์ 3.9G"

สรุปข่าว

คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีการกำหนดราคาประมูลใบอนุญาต 3.9G หรือที่เรียกกันว่าไลเซนส์ 3.9G ซึ่งไลเซนส์ 3.9G นี้มีย่านความถี่อยู่ที่ 2.1 กิกะเฮิตรซ์ โดยทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้มีการกำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลอยู่ที่ใบละ 1.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งใบอนุญาตแต่ละใบนั้นมีระยะเวลาสัมปทานเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น และวิธีการประมูลนั้นจะประมูลโดยใช้สูตร N-1 ซึ่ง หมายความว่า ถ้ามีผู้ประมูล 3 ราย ก็จะมีผู้ที่ได้ใบอนุญาตเพียง 2 รายเท่านั้น และยังกำหนดว่าจะออกใบอนุญาตเพียงแค่ 3 ใบเท่านั้น ถ้าในกรณีที่ในครั้งแรกมีผู้ประมูลแค่รายเดียวก็จะไม่มีการออกใบอนุญาตให้ และถ้ามีผู้ประมูลเพียง 3 ราย ใบอนุญาตที่ออกให้ก็จะออกให้แค่ 2 ใบ ส่วนอีกหนึ่งใบที่เหลือก็จะนำออกมาประมูลอีกครั้ง โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ราคาสุดท้ายของผู้ที่ประมูลได้ในใบที่สอง ทั้งยังให้มีการกำหนดแผนคุ้มครองผู้บริโภค โดยการทำสายด่วนร้องเรียนปัญหา วิธีป้องกันเอสเอ็มเอสขยะ การป้องกันบริษัทประกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้จากบริการ 2Gในปัจจุบัน

ในการประมูลราคา 3.9G นั้น ทางเอไอเอสได้ออกมาประกาศว่าจะสู้ทุกราคา ถ้าทุกบริษัทนั้นแข่งขันอยู่ภายใต้เงือนไขเดียวกัน และเอไอเอสยังมีการเตรียมเม็ดเงินไว้สำหรับการลงทุนมือถือระบบ 3G ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิตรซ์ถึงที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 3 ปี

วิเคราะห์ข่าว

การที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีการกำหนดราคาประมูลใบอนุญาต 3.9G ในราคาที่สูงถึง 1.28 หมื่นล้าน และยังใช้สูตรการประมูล N-1 โดยมีอายุสัมปทานเพียง 15 ปี นั้นจะส่งผลกระทบในหลายๆแง่มุม ไม่ว่าจะในแง่มุมของบริษัทที่เข้าประมูล ผู้บริโภค และทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเอง ซึ่งจะมีการแยกแจงแจงเป็นหัวข้อต่อไปนี้

ในแง่ของบริษัทผู้ประมูลนั้น การที่ราคาประมูลอยู่ที่ราคาที่สูงถึง 1.28 หมื่นล้าน และยังมีอายุสัญญาที่สั้นนั้น จะส่งผลกระทบในแง่การลงทุนของบริษัท ซึ่งจะส่งผลต่อความเสี่ยงในด้านการลงทุนที่สูง และระยะเวลาในการรับผลตอบแทนนั้นมีเวลาที่สั้นเพียงแค่ 15 ปี ซึ่งนอกจากเม็ดเงินที่ใช้ในการประมูลแล้ว แต่ละบริษัทยังต้องใช้เม็ดเงินในจำนวนที่มหาศาล ในการวางโครงข่าย 3.9G อีก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก ประกอบด้วยปริมาณคนที่ใช่จะหันมาใช้ระบบ 3G ที่น้อย เพราะการใช้สมาร์ทโฟนในเมืองไทยนั้นยังไม่แพร่หลาย ซึ่งถึงแม้จะมีการนำ 3G เข้ามาคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีการหันมาใช้ที่เพียงพอ เพราะยังคงใช้โทรศัพท์เพียงแค่การโทรเข้าโทรออกเท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทอาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ และอาจถึงขั้นล้มละลายก็ได้ ซึ่งการที่บริษัทจะแก้ปัญหาเพื่อให้มีการได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ และคุ้มค่ากับการลงทุนครั้งนี้บริษัทที่ประมูลได้ใบอนุญาตไปก็มีแนวโน้มที่จะพลักภาระเหล่านี้ไปสู่ผู้บริโภค และอาจจะส่งผลให้มีค่าบริการที่สูง และอาจจะทำหึผู้บริโภคไม่สนใจที่จะบริโภค ซึ่งก็จะส่งผลเสียกลับมาที่บริษัทอีก ยังมีในอีกมุมมองหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงของผู้ให้บริการคือการพัฒนาระบบให้การเป็น 4G เพราะในปัจจุบันในหลายๆประเทศได้มีการพัฒนาโดยเริ่มมีการนำ 4G มาใช้แล้ว แล้วถ้าอีกไม่กี่ปีการใช้ 4G เป็นที่แพร่และมีการใช้กันทั่วโลก ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติก็น่าจะพยายามผลักดันให้ประเทศไทยใช้ 4G เพื่อให้สามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้ ซึ่งเมื่อมี 4G เข้ามาในประเทศ ผู้ให้บริการที่ได้ประมูลใบอนุญาต 3G ไปยังไม่ได้รับทุนคืนจากการลงทุนนั้นเลย และอาจจะไม่สามารถทำให้มีเม็ดเงินที่เพียงพอต่อการประมูลใบอนุญาตใหม่แล้วก็จะทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันได้ เพราะคู่แข่งมีบริการ 4G แต่ตนเองมีแค่ 3G

