ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ “มือวาง” องค์กรมหาชน e- Commerce, e- Government
สรุปเนื้อหาข่าว
เมื่อวันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553 มีมติอนุมัติให้มีการจัดตั้งสำนักงาน e - Commerce และ e - Government เป็นองค์การมหาชน เพื่อทำหน้าที่ พัฒนางานด้าน e – Commerce ของประเทศ รวมไปถึงงานศึกษาวิจัย ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่สำนักงาน e – Government จะต้องทำหน้าที่ปฏิรูประบบการบริหารและการให้บริการของภาครัฐสู่ประชาชนแบบบูรณาการ และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยมี ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวด้านไอทีที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยท่านได้เปิดเผยถึงความรู้สึก และการเตรียมตัวทำงาน ในครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง และอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
การผลักดันให้เกิด e – Commerce ขึ้นได้จะทำให้เกิดมูลค่ามหาศาล แต่ที่ผ่านมาการทำ e – Commerce ไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายไม่มี กฎกระทรวงไม่รองรับ ระบบในการตรวจสอบลูกค้าก็ยังไม่สมบูรณ์ โดยในที่ผ่านมาทางไอซีที เคยมีการตรวจสอบ แต่ก็พบว่ายังทำได้แค่เพียงอนุมัติให้เป็นสำนักงานภายใต้สังกัดกระทรวงไอซีทีเท่านั้น ยังไม่สามารถตั้งเป็นองค์การมหาชนได้ เท่ากับเป็นส่วนราชการ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะผลักดันให้ e – Commerce เดินหน้าได้ สำหรับบทบาทความสำคัญของ e – Commerce จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงอย่างยิ่ง เฉพาะมูลค่าการให้บริการชำระเงินแทน หรือ Bill Payment ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทธุรกิจบริการภายใต้การกำกับดูแลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานต่อคณะกรรมการฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,345,500 ล้านบาท
นอกจากนี้คณะกรรมการ e - Commerce ที่มี จุติ ไกรฤกษ์ เป็นประธานกรรมการ ก็กำลังเร่งพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ และวิธีในการจัดทำหรือแปลงเอกสาร รวมถึงข้อความต่างๆ ให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างหลักเกณฑ์การพิจารณาหน่วยงานรับรองสิ่งพิมพ์ออกที่สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรองรับ และผลักดันให้เกิดการใช้งาน e – Document และการทำ e – Commerce อย่างเต็มรูปแบบต่อไป
ดร.รอม ยังเคยแสดงวิสัยทัศน์ ในการผลักดันอุตสาหกรรมไอที ว่าจะต้องมีพื้นฐาน 10 ประการ ที่ควรทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1. การสร้างกระบวนการเรียนรู้ 2. การสร้างองค์ความรู้ให้กับบุคลากร 3. การใช้เกณฑ์มาตรฐานสากล การผลักดันทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานความปลอดภัยและสถาปัตยกรรมไอที 4. การเข้าถึงทุน โดยจะต้องดึง Venture Fund ของต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ 5. การสร้างมาตรฐานบุคลากร ที่จะต้องเทียบเท่ามาตรฐานสากล 6. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม 7. การสร้างมาตรฐานกลาง 8. ภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกันทำงานโดยไม่ต้องรอภาครัฐ 9. การพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีจะต้องแบบไร้ขอบเขต และประการสุดท้าย10. การสร้างธรรมาภิบาลไอซีที
วิเคราะห์ข่าว
ในปัจจุบันไม่เพียงแต่ภาคเอกชนเท่านั้นที่ด้านไอซีทีเข้ามามีบทบาทในการจัดการ เช่น ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทางภาครัฐเองทางด้านไอซีทีก็ถือว่ามีส่วนสำคัญยิ่งในการมีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจากรายงานข่าวจากกระทรวงไอซีทีว่าใน ปี 2552 ภาครัฐ มีการใช้จ่ายงบประมาณด้านไอซีที ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 57,465 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ในขณะที่อันดับการพัฒนาด้าน e-Government ของประเทศไทยกลับมีค่าสวนทางกับค่าใช้จ่ายด้านไอซีทีที่มีค่าเพิ่มสูงขึ้น จากการจัดอันดับของWorld e-Government Ranking โดย United Nations E-Government Survey 2010 พบว่า อันดับการพัฒนาด้านe-Government ของประเทศไทยปี 2008 อยู่ที่ 64 ส่วนปี 2010 อับดับลดลงมาอยู่ที่ 76 ดังนั้น จึงทำให้ประชุมคณะรัฐมนตรี มีความเห็นที่จะให้มีการอนุมัติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ( องค์การมหาชน ) เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านe-Government ของประเทศ เพราะปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ในการบูรณาการการบริการ อิเล็กทรอนิกส์ของรัฐไปสู่ภาคประชาชนได้มากขึ้น ตลอดจนผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในหน่วยงานภาครัฐ ให้มีความมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐาน และให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐใช้ไอซีทีอย่างเหมาะสมและพอเพียง ซึ่งถ้าทางภาครัฐมีการจัดการได้อย่างเหมาะสม จะเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพทุกภาคส่วนของรัฐ ดังนั้นเมื่อภาครัฐเองมีความเข้มแข็ง ก็จะเอื้ออำนวยต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชน และสุดท้ายจะทำให้ประเทศของเรามีศักยภาพในการแข่งขันและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งผลให้ประเทศของเราพัฒนาขึ้น
