โอเพ่นซอร์ส...อ่อนไหวต่อแรงสะกิด

โอเพ่นซอร์ส…อ่อนไหวต่อแรงสะกิด

สรุปข่าว
สถานการณ์ "โอเพ่นซอร์ส" ในประเทศไทยยังไม่แน่นอน บางจังหวะก็ดูเหมือนจะเกิดความตื่นตัวไปทั่วทั้งวงการผู้ใช้ ผู้พัฒนา ผู้สนับสนุนอย่างหน่วยงานรัฐ แต่พอเกิดเหตุกระทบกระเทือนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้ซวดเซไปในทันที อย่างเช่นที่มีการเขียนถึง"21 บั๊ก" ที่พบในโอเพ่นออฟฟิศ ในนิตยสารไอทีฉบับหนึ่ง ก็เกิดการโต้แย้งกันอย่างมากมายโดยเฉพาะบนโลกไซเบอร์ ซึ่งผู้บริหารของหน่วยงานผู้ใช้เกิดความกังวลว่า ใช้โอเพ่นซอร์สแล้วจะทำให้งานในองค์กรมีปัญหาหรือไม่ ควรจะลงทุนโอเพ่นซอร์สดีหรือเปล่า หรือจะกลับไปใช้ซอฟต์แวร์ไลเซ่นเดิมๆ จึงนับได้ว่าเป็นปิดประตูการลงทุนใหม่ๆ ไปได้เลย

นายวิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผู้ฟูมฟัก โอเพ่นซอร์สมาเฉียด 20 ปี กล่าวว่าแม้จะมีการดำเนินการเกี่ยวกับโอเพ่นซอร์ส มาหลายปี แต่ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ มักจะมีอุปสรรคตลอด และเขายังให้ความเห็นว่า ซอฟต์แวร์แต่ละอันจะมีบั๊กทั้งสิ้น แม้กระทั่งซอฟต์แวร์ที่ต้องซื้อก็ยังมี ดังนั้นถ้าทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข โอเพ่นซอร์สก็จะพัฒนาได้ดีขึ้น

จากการประชุมหน่วยงานผู้ใช้ขนาดใหญ่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ( 24 มิ.ย.) ได้ตกลงกันว่า จะหางบประมาณมาสนับสนุน และสร้างความมั่นใจ ปรับปรุงโอเพ่น ออฟฟิศ ให้ดีขึ้นถึงระดับใช้งานได้สะดวก ซึ่งมีบริษัทและองค์การของรัฐเข้าร่วม โดยเนคเทคจะเป็นตัวกลางหาผู้มีส่วนร่วม อีกทั้งดูความเหมาะสม และหาโมเดลที่ยั่งยืนของแนวทางสนับสนุน รวมทั้งหางบประมาณด้วย

นายพิสิษฐ์ อิงคะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศของกฟผ. บอกว่า กฟผ. ใช้โอเพ่น ซอร์สมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยนโยบายพัฒนาโดยระบบเปิด ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ใดๆ ปัจจุบันพีซี 1 หมื่นเครื่องใช้งานไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 30% โอเพ่นออฟฟิศ 70% ซึ่งการเลือกใช้งานของกฟผ. มีทั้งของแพง ของถูก การใช้โอเพ่นออฟฟิศไม่ใช่ของฟรีทั้งหมด แต่เป็นการให้อิสระแก่ระบบ สิ่งที่ได้เป็นการสร้างขึ้น ไม่ใช่ซื้อ หรือจ่ายเงินเพื่อได้มา และยังลดค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ใดๆ ของ กฟผ. ขึ้นกับความจำเป็นต้องใช้ ผ่านการศึกษาว่างานใดจำเป็น และพัฒนาบุคลากรให้รู้จักเลือกของที่เหมาะสม ซึ่งจะประหยัดงบประมาณลงได้