ในแง่ของผู้บริโภคนั้น การที่มีราคาประมูลที่สูง และมีค่าใช้จ่ายในการวางเครือข่ายที่สูงด้วยนั้น ทางบริษัทผู้บริการอาจจะผลักภาระมายังผู้บริโภคส่งผลให้ทางผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าบริการที่สูง ซึ่งอาจจะทำให้หลายๆคนไม่สามารถเข้าถึงบริการนี้ได้เนื่องจากไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ ซึ่งเมื่อมองแล้วการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรียกเก็บราคาใบอนุญาตที่สูงสุดท้ายแล้วภาระทั้งหมดก็ตกมาสู่ผู้บริโภคนั้นเอง และอาจจะทำไม่มีการบริโภคที่เพียงพอ และไม่เกิดการใช้ 3G ให้เป็นประโยคต่อประเทศไทยได้อย่างที่ต้องการให้เป็น และยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือในการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรียกเก็บค่าใบอนุญาตที่สูงยังส่งผลให้บริษัทนั้นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากไปกับการประมูลและส่งผลให้ไม่มีเงินลงทุนในการวางเครือข่าย ซึ่งจะส่งผลให้การขยายเครือข่ายเป็นไปได้อย่างล่าช้า โดยอาจจะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการ 3G ได้เพียงแค่ไม่กี่พื้นที่หรือเพียงแค่ไม่กี่จังหวัดเท่านั้น และเนื่องจากในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศได้มีการหันมาใช้ 4G แล้ว การที่พึ่งมีการประมูล 3.9G ในปัจจุบันนั้น ถ้าผู้ที่ได้รับการประมูลไปยังไม่สามารถได้รับการคืนทุนจากการลงทุนนี้ อาจจะทำการต่อต้านการที่จะนำเอา 4G เข้ามาใช้ในประเทศไทย แล้วจะส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเสียโอกาสในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 4G ได้

ในแง่มุมของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาตินั้น การที่เรียกเก็บค่าใบอนุญาตที่สูง อาจจะทำให้ผู้เข้าประมูลนัดกันไม่เข้าประมูล และทำให้ไม่เกิดรายได้เข้าสูประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านการทำงานของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติจากทางผู้ใช้ทั่วไป และชื่อเสียงของทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติอาจจะเสียหายได้

ประโยชน์ต่อประเทศ

•ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนจะมาจากการลงทุนของผู้ให้บริการในการขยายและพัฒนาโครงข่าย รวมถึงเกิดการลงทุนจากธุรกิจสนับสนุนและเกี่ยวเนื่องต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น การลงทุนในการพัฒนาระบบด้านโทรคมนาคม เป็นต้น
•การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ในแง่ของการจ้างงาน
•เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ด้านการสื่อสารข้อมูล (non-voice) พวก Content, Publishing, e-business
•การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
•ผู้ประกอบการจะต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (2%) และ USO (4%) และชำระภาษีรายได้ให้กับรัฐ