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ถือเป็นอีกช่องทางการค้าที่น่าสนใจมาก เพราะนับวันก็ยิ่งมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งส่งผลให้การค้าทางอินเตอร์เน็ตขยายตัวได้อย่าง รวดเร็วและการทำธุรกิจบนเว็บไซต์นั้นสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากมายหลายประการ เช่น
- สามารถทำการค้าได้ตลอด 24 ชั่งโมง และขายสินค้าได้ทั่วโลก นักท่องอินเตอร์เน็ตจากทั่วทุกมุมโลก
- ข้อมูลมีความทันสมัยอยู่เสมอ และประหยัดค่าใช้จ่าย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดพิมพ์เอกสาร และประหยัดเวลาในการประชาสัมพันธ์
- ทำงานแทนพนักงานขาย และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น โดยสามารถทำการค้าในรูปแบบอัตโนมัติ และดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการทางธุรกิจภายในองค์กรนั้นๆ
- แทนหน้าร้าน หรือบูทแสดงสินค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถแสดงสินค้าที่มีอยู่ให้กับลูกค้าโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตกแต่งหน้าร้าน หรือในการเดินทางออกไปในบูทแสดงสินค้าในที่ต่างๆ
- เทคโนโลยีช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น การแสดงสินค้าโดยผู้ชมสามารถดูสินค้าได้ 180 องศาหรือลูกค้าสามารถอ่านหัวข้อของหนังสือที่ต้องการซื้อก่อนได้
- ง่ายต่อการชำระเงิน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยวิธีการตัดผ่านบัตรเครดิตหรือการโอนเงินเข้าบัญชีซึ่งจะเป็นระบบอัตโนมัติ
- เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ในโลกพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บริษัทขนาดเล็กสามารถมีโอกาสทางธุรกิจเทียบได้กับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง เป็นต้นว่า ชื่อ URL ของบริษัทควรจะจำง่าย การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามและปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ การสั่งซื้อและการชำระเงินมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เป็นต้น
นอกจากนี้ถึงแม้ประโยชน์ของ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะมีมากมายแต่ก็ยังถือว่ายังมีข้อจำกัดเกิดขึ้นต่างๆเช่น
- ความไม่ปลอดภัยของข้อมูล ขาดการตรวจสอบการใช้บัตรเครดิตบน Internet ข้อมูลบนบัตรเครดิตอาจถูกดักฟังหรืออ่าน เพื่อเอาชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้โดยที่เจ้าของบัตรเครดิตไม่รู้ได้การส่งข้อมูลจึงต้องมรการพัฒนาวิธีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนเพื่อให้ข้อมูลของลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุด
- ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ที่จะทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยงสำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันการชำระเงินยังต้องผ่านธนาคารที่เป็นของต่างประเทศ
- ปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสและขาดความรู้ทางเทคโนโลยี รวมทั้งขาดเครือข่ายการสื่อสาร เช่น ระบบเคเบิล ระบบโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงจึงทำให้ชนบทที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงและใช้บริการ Internet ได้
นอกจากนี้ E-Commerce ยังมีประเด็นเชิงนโยบายที่ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามากำหนดมาตรการ เพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ซื้อและผู้ขาย ขณะเดียวกันมาตรการมนเรื่องระเบียบที่จะกำหนดขึ้นต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ E-Commerce ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการทางธุรกิจที่ดีด้วย ดังนั้นในการนำระบบนี้มาใช้จึงไม่สมควรทำตามกระแสนิยม เพราะถ้าลงทุนไปแล้วไม่สามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้าได้ ย่อมเกิดผลเสียต่อบริษัท
ข่าวต้นฉบับ
ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ “มือวาง” องค์กรมหาชน e- Commerce, e- Government