นายวิโรจน์ อัศวรังสี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิแอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์การพิมพ์นิตยสารพีซีเวิลด์ฉบับภาษาไทย กล่าวว่าเราให้การสนับสนุนโอเพ่นซอร์สมานาน เราขอให้ก้าวข้ามปัญหา และมองไปข้างหน้าที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้น ส่วนทำอย่างไรจึงจะลดซอฟต์แวร์เถื่อนให้เหลือน้อยกว่า 75% ขอให้เป็นกลไกของซิป้า และเนคเทค เพื่อที่จะทำให้ไทยมีศักดิ์ศรียืนบนเวทีโลกได้

วิเคราะห์ข่าว
สถานการณ์การใช้โอเพ่นซอร์สในประเทศไทยนั้นยังไม่มีความแน่นอน ซึ่งโอเพ่นซอร์สได้เข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว มีหลายฝ่ายอยากใช้ แต่ก็ยังมีการยึดติดกับซอฟต์แวร์แบบเดิมๆและมีการกังวลถึงบั๊กที่จะเกิดขึ้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะใช้ซอฟต์แวร์แบบไหน จะต้องเสียเงินซื้อหรือไม่ก็ตามก็มีโอกาสเกิดบั๊กได้ทั้งนั้น

โอเพ่นซอร์ส คือ ซอฟต์แวร์ที่ให้ไปพร้อมกับซอร์สโค้ด ซึ่งซอร์สโค้ด คือ ซอฟต์แวร์ต้นฉบับ โดยจะต้องสามารถอ่านเข้าใจ และอยู่ในรูปแบบที่สามารถปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมได้ อีกทั้งยังมีอิสระในการนำไปใช้ นำไปแจกจ่ายด้วย โดยจะคิดค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการอนุญาต ดังที่เราจะเห็นตัวอย่างโอเพ่นซอร์สที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ลินุกซ์ ซึ่งกลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับวินโดว์สได หรือเพิร์ล, ไฟร์ฟอกซ์, อะแพชี เว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เป็นต้น จึงนับว่าเป็นแนวทางใหม่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของการเปิดโอกาสให้โปรแกรมเมอร์คนอื่นๆทั่วไป สามารถเข้ามาตรวจสอบแก้ไข และร่วมพัฒนาได้ ดังนั้นถ้าทุกคนร่วมมือกันก็น่าจะสามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถและมีเสถียรภาพสูงขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาบั๊กได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ราคาสูงอย่างในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจริยธรรมในการแบ่งปัน และการไม่ใช้ซอฟต์แวร์อย่างละเมิดลิขสิทธิ์ รวมทั้งทำให้เกิดความร่วมมือกันในสังคมอีกด้วย

สำหรับบริษัทต่างๆที่ไม่กล้าใช้โอเพ่นซอร์สเพราะกลัวว่าจะมีปัญหา แล้วทำให้งานหยุดชะงักนั้นก็คงไม่ต้องกลัว เพราะดูได้จากองค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย หรือ กฟผ. ที่ได้ริเริ่มเรื่องซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส มานาน เริ่มจากเซิร์ฟเวอร์ขยายมาเรื่อยๆ และลงเป็นแผนจริงจัง มีการขยายการใช้งานไปสู่เดสก์ท็อป แม้ระบบปฏิบัติการที่พนักงานใช้ทั่วๆ ไปยังเป็นวินโดว์สอยู่ แต่ซอฟต์แวร์สำหรับการทำงานตัวอื่นๆ ซึ่งเป็นโอเพ่นซอร์ส ถูกขยายการใช้งานไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ต้องเสียเงิน และไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ใครด้วย และสามารถช่วยประหยัดงบประมาณได้ราวปีละ 30 ล้านบาท ดังนั้นถ้าองค์กรใหญ่ระดับนี้ยังใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว และอีกส่วนหนึ่งคือ อยากให้คนไทยปรับความคิดที่ว่าของฟรีคือของไม่มีคุณภาพด้วย เพราะจากที่ได้เห็นตัวอย่างโอเพ่นซอร์ส ที่มีประสิทธิภาพและองค์กรที่นำโอเพ่นซอร์สไปปรับใช้แล้วประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าโอเพ่นซอร์สเป็นของฟรีที่มีคุณภาพดี เหมาะที่จะนำไปใช้อย่างมาก เพียงแค่ต้องเปิดใจรับและกล้าลองสิ่งใหม่ๆเท่านั้น