ผลกระทบต่อการบริการ
•สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการสื่อสารทุกที่ ทุกเวลา ในอนาคต
•คุณภาพการบริการที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องจัดหานวัตกรรม และรูปแบบใหม่ ๆ ในการให้บริการ
•ประโยชน์ต่อประชาชนผู้บริโภคที่มีทางเลือกการใช้บริการเพิ่มขึ้น เพิ่มโอกาสในการใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งจะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย

ผลกระทบต่อราคาค่าบริการ
•ภายใต้หลักการแข่งขันเสรี ผู้ประกอบการไม่อาจกำหนดราคาค่าบริการได้ตามอำเภอใจ
•กทช. มีมาตรการกำกับดูแลด้านราคาตามประกาศ กทช. เรื่อง อัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินค่าบริการล่วงหน้าในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549

ผลกระทบต่อสังคม
•ในส่วนของตัวเงิน กทช. จะส่งเงินค่าประมูลเข้ารัฐทั้งหมด รายได้ที่ได้รับจากการประมูลอาจเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของรายได้สาธารณะที่จะนำไปสนับสนุนการใช้จ่ายสาธารณะที่เพิ่มขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของประชากรโดยส่วนรวม อันจะทำให้สวัสดิการทางสังคมโดยรวมสูงขึ้นและเป็นผลดีต่อผู้บริโภค
•คาดว่าจะมีการปรับปรุงการบริการบรอดแบนด์ขึ้นอย่างมาก ช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีให้ลดลง
•เพิ่มโอกาสในการประยุกต์ใช้งานโครงข่ายในการติดต่อสื่อสารได้แก่ การรับส่งข้อมูล/ภาพ ได้ชัดเจนขึ้น เช่น การประยุกต์ใช้ในด้าน telemedicine, telehealth เป็นต้น
•ขยายโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งในด้านการศึกษาและการค้นคว้าหาข้อมูล และการใช้บริการ e-business ต่าง ๆ ซึ่งจะเสริมสร้างให้การดำรงชีวิตประจำวัน เป็นไปด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต

จากการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีการกำหนดราคาประมูลใบอนุญาต 3.9G ในราคาที่สูงถึง 1.28 หมื่นล้าน และยังใช้สูตรการประมูล N-1 โดยมีอายุสัมปทานเพียง 15 ปีนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียต่างๆมากมาย ซึ่งจากการศึกษาแล้ว มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

•คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติควรที่จะลดราคาใบประมูล และเน้นไปที่การวางกฎเพื่อให้มีการพัฒนาโครงข่าย เพราะมันจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
•ควรที่จะขยายระยะเวลาในของอายุสัญญาเพราะจะทำให้บริษัทที่ประมูลไปสามารถที่จะมีระยะเวลาในการเรียกทุนคืนได้มากขึ้น

