5210211081

สรุปข่าว
ในกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายบริษัทต้องหยุดทำงานเป็นเวลากว่า1อาทิตย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ ทำให้เกิดคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้ธุรกิจกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา” การออกแบบบริษัทให้เป็น Mobile Office และ Flexible Computing เป็น โซลูชั่นทางไอที ที่สามารถช่วยให้บริษัทรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ในเบื้องต้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างไม่สะดุด เพราะเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านได้
Mobile Office มีการนำไปใช้งานมากขึ้นในหลายบริษัท ซึ่งทำให้พนักงานสามารถเข้าไปเช็คอีเมลและใช้งาน แอพพลิเคชั่นผ่านระบบ VPN (Virtual Private Network) ของบริษัท แต่ จะมีข้อจำกัดในแง่ของการที่ไม่สามารถดึงข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศมาทำงานได้
ส่วนการออกแบบองค์กรที่เป็น Flexible Computing นั้น มีข้อแตกต่างจาก Mobile Office ดังนี้
1. จะมีความยืดหยุ่นในการทำงานที่สูงกว่า Mobile Office เพราะมีระบบ Desktop Virtualization ที่ช่วยให้พนักงานสามารถดึงข้อมูลจากหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บริษัทมาทำงานต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถสร้างออฟฟิศสำรองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ใน Data Center ที่ทำงานผ่านระบบเวอร์ชวล
2. ไม่มีข้อจำกัดในการเข้าใช้ข้อมูลของพนักงาน พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุก Device ไม่ว่าจะผ่านสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป หรือแท็บเล็ต
3. ทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าข้อมูลของบริษัทจะได้รับความปลอดภัย เพราะข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ใน Data Center หากผู้บริหารถูกขโมยโน้ตบุ๊กเพื่อต้องการข้อมูลในเครื่องจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ใน Data Center และเดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กจะมีเฉพาะข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนเท่านั้น
แต่การใช้ Flexible Computing นั้นจำเป็นต้องมีการใช้ Disaster Recovery หรือการ Back-up ข้อมูลทางไกล เพื่อสำรองข้อมูลในกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากหาก Data Center ไม่สามารถใช้การได้ งานทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงักทันที ในเรื่องงบลงทุน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนในการสร้าง Data Center ทำให้ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์เพียงแค่ 1-2เครื่องเท่านั้น หลายองค์กรให้ความสนใจกับ Cloud Services เป็นระบบที่ไม่ถูกจำกัดในเรื่องของสมรรถนะและขีดความสามารถของระบบประมวลผล ช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย

การประมวลผลแบบ Cloud สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1. Private Cloud สร้างขึ้นเพื่อใช้งานภายในองค์กร เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ละบริษัทต้องมีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเองเพื่อทำการจัดเก็บข้อมูลข้อมูล เมื่อบริษัทแม่สร้าง Cloud ขึ้นมา และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งหมดในรูปแบบ Scalability คือ ปรับขนาดได้ตามภาระงานที่เกิดขึ้น หรือแบบ Per-pay-use ที่จ่ายตามการใช้งานจริงแทน ดังนั้น บริษัทในเครือจึงไม่จำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์ในการเก็บข้อมูลอีกต่อไป
2. Public Cloud เป็นรูปแบบที่มีผู้ให้บริการสาธารณะจัดสรรการใช้บริการเข้าถึงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
แม้การใช้ Cloud Services ยังมีไม่มากนักในตอนนี้ เพราะผู้ใช้ยังไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัย อาจมีเพียงการใช้ Public Cloud เพื่อทดลองใช้ Module ของ Cloud Services ไปก่อน แต่หลายบริษัทอาจกำลังมองเห็นประโยชน์จากการทำ Virtualization และ Cloud Computing ซึ่งนอกจากในเรื่องประหยัดเงินแล้วยังสามารถใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งประหยัดพื้นที่ ค่าไฟฟ้า และการบำรุงรักษา ความคล่องตัวของการติดตั้งระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ การทำ Back-up และ Recovery ที่สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นภายใต้ Virtual Machine เดียวกัน
วิเคราะห์ข่าว
ปัจจุบันทั้งเรื่อง Cloud Computing และ Data Center เป็นหัวข้อยอดนิยมในวงการไอที เนื่องจากภาคธุรกิจเล็งเห็นว่าเป็นแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาจากผลกระทบทางการเมืองที่ผ่านมาได้ แต่นอกจากนั้นแล้ว ยังมีมุมมองต่างๆอีกมากมาย เนื่องจากการนำ Cloud Computing มาใช้
ในมุมมองของนักธุรกิจ ถือว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพราะสามารถเลือกทำแต่ตัวที่ใช้งานจริงๆได้ ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง หรือติดตั้งโปรแกรมอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนมากกับ ระบบ IT มากนัก อีกทั้งไม่ต้องวุ่นวายกับการ maintenance หรือการดูแลระบบ เรียกได้ว่าเป็นระบบที่ช่วยประหยัดทรัพยากร จัดการง่าย และสามารถยืดหยุ่นได้ และยังช่วยให้ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ ประหยัดพื้นที่ ค่าไฟฟ้าและการบำรุงรักษา การบริหารจัดการ ความคล่องตัวการติดตั้งระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ
แต่ปัจจุบันในประเทศไทย หน่วยงานหรือองค์กรที่นำ Cloud Computing มาใช้ยังมีไม่มากนัก เพราะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในตัวระบบ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังขาดทักษะด้านการจัดการ จึงจำเป็นต้องเสริมความรู้ หรือระบบงานที่ช่วยเสริมทางด้านความปลอดภัยให้เพิ่มมากขึ้น
อีกปัญหาที่สำคัญของ Cloud Computing คือ ผู้ใช้บริการก็ยังไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย และเชื่อว่าการรักษาความปลอดภัยบนระบบ Cloud นั้น สามารถทำได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ ใช้งานส่วนใหญ่ไม่รู้ที่ตั้งที่แน่นอนของข้อมูล ต่างจากการใช้ Server โดยทั่วไป ซึ่งปัจจุบัน Cloud Computing ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้ารายใหญ่ต่างๆ แต่ยิ่ง Cloud ได้รับความนิยม มากเท่าไร ก็ยิ่งมีคนต้องการจะเจาะระบบมากขึ้น “เมื่อก่อนแยกกันอยู่ ก็เจาะได้แค่ทีละคน แต่พอเจาะระบบ Cloud แล้ว ได้ข้อมูลเป็นร้อยบริษัท ไม่ใช่ว่า Cloud ไม่ดีนะ แต่พอเป็นแหล่งรวมศูนย์ข้อมูล การเจาะระบบแต่ละครั้งก็คุ้มค่า” รัฐสิริ ไข่แก้ว ผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวไว้
ส่วนแนวโน้มการใช้ Cloud Computing ในไทยนั้นเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น จะมีกลุ่มจากรัฐบาลและเอกชนซื้อบริการจากผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing กันมากขึ้น เพราะเมื่อองค์กรขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ต่างมีความต้องการในเรื่อง การบริหารจัดการข้อมูลองค์กรและธุรกิจในจำนวนที่มากขึ้น และต้องการความมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ต้องการให้ต้นทุนต่ำลงและใช้ประโยขน์จากทรัพยากรได้มากที่สุด Cloud Computing จึงเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาขั้นต้น

ดังนั้น ผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing เองต้องหันมาใส่ใจกับการดูแลฐานข้อมูลของลูกค้าและเพิ่มนโยบายความเป็นส่วนตัวให้มากขึ้น เพราะผู้ให้บริการด้าน Cloud Computing นั้นจะต้องเก็บข้อมูลความลับของลูกค้า เทคนิควิธีในการประมวลผล ไปจนถึงกระบวนการจัดเก็บข้อมูลเพราะหากว่าจะเป็นผู้ให้บริการด้านนี้แล้วถ้าความปลอดภัยไม่เป็นที่ยอมรับ ก็จะเกิดปัญหาความไม่น่าเชื่อถือของบริการขึ้นมา หรือหากข้อมูลสำคัญของผู้ใช้บริการถูกกระจายออกไปจากรอยรั่วของระบบ ยิ่งจะส่งผลต่อธุรกิจของผู้ใช้บริการไม่มากก็น้อย ที่สำคัญ บางครั้งรูปแบบบริการก็ไม่ยืดหยุ่นพอที่จะให้ผู้ใช้งานปรับแต่ง ออกแบบ หรือสร้างแก้ไขระบบเพิ่มเติมได้จากบริการ Cloud Computing ที่เป็นแบบ Public เพราะหากปล่อยให้ผู้ใช้บางรายปรับแต่งแก้ไขไปแล้ว ก็จะเกิดผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอีกรายที่อยู่ในเครือข่ายบริการเดียวกัน
“คุณไปใช้ Cloud ก็เหมือนไปเช่าห้องสาธารณะ คุณต้องรู้ข้อมูลว่า ถ้าคุณตัดสินใจนำของสำคัญเข้าไปเก็บไว้ คุณต้องรู้ว่า ป้องกันอย่างไร เพราะเชื่อว่า ผู้บริการทุกเจ้าจะมีเอกสารให้ผู้ใช้บริการดูแลเรื่องความปลอดภัยเอง อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เลือกเช่าในปริมาณที่พอเหมาะกับการใช้งานของตนเอง” รัฐสิริ กล่าวไว้

