กทช.ชี้ 2 ปัจจัยเสี่ยงเลื่อน 3G 8 บริษัทซื้อซองประกวดราคา
กทช.เผยเอกชนตบเท้าเข้ารับซองประมูล 3G 8 ราย 3 บิ๊กมือถือมาทั้งบริษัทแม่กับบริษัทลูก พ่วง 2 รายใหม่ สามารถ ไอ-โมบายกับจัสมินฯ ด้าน กทช.'นที' ชี้ 2 ปัจจัยเสี่ยงเลื่อนประมูลจากคำสั่งศาลปกครองและการเกิด กสทช. พร้อมร่อนหนังสือแก้ตัววุ่นไม่ได้กีดกันต่างชาติ
พ.อ.นที ศุกลรัตน์
กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทเอกชนสนใจเข้าร่วมประมูล 3G บนคลื่น 2.1 GHz โดยได้ขอรับซองประมูลจาก กทช.แล้ว 8 รายคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน (ดีแทค) และบริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นบริษัทลูกของดีแทค รวมถึงบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท เอสเค ไวร์เลส ซึ่งเป็นบริษัทลูกของทรู นอกจากนี้ยังมี บริษัท สามารถ-ไอโมบาย ร่วมกับพันธมิตร และ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชันแนล
อย่างไรก็ตาม กทช.ยังคาดหวังนักลงทุนจากต่างชาติจะมาเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ด้วย ภายหลังจากที่ได้เดินทางไปเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติมาแล้ว ซึ่งได้เลือกประเทศที่คิดว่าจะมีผู้สนใจเข้ามาลงทุน อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้งบเดินทางไปโรดโชว์ประมาณ 4-5 ล้านบาท
พ.อ.นที กล่าวว่า มีความเป็นห่วง 2 ประเด็นในการประมูล 3G คือ ภายหลังจากที่มีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ชะลอการประมูล 3G หากศาลมีคำสั่งให้หยุด กทช.คงต้องหยุดดำเนินการในทันที ในขณะเดียวกัน หากมีการพิจารณา ร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างการประมูลก็ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง
'ถ้าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.มา กทช.ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ทุกอย่างต้องมีความเห็นที่พ้องต้องกัน ซึ่งต้องมาดูสถานการณ์อีกครั้งว่าจะต้องให้ กทช.รักษามารยาทหรือไม่'
ส่วนสถานที่ประมูล 3G นั้นเบื้องต้นอยู่ระหว่างการพิจารณา 2 แห่งคือที่พัทยา และ หัวหิน โดยการประมูลนั้นจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 -28 กันยายน 2553 แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการแข่งขันว่าจะมีความโปร่งใสหรือไม่ และจะมีการถ่ายทอดผ่านทีวีดาวเทียมสำหรับกรอบเวลาการประมูล 3G ผู้สนใจเข้าร่วมประมูล สามารถขอรับซองได้จนถึงวันที่ 29 ส.ค.และต้องยื่นซองภายในวันที่ 30 ส.ค.นี้ ก่อนที่จะมีการตรวจสอบเอกสาร คุณสมบัติเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลต่อไป
พ.อ.นที กล่าวว่าเพื่อสร้าง ความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่อง 3G กทช.จึงได้ร่วมกับ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ บริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จัดงาน มหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 จี ( 3.9 G Thailand Human D.N.A.) ขึ้น ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2553 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยใช้เงินจัดงานทั้งสิ้น 70 ล้านบาทแบ่งเป็นงบประมาณกทช. 20 ล้าน และที่เหลือมาจากภาคเอกชนอีก 50 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีคนเข้าชมงานประมาณ 1 ล้านคน
** กทช.ยันไม่กีดกันต่างด้าว **
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2553 สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้ชี้แจงกรณีออกร่างประกาศ กทช.กำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวกับ การกีดกันการแข่งขัน ว่าร่างดังกล่าว ไม่ได้เป็นการกีดกันคนต่างชาติในการทำธุรกิจในประเทศไทย ตรงกันข้ามยังเป็นการส่งเสริมให้นักธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้โดยถูกกฎหมาย มากกว่าที่จะพยายามเลี่ยงกฎหมายเพื่อให้บริการคนไทย