ในระยะเวลาอันใกล้นี้ประเทศไทยจะมีประกาศกำหนดปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อย่างจริงจังโดยกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ หรือบีเอสเอ (บิซิเนส ซอฟต์แวร์ อัลไลน์ซ) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อดำเนินการกับองค์กรธุรกิจที่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งหากตรวจพบจะถูกจัดการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ดังนั้นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับทุกคน ทั้งบุคคลทั่วไปและองค์กรธุรกิจที่จะได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย

ข้อดีของโอเพ่นซอร์ส
• การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีเสถียรภาพ และเนื่องมาจากกลไกในการตรวจสอบจากสาธารณะ เป็นกลไลโดยอ้อมให้ผู้พัฒนาเขียนซอร์สโค้ด(โปรแกรมต้นฉบับ) อย่างระมัดระวังเพราะรู้ว่าจะต้องมีคนมาอ่านผลงานของเขาซึ่งผู้อ่านเอง เมื่อเห็นข้อพิดพลาดในโปรแกรม ก็จะแจ้งไปยังผู้สร้างโปรแกรมนั้นเพื่อปรับปรุงแก้ไข เมื่อนักพัฒนาหลายๆคนร่วมกันพัฒนาโปรแกรมเดียวกันจุดบกพร่องย่อมถูกพบได้โดย ง่าย พฤติกรรมการช่วยเหลือกันในหมู่นักพัฒนานี้มีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดที่ว่า ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สเป็นของทุกๆคนร่วมกัน
• เสรีภาพในการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งทุกคนสามารถดาวน์โหลด ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ไปใช้ได้โดยไม่คิดมูลค่า และยังสามารถแก้ไขและแจกจ่ายซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้ในเงื่อนไขเดียวกันอย่างไม่ผิดกฏหมายหรือจริยธรรมด้วย เพราะถือเป็นสมบัติของทุกๆคน ซึ่งจะเห็นว่าประเทศที่มีพื้นฐานทางด้านซอฟต์แวร์น้อยก็สามารถได้รับ ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพ่นซอร์สได้เท่าเทียมกัน หรืออาจสามารถแซงหน้าประเทศที่มีพื้นฐานเดิมมากกว่าก็ได้ ถ้ามีบุคลากรที่มีความรู้เพียงพอศึกษาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สต่างๆ
• ความยืดหยุ่นและความสามารถของซอฟต์แวร์ ทั้งนี้เพราะซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สจะแจกจ่ายไปพร้อมกับซอร์ส โค้ด ซึ่งถ้าหากผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรมได้ ก็สามารถปรับแต่งซอฟต์แวร์นั้นๆให้เข้ากับความต้องการ หรือจะเพิ่มความสามารถต่างๆ ให้กับซอฟต์แวร์นั้นๆ ก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากซอฟต์แวร์ดั้งเดิม ที่จำกัดผู้ใช้ ให้ใช้แต่สิ่งที่ถูกกำหนดมาให้แล้วเท่านั้น
• เป็นการสนับสนุนการศึกษา โดยเป็นการให้นักเรียนนักศึกษาได้เพิ่มประสบการณ์ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกับนักพัฒนาอื่นๆ ได้ซึมซับวิธีการเขียนโปรแกรมที่ดีและเทคนิคต่างๆจากผู้มีประสบการณ์มากกว่า นักเรียนนักศึกษาจะมีโอกาสที่จะเข้าไปแก้ไขปรับปรุงซอฟต์แวร์นั้นๆ ให้ดีขึ้นได้ และเป็นการเปิดโอกาสในการแสดงความสามารถพิเศษของเขาในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยกับโปรแกรมแบบดั้งเดิมที่จำกัดผู้ใช้ให้เป็นแต่เพียงผู้แค่ผู้ใช้อย่างเดียว
• ลดค่าใช้จ่ายจากค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ , ลดความเสี่ยงจากการใช้ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