แหล่งที่มาของข้อมูล
file:///G:/MIS/ข่าวคราว/E-Commerce%20magazine.com%20-%20โซลูชั่นบนคลาวด์สร้าง% 20Mobile%20Office%20ได้ในภาวะฉุกเฉิน.htm

เนื้อข่าว
หัวข้อ : โซลูชั่นบนคลาวด์สร้าง Mobile Office ได้ในภาวะฉุกเฉิน (E-Business/E-Cover)
เก็บข่าวเมื่อ : 8 กรกฎาคม 2553
ข่าวเมื่อ : 8 กรกฎาคม 2553
โดย นิตยสาร E-commerce

“ เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นช่วงกลางพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ บริษัทหลายแห่งในพื้นที่ Red Zone ต้องสั่งให้พนักงานหยุดทำงานตลอดระยะเวลา 1 อาทิตย์ สร้างผลกระทบ ต่อธุรกิจอย่างมาก หลายบริษัทต้องกลับมาคิดว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะทำอย่างไรให้ธุรกิจกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นกับเหตุการณ์นี้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดในประเทศไทยมาก่อน ทำให้บางบริษัทไม่ได้เตรียมแผนการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก สูญเสียรายได้ เนื่องจากพนักงานไม่สามารถเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศได้
ดังนั้น สิ่งที่จะมาช่วยทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่สะดุดคือ การมีโซลูชั่นด้านไอทีที่พร้อมรับสถานการณ์ ในเบื้องต้น เช่น การออกแบบบริษัทให้เป็น Mobile Office หรือ Flexible Computing ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้ จะช่วยให้พนักงานสามารถ ทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้

ไม่ได้เข้าออฟฟิศแต่ทำงานผ่านเวอร์ชวล
อโณทัยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันบริษัทหลายแห่งได้มีการทำงานเป็น Mobile Office มากขึ้น ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดในช่วงเหตุการณ์ปิดถนน คือ พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้าน โดยเข้าไปเช็กอีเมลและใช้งานแอพลิเคชั่นผ่านระบบ VPN (Virtual Private Network) ของบริษัท แต่ จะมีข้อจำกัดในแง่ของการที่ไม่สามารถดึงข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศมาทำงานได้
ส่วนการออกแบบองค์กรที่เป็น Flexible Computing นั้น จะมีความยืดหยุ่นในการทำงานที่สูงกว่า Mobile Office เพราะมีระบบ Desktop Virtualization ที่ช่วยให้พนักงานสามารถดึงข้อมูลจากหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บริษัทมาทำงานต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถสร้างออฟฟิศสำรองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ใน Data Center ที่ทำงานผ่านระบบเวอร์ชวล
นอกจากนี้ โซลูชั่น Flexible Computing จะไม่มีข้อจำกัดในการเข้าใช้ข้อมูลของพนักงาน เพราะพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าอุปกรณ์หนึ่งชนิด ในอดีตพนักงานหนึ่งคนสามารถเข้าใช้ได้แค่หนึ่ง Device แต่ถ้าลงระบบ Desktop Virtualization จะทำให้พนักงานหนึ่งคนสามารถเข้าใช้ข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุก Device ไม่ว่าจะผ่านสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป หรือแท็บเล็ต
ส่วนสำคัญอีกอย่างของโซลูชั่นนี้ คือ ทำให้องค์กรมั่นใจว่าข้อมูลของบริษัทจะได้รับความปลอดภัย เพราะจากที่กล่าวมาข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ใน Data Center ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผู้บริหารถูกขโมยโน้ตบุ๊กเพื่อต้องการข้อมูลในเครื่องจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ใน Data Center และเดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊กจะมีเฉพาะข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนเท่านั้น
ถึงแม้โซลูชั่นด้านไอทีจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทุกอย่างของบริษัทไว้ หากไม่สามารถใช้ Data Center ได้การทำงานทุกอย่างก็จบด้วยเช่นกัน
อโณทัยเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม บริษัทบางแห่งในพื้นที่ Red Zone ไม่เคยคิดถึงเรื่องของ Disaster Recovery หรือการ Back-up ข้อมูลทางไกล แต่จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้บางตึกต้องมีการตัดไฟ ปรากฏว่า Data Center ของออฟฟิศต้องดับหมด ทำให้การทำงานทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพราะไม่สามารถเข้าใช้ข้อมูลได้ เช่น อีเมลของบริษัทที่จำเป็นต้องใช้ในการติดต่อธุรกิจ เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อมีการใช้ Disaster Recovery ขึ้น บริษัทไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการสะดุดของธุรกิจหากมีอะไรเกิดขึ้นกับ Data Center เพราะข้อมูลจะถูกสำรองไว้ยามเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่น บริษัท A มีศูนย์ Data Center ที่ตึก CTW และได้ทำศูนย์สำรองไว้ที่ตึกแถวบางนาเพิ่ม 1 แห่ง เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหากับ Data Center ที่ตึก CTW เช่น ไฟไหม้ หรือโดนตัดกระแสไฟฟ้า Data Center สำรองที่บางนาสามารถรองรับการทำงานได้ทันที
บางบริษัทอาจจะกังวลเรื่องงบลงทุนในการสร้าง Data Center สำรอง เนื่องจากต้องใช้เงินค่อนข้างสูง หาก Data Center หลักมีเซิร์ฟเวอร์จำนวน 10 เครื่อง ศูนย์สำรองก็ต้องมีเซิร์ฟเวอร์จำนวน 10 เครื่องเช่นกัน แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี เข้ามาช่วยให้ลดต้นทุนในการสร้าง Data Center แห่งที่สองนั้นคือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลบน Data Center มาใช้ ทำให้จากที่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ 10 เครื่อง เหลือเพียง 1-2 เครื่องเท่านั้น

สร้างออฟฟิศสำรองได้ในระยะเวลารวดเร็ว
อโณทัยกล่าวว่า เมื่อเหตุการณ์บาน-ปลายถึงขั้นปิดถนน ต้องขยายเวลาหยุดงานเป็นอาทิตย์ หลายบริษัทเริ่มต้องการออฟฟิศสำรองเพื่อให้พนักงานสามารถเข้ามาทำงานได้ เนื่องจากบางธุรกิจจำเป็นต้องมีออฟฟิศที่ติดต่อกับลูกค้า ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ผู้บริหารต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถทำงาน ต่อได้ ซึ่งคำตอบแรกคือ ต้องสร้างออฟฟิศชั่วคราวให้พนักงานสามารถทำงานได้ ทั้งนี้การสร้างออฟฟิศชั่วคราวไม่ใช่แค่มีห้องเปล่าจะสามารถทำงานได้ แต่ต้องวางระบบไอทีที่สามารถเข้ามารองรับการย้ายที่ทำงานใหม่ได้ด้วย
สิ่งที่บริษัทต้องการเป็นอันดับแรกสำหรับออฟฟิศชั่วคราวคือ Data Center และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่พร้อม ใช้งานได้ทันที รองลงมาคือ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับพนักงาน หากบริษัทมีการวางระบบ Flexible Computing ไว้ก่อนแล้ว เพียงแค่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพนักงานสามารถดึงข้อมูลผ่านระบบ Desktop Virtualization มาทำงานต่อได้ทันที

บริการคลาวด์แนวโน้มใหม่ขององค์กร
อโณทัยอธิบายว่า นอกจากเทคโนโลยีเวอร์ชวล จะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีลงแล้ว อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับความ สนใจจากหลายองค์กร คือ Cloud Services ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางด้าน Data Center รูปแบบใหม่เพราะทำงานผ่านเทคโนโลยี เวอร์ชวล ดังนั้น ระบบจึงไม่ถูกจำกัดในเรื่องของสมรรถนะและขีดความสามารถของระบบประมวลผล ที่ช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย ตัวอย่างของเว็บไซต์ ที่ใช้งาน ได้แก่ Facebook, Google และ Ask.com เป็นต้น
อโณทัยยังชี้แจงต่อว่า การประมวลผลแบบ Cloud สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. Private Cloud และ 2. Public Cloud ซึ่ง Private Cloud สร้างขึ้นเพื่อใช้งานภายในองค์กร เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีบริษัทในเครือประมาณ 20 บริษัท แต่ละบริษัทต้องมีเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเองเพื่อทำการจัดเก็บข้อมูล เมื่อบริษัทแม่สร้าง Cloud ขึ้นมา และให้บริการแก่บริษัทในเครือทั้งหมดในรูปแบบ Scalability คือ ปรับขนาดได้ตามภาระงานที่เกิดขึ้น หรือแบบ Per-pay-use ที่จ่ายตามการใช้งานจริงแทน ดังนั้น บริษัทในเครือจึงไม่จำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์ในการเก็บข้อมูลอีกต่อไป
ส่วน Public Cloud เป็นรูปแบบที่มีผู้ให้บริการสาธารณะจัดสรรการใช้บริการเข้าถึงข้อมูลรูปแบบต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น เดลล์ เป็นลูกค้าบริการ Cloud ของบริษัท ชื่อ www.salesforce.com ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่น CRM โดยพนักงานขายทุกคนต้องเข้าไปลงทะเบียนที่เว็บไซต์ Salesforce.com เพื่อเข้าใช้แอพพลิเคชั่น การบริหารจัดการด้านการเงิน และเอกสารทั้งหมดของฝ่ายขาย ซึ่งทำให้เดลล์ไม่จำเป็นต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง เพราะทุกอย่างอยู่บนเว็บไซต์ Salesforce.com หมด ทำให้ลดต้นทุนของเซิร์ฟเวอร์ และยังมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย

วางแผนโซลูชั่นด้านไอทีให้กับบริษัท
หากกล่าวถึงบริษัทในประเทศไทย ที่นำโซลูชั่นด้านไอทีมาเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กร ขณะนี้ถือว่ามีมากขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เริ่มจากการเข้าถึงข้อมูลองค์กรผ่าน Device ต่างๆ ซึ่งจะเห็นเทรนด์ Mobility ได้ชัดเจน เมื่อมีการออกสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ พบว่าหมดสต็อกภายในไม่กี่วัน โดยบริษัทต่างๆ ที่สั่งจองให้พนักงานได้นำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ สัดส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรมีจำนวนโน้ตบุ๊กน้อยกว่าเดสก์ท็อป แต่คาดว่าจะแซงหน้าเดสก์ท็อปภายใน 2 ปีนี้อย่างแน่นอน
อโณทัยอธิบายถึงขั้นต่อไปที่บริษัทจะลงทุน คือ การนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลมาใช้ เพราะต้องการประหยัดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กร ซึ่งบริษัทหลายแห่งในประเทศไทยได้ซื้อ Virtualized Server จากเดลล์ แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ตระหนักและสนใจเทคโนโลยีเวอร์ชวลมากขึ้น
ส่วนเทรนด์ของ Cloud Services ในตอนนี้ ยังมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทในประเทศไทย เพราะหลายบริษัทยังคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย อาจเริ่มต้นโดยการสร้าง Public Cloud ก่อน และทดลองใช้ Module ของ Cloud Services เช่น Access Management หรือ Email Continuity ในเบื้องต้น
หากบริษัทต้องการลงทุน Private Cloud แต่กังวลเรื่องงบประมาณ เดลล์มีบริการ Assessment Consulting สำหรับองค์กรขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยจะวางแผนเป็น Road Map ในการลงทุนด้านไอทีซึ่งจะมีการคำนวณ ROI ด้วย ทำให้บริษัทมีทิศทางดำเนินการอย่างเป็นระบบและลดต้นทุน
อโณทัยให้ความเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้งบประมาณด้านไอทีของบริษัทบานปลายอย่างแรก คือ บริษัทยังใช้หนึ่งเซิร์ฟเวอร์ต่อหนึ่งแอพพลิเคชั่น อย่างที่สอง คือ ชอบเก็บเซิร์ฟเวอร์เก่าไว้ใช้งาน ซึ่งปกติเซิร์ฟเวอร์จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 4 ปี และสุดท้าย คือ การปรับอุณหภูมิของ Data Center ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุด ของการแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ คือ เทคโนโลยี เวอร์ชวล เพราะจะเข้ามาช่วยในเรื่อง ของงบประมาณด้านไอที รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นอีกด้วย
หลายบริษัทอาจประเมินและมองเห็นประโยชน์จากการทำ Virtualization และ Cloud Computing ซึ่งนอกจากในเรื่องประหยัดเงินแล้วยังสามารถใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งประหยัดพื้นที่ ค่าไฟฟ้า และการบำรุงรักษา ความคล่องตัวของการติดตั้งระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ การทำ Back-up และ Recovery ที่สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นภายใต้ Virtual Machine เดียวกัน