นอกจากนี้ ร่างประกาศดังกล่าวของ กทช.ยังไม่ถือว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่ขัดต่อตารางข้อผูกพันสาขาโทรคมนาคมที่ ประเทศไทยได้ตกลงไว้ในข้อผูกพันขององค์การการค้าโลก ตามข้อกำหนดของ General Agreement on Trade in Service หรือ GATS ที่ไม่ได้บังคับการเปิดการเข้าสู่ตลาดสำหรับบริการโทรคมนาคมพื้นฐานของ ประเทศ
ทั้งนี้ กทช.จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศดังกล่าวในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ชี้แจงรายละเอียดและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการกรณีผู้ได้รับอนุญาตมีพฤติกรรม ฝ่าฝืนข้อห้ามด้วย
สำหรับสาระสำคัญของร่างดังกล่าวจะมีการวางหลักเกณฑ์ห้ามแต่งตั้งชาว ต่างชาติเป็นผู้บริหาร ทั้งตำแหน่งประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าผู้บริหารด้านจัดซื้อ หรือหัวหน้า ผู้บริหารด้านการเงิน โดยจะมีผลย้อนหลังทันที่ที่ประกาศร่างลงราชกิจจานุเบกษา
นาย วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า ร่างประกาศครอบงำกิจการฯนี้ หากมีการระบุไม่ให้แต่งตั้งผู้บริหารต่างๆ เป็นคนต่างชาติจริง ก็ไม่ได้สร้างความกังวลอะไรให้บริษัท เพราะสามารถเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ ได้ ซึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆไม่ใช่เพียงแต่ที่อยู่ในโทรคมนาคมก็มีที่ปรึกษา เป็นคนต่างชาติ โดยไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามส่วนรายละเอียดในร่างประกอบครอบงำกิจการฯ หากมีการห้ามไม่ให้ผู้บริหารต่างชาติมีสิทธิ์ออกเสียงในที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทช.ก็จะออกหลักเกณฑ์กำกับไม่ให้มีการถือหุ้นจากต่างชาติเลยจะเหมะสมมากกว่า
นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทคกล่าวว่า ในส่วนดีแทคไม่น่าจะได้รับผลกระทบใดๆทั้งสิ้น เพราะที่ผ่านมาดีแทคได้ถูกตรวจสอบจากทั้งทีโอที และกระทรวงพาณิชย์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด แต่ในส่วนร่างประกาศครอบงำกิจการฯ ที่ กทช.จะออกมา จะก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลรายใหม่ๆ โดยเฉพาะต่างชาติ มีความลังเล และไม่เข้าร่วมการประมูลในที่สุด
เนื่องจากการลงทุนของคนต่างชาติส่วนมากมักจะไม่ใช้เงินลงทุน เพียงอย่างเดียว แต่ก็หวังให้มีผู้บริหารมากำกับการลงทุนเพื่อให้การลงทุนมีประสิทธิภาพสูง สุด ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ร่างประกาศครอบงำกิจการฯที่ กทช.ออกมาครั้งนี้ ถือว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์ที่กทช.ตั้งไว้ คือเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนในกิจการโทรคมนาคมแต่กลับมีปัญหากับการเข้า ร่วมประมูล 3G รวมทั้งการเดินสายโรดโชว์เชิญชวนต่างชาติของ กทช.ที่ทำอยู่ ดังนั้น กทช.ต้องเลือกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศหรือไม่ เพราะกิจการนี้เป็นกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง มีคนไทยเพียงไม่กี่รายที่จะมีศักยภาพในการลงทุน
ที่มา http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114554
สรุป
กทช. ได้ออกมายืนยันถึงการเปิดประมูล 3G โดยมีผู้ยื่นซองประมูลในขณะนี้ทั้งสิ้น รวม 8 ราย คือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน (ดีแทค) และบริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นบริษัทลูกของดีแทค รวมถึงบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท เอสเค ไวร์เลส ซึ่งเป็นบริษัทลูกของทรู นอกจากนี้ยังมี บริษัท สามารถ-ไอโมบาย ร่วมกับพันธมิตร และ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชันแนล ซึ่ง ทาง กทช. เองก็คาดหวังว่า จะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาร่วมประมูลอีกหลายราย เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามบริษัทต่างๆ ยังคงมีความไม่มั่นใจเนื่องจากเกรงว่าจะมีการกีดกันชาวต่างชาติเกิดขึ้น ทำให้เสียประโยชน์ของบริษัท