ข้อเสียของโอเพ่นซอร์ส
• ข้อจำกัดในการใช้งานระบบที่อาจจะไม่ตรงตามความต้องการทั้งหมด มีความสามารถไม่ครบ และมีรูปแบบหรือระบบที่ซ้ำกับเว็บอื่นๆ ที่ใช้เหมือนกัน ทำให้ขาดความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวไป
• อาจมีโอกาสเกิดบั๊กได้มากกว่าซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เนื่องจากช่วงแรกที่ผลิตซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ออกมานั้นอาจเกิดบั๊ก ซึ่งก็คือ ความผิดพลาดทางเทคนิค หรือความบกพร่องของคำสั่งในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้เขียนหรือผู้พัฒนาโปรแกรมทำคำสั่งผิด ทำคำสั่งขาดตกบกพร่อง หรือไม่ได้เขียนดักเงื่อนไขต่างๆไว้ไม่ให้ผู้ใช้ทำอะไรที่ผิดไปจากกรณีปกติ ซึ่งจะมีผลให้ระบบงานทั้งหมดหรือบางส่วนชะงัก ไม่ทำงานตามหน้าที่ที่ออกแบบไว้

การนำโอเพ่นซอร์สมาปรับใช้ในองค์กรธุรกิจ
แม้จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า การนำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สมาใช้งานอย่างจริงจังนั้น มีประโยชน์ต่อองค์กรมากมายเพียงใด แต่องค์กรหลายแห่งมักตั้งแง่ว่า แล้วโปรแกรมโอเพ่นซอร์สจะสามารถนำมาใช้งานในเชิงธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ประสิทธิภาพของโปรแกรมจะเพียงพอต่อความต้องการขององค์ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เรากลัวกันไปเองทั้งสิ้น เพราะถ้าลองนำมาใช้จริงๆแล้วจะทราบว่าการนำซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สมาใช้ในองค์การหรือบริษัทจะทำให้ช่วยลดต้นทุนการทำงาน ในขณะเดียวกันจะสร้างโอกาสสำหรับยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีของอุตสาหรรมซอฟต์แวร์ในประเทศด้วย อีกทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากโปรแกรมโอเพ่นซอร์ส มีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถลดต้นทุนลงได้ โดยเฉพาะเมื่อมีทางเลือกที่เป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทยทำเองยิ่งเป็นสิ่งที่ดีและ ควรส่งเสริม เมื่อมีปัญหาเราก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้เร็ว สามารถที่จะประยุกต์ใช้งานได้ตามความต้องการที่เหมาะสม ทั้งด้านความสามารถในการใช้งาน และการแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอการสนับสนุนจากผู้ผลิตที่อยู่ต่างประเทศ ที่สำคัญความสามารถของอุปกรณ์ก็มีความสามารถเทียบได้กับผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่วนเหตุผลที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้อุปกรณ์จากต่างประเทศ น่าจะมาจาก ความไม่เข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้และไม่ชอบใช้สิ่งที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ไม่มีความมั่นใจในการใช้งาน เมื่อนำมาใช้งานแล้วติดขัด เกิดปัญหา ทำให้ไม่สามารถจะนำมาใช้งานเองได้จึงเลือกที่จะซื้อสินค้าสำเร็จจากต่าง ประเทศ ซึ่งมักจะมีราคาแพงเกินความจำเป็นต่อการใช้งาน ทำให้องค์กรต้องสิ้