ข่าวต้นฉบับ

เอไอเอสสู้ทุกราคา “ขอให้ได้ไลเซนส์ 3.9G”
เอไอเอสไม่เกี่ยงค่าเริ่มต้นประมูล3.9G สู้ทุกราคาเพื่อให้ได้ไลเซนส์มา แต่ไม่เห็นด้วยกับการประมูลสูตร N-1 และการกำหนดให้ MVNO สูงถึง 40% ขณะที่ทรูเข้าชี้แจงราคาแพงเกิน ส่วนกทช.ประชุมนัดพิเศษแก้ไขเงื่อนไขใบอนุญาต 3 ก.ค.นี้ สำหรับการคงสิทธิเลขหมายมือถืออาจล่าช้าจากการทดสอบระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ของเคลียริ่งเฮาส์
นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวถึงการประมูลใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3G ว่า ไม่มีความเห็นเกี่ยวกับราคาเริ่มต้นการประมูลไลเซนส์ 3G หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของราคากลางออกมาเท่าไหร่ก็ต้องสู้ถ้าอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
“เข้าใจกทช.เพราะถ้าทุกอย่างไม่โปร่งใสก็พิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ถ้าประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1.28 หมื่นล้านเราก็ต้องเตรียมเงินเอาไว้ ผมในฐานะผู้บริหารก็พยายามให้ได้มาซึ่งไลเซนส์”
สำหรับเม็ดเงินที่เอไอเอสเตรียมไว้สำหรับการลงทุนมือถือระบบ 3G ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิตรซ์อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 3 ปี
ส่วนเงื่อนไขการประมูลแบบ N-1 คือผู้เข้าประมูล 4 รายเลือก 3 ราย ประมูล 3 ราย เลือก 2 ราย ที่เหลือค่อยประมูลใหม่นั้นไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน เพราะรายที่ได้ช้ากว่าราคาอาจจะไม่เท่ารายที่ได้ก่อนก็ได้ ส่วนระยะเวลาสัมปทาน 15 ปีถือว่าน้อยไป เพราะการลงทุนไม่ว่าจะเป็นสัมปทานหรือจ่ายครั้งเดียวทุกอย่างเป็นต้นทุน
สำหรับเงื่อนไขเกี่ยวกับผู้ขายส่งบริการ หรือ MVNO ผู้บริหารเอไอเอสมองว่า การกำหนดให้มี MVNO 40% ถือว่าสูงเกินไป หากเลขหมายขายไม่หมดใครจะรับผิดชอบ กทช. ควรต่ำกว่านี้หรือถ้าจะให้ดีไม่ควรกำหนดสัดส่วน MVNO
ด้านพ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า กทช. จะมีการการประชุมนัดพิเศษในวันที่ 3 ก.ค.53 เพื่อพิจารณาแก้ไขร่างใบอนุญาต 3.9G โดยจะมีการเสนอปรับราคาใบอนุญาต3.9Gเป็นใบละ 1.28 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับราคาเต็มมูลค่าคลื่นความถี่จริงตามข้อเสนอในการทำประชาพิจารณ์ที่ให้รวมมูลค่าจากการโอนถ่ายลูกค่า 2G เดิมมาด้วย
ส่วนวิธีการประมูลแบบ N-1 ให้ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนให้ราคาใบอนุญาตใบสุดท้าย ไม่ต้องเข้ากระบวนการ N-1 ให้ประมูลกันได้เลย แต่กำหนดราคาเริ่มต้น ที่ราคาสุดท้ายของใบอนุญาตใบที่ 2 รวมถึงให้มีการกำหนดแผนคุ้มครองผู้บริโภค การทำสายด่วนร้องเรียนปัญหา วิธีป้องกันเอสเอ็มเอสขยะ การป้องกันบริษัทประกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้จากบริการ 2Gในปัจจุบัน
“ยังมีการเพิ่มเติมรายละเอียด หากเอกชนรายเดิมที่มีสัมปทาน 2G แต่ชนะประมูล 3.9G ก็ต้องทำแผนการโอนย้ายลูกค้าที่ใช้คนละคลื่นความถี่ให้ชัดว่าจะดูแลลูกค้า 2G กับ 3.9Gอย่างไร และมีการปรับรายละเอียดที่ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี หากยังไม่พร้อมก็ยืดหยุ่นให้เป็นขอต่ออายุได้อีกครั้งละ 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ครั้ง”
ทั้งนี้ ในอนาคต กทช.อาจจะกำหนดให้ผู้ได้รับคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่สามารถถือครองคลื่นความถี่ได้เกิน 30 เมกะเฮิรตซ์ต่อราย เช่น กรณี ผู้ได้รับสัมปทาน 2G แต่ได้ใบอนุญาต 3.9 Gก็ต้องโอนคลื่นความถี่ 2 Gหรือส่วนที่เกินกลับไปให้บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ไปจัดสรรให้เอกชนรายอื่นมาร่วมแข่งขัน เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นแนววิธีเดียวกับที่กทช.จะเปิดใบอนุญาติไวแมกซ์ช่วงย่านความถี่ 2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์
พ.อ.นที กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.53 นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางมาชี้แจงว่า ราคาเริ่มต้นการประมูล 1.28 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงเกินไป โดยราคาที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 5 พันล้านบาท แต่กทช.ยังยืนยันราคาเดิมที่ 1.28 หมื่นล้านบาท ซึ่งอ้างว่าราคาดังกล่าวสมเหตุผลแล้ว และขอให้ทรูฟังความเห็นของประชาชนด้วย
นายวิเชียรกล่าวถึงการคงสิทธิเลขหมายมือถือ หรือนัมเบอร์พอร์ตว่าอาจจะล่าช้าไปจากเดิมที่กำหนดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 31 ส.ค.นี้ อีกประมาณ 1-2 เดือน เพราะต้องมีการทดสอบระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ของเคลียริ่งเฮาส์

อ้างอิง

http://www.blognone.com/news/16964
http://www.consumerthai.org/main/index.php?option=com_content&view=article&id=1108:-39g-&catid=20:2008-12-15-07-09-10&Itemid=67