นอกจากนี้ กทช. ยังได้มีการจัดงาน มหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสาร 3.9 จี ( 3.9 G Thailand Human D.N.A.) ขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป และได้จัดโรดโชว์ ในต่างประเทศเพื่อให้ชาวต่างชาติ รวมถึงบริษัทต่างๆที่สนใจเข้าร่วมประมูล 3G
วิเคราะห์
กทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกิจการด้านโทรคมนาคมของประเทศไทยได้พิจารณาให้บริษัทต่างๆที่สนใจเข้ายื่นซองประมูลเพื่อได้สัมปทาน 3G ซึ่งมีบริษัทที่ได้แสดงความจำนงทั้งสิ้น 8 บริษัท ดังนี้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชัน (ดีแทค) และบริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นบริษัทลูกของดีแทค รวมถึงบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท เอสเค ไวร์เลส ซึ่งเป็นบริษัทลูกของทรู นอกจากนี้ยังมี บริษัท สามารถ-ไอโมบาย ร่วมกับพันธมิตร และ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชันแนล
เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัททั้ง 8 รายนี้ เป็นบริษัทที่มีกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ก่อนแล้ว และบริษัทลูกในประเทศไทย ได้แสดงความจำนงเข้าร่วมประมูล 3G ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล เป็นแรงดึงดูดให้บริษัทต่างๆเข้ามาแย่งชิงสัญญาสัมปทานนี้ แต่อย่างไรก็ตามกลับไม่มีบริษัทต่างชาติ ที่ไม่ได้มีกิจการในประเทศเข้าร่วมประมูล ซึ่ง กทช. ก็ได้ทำการ โรดโชว์ ซึ่งเป็นการเรียกความสนใจจากต่างชาติ และช่วยดึงต่างชาติ ให้เข้ามาร่วมประมูล 3G ซึ่งจะก่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างกว้างขวางจากบริษัททั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ในที่สุดน่าจะได้บริษัทที่ชนะการประมูลที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน จากการแข่งขันอย่างดุเดือดของบริษัทต่างๆ นอกจากนี้ ประเด็นที่ทาง กทช.มีความเป็นห่วงคือ เรื่องของข้อกฎหมายที่ห้ามชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นใหญ่ในกิจการด้านโทรคมนาคม ซึ่งเคยเกิดปัญหาในกรณีหุ้นของบริษัท ชินคอร์ป นั้น อาจทำให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีกก็ได้คือการถือหุ้นแทนโดยคนไทยเป็นผู้ถือหุ้น แต่อำนาจการตัดสินใจกลับเป็นของชาวต่างชาติ ซึ่งก็น่าเป็นห่วงที่กิจการด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของชาติ ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ ซึ่งทาง กทช. ก็ได้มีมาตรการป้องกันคือร่างประกาศการครอบงำกิจการ ซึ่งก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้ชาวต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน เนื่องจากกลัวที่จะลงทุนแล้วเสียเปล่า ถือเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของ กทช. ที่ว่า จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ หรือต้องการที่จะทำการประมูลให้ได้ผู้ชนะประมูลที่มีความสามารถดีที่สุด
ข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่งที่ต้องการให้ กทช. ทำให้มากขึ้นอีกก็คือการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงเทคโนโลยี 3G และความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันซึ่ง จะทำให้ประชาชนต่างๆ ได้ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของ 3G ที่จะเข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้เกิดการตื่นตัว และช่วยในการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ กทช. ควรศึกษาข้อกฎหมายในการอนุญาต และกฎหมายที่ใช้ในการกำกับการถือหุ้นของชาวต่างชาติในบริษัทที่ควบคุมกิจการโทรคมนาคมของประเทศ
ที่มา http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114554
ข่าววันที่18 สิงหาคม 2553 07:04 น
นายนันทิวัฒน์ ตระการสุข 5210211061