เหมือนฟ้าเป็นใจ ให้กับไอซีทีในเวลานี้เหลือเกินที่การผลักดันเรื่องต่างๆ เป็นไปได้ด้วยดี แม้กระทั่งเรื่องล่าสุดอย่างการจัดตั้งสำนักงาน e - Commerce และ e - Government ให้ เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ รมว. ไอซีที จุติ ไกรฤกษ์ ต้องการให้สัมฤทธิ์ผลอย่างยิ่งยวด และ ครม. ก็มีมติอนุมัติให้ไอซีที ตั้ง 2 สำนักงาน ดังกล่าวได้ เมื่อวันอังคารที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีที่ปรึกษาส่วนตัวด้านไอทีที่ได้ชื่อว่าเป็นมือทองของวงการ อย่าง ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
การผลักดันให้เกิด e – Commerce ขึ้นได้จะทำให้เกิดมูลค่ามหาศาล แต่ที่ผ่านมาการทำ e – Commerce ไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายไม่มี กฎกระทรวงไม่รองรับ ระบบในการตรวจสอบลูกค้าก็ยังไม่สมบูรณ์
ที่ผ่านมา ไอซีที เคยมีการตรวจสอบในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ก็พบว่ายังทำได้แค่เพียงอุนมัติให้เป็นสำนักงานภายใต้สังกัดกระทรวงไอซี ทีเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถตั้งเป็นองค์การมหาชนได้ เท่ากับเป็นส่วนราชการ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะผลักดันให้ e – Commerce เดินหน้าได้
กอปรกับ นโยบายในการดำเนินงานของ รมต. จุติ ไกรฤกษ์ ที่เน้นการบริหารด้านไอที 70% และ การสื่อสาร 30% ทำให้ความสำคัญของการ จัดตั้งองค์การมหาชนนี้ ถูกดันขึ้นมาอยู่ในระดับต้นๆ และเปรียบเสมือนความฝันอันสูงสุดของ รมว. ไอซีที ที่อยากให้เกิดขึ้นจริง
เมื่อมองมาที่บทบาทความสำคัญของ e – Commerce จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นธุรกรรมที่มี มูลค่าสูงอย่างยิ่ง เฉพาะมูลค่าการให้บริการชำระเงินแทน หรือ Bill Payment ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทธุรกิจบริการภายใต้การกำกับ ดูแลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงิน อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานต่อคณะกรรมการฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 ก็ปาเข้าไปถึง 1,345,500 ล้านบาท
นอกจากนี้คณะกรรมการ e - Commerce ที่มี จุติ ไกรฤกษ์ เป็นประธานกรรมการ ก็กำลังเร่งพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ และวิธีในการจัดทำหรือแปลงเอกสาร รวมถึงข้อความต่างๆ ให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างหลักเกณฑ์การพิจารณาหน่วยงานรับรองสิ่งพิมพ์ออกที่สำนักงานปลัด กระทรวงฯ ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรองรับ และผลักดันให้เกิดการใช้งาน e – Document และการทำ e – Commerce อย่างเต็มรูปแบบต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ ครม. อนุมัติ ดร. รอม หิรัญพฤกษ์ ที่ปรึกษาส่วนตัว รมว. ไอซีที “มือวาง” อันดับต้นๆ ของ รมต.ไอซีที ในด้าน ไอที ได้เปิดเผยถึงความรู้สึก และการเตรียมตัวทำงาน เรื่องนี้ว่า ตื่นเต้นอย่างยิ่ง และอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน ในส่วนของความคืบหน้า ดร. รอม กล่าวว่า “ในเรื่องขององค์การ มหาชนที่เพิ่งผ่าน ครม. มานั้น ในขณะนี้ ต้องมีการหารือกับท่าน รมต. จุติ ไกรฤกษ์ เป็นการภายในก่อน ในประเด็นที่จะต้องแถลงต่อกระทรวงฯ เนื่องจากท่าน รมต. ต้องการชี้แจงกับข้าราชการในกระทรวง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน”
ดร.รอม ยังเคยแสดงวิสัยทัศน์ ในการผลักดันอุตสาหกรรมไอที ว่าจะต้องมีพื้นฐาน 10 ประการ ที่ควรทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1. การสร้างกระบวนการเรียนรู้ 2. การสร้าง องค์ความรู้ให้กับบุคลากร 3. การใช้เกฑ์มาตรฐานสากล การผลักดันทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานความปลอดภัยและสาปัตยกรรมไอที 4. การเข้าถึงทุน โดยจะต้องดึง Venture Fund ของต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ 5. การ สร้างมาตรฐานบุคลากร ที่จะต้องเทียบเท่ามาตรฐานสากล 6. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม 7. การสร้างมาตรฐานกลาง 8. ภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกันทำ งานโดยไม่ต้องรอภาครัฐ 9. การพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีที จะต้องแบบไร้ขอบเขต และประการสุดท้าย 10. การสร้าง ธรรมาภิบาลไอซีที
ทั้งนี้ การอนุมัติให้ ไอซีที จัดตั้งสำนักงาน e – Commerce และ e – Government ขึ้นเป็นองค์การมหาชน เพื่อทำหน้าที่ พัฒนางานด้าน e – Commerce ของประเทศ รวมไปถึงงานศึกษาวิจัย ให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่สำนักงาน e – Government จะต้องทำหน้าที่ปฏิรูประบบการ บริหารและการให้บริการของภาครัฐสู่ประชาชนแบบบูรณาการ และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น
ในส่วนของระยะเวลาการจัดตั้ง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 6 เดือน จึงสามารถสร้างผลงานออกมาเป็นรูปธรรมได้ ภายหลังจากที่ ครม. อนุมัติ
อา… ณ วันนี้ spotlight ไม่ฉายฉานไปที่ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ แล้วจะฉาย ไปที่ใครกันเล่า ?
ที่มา: http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=3585&Itemid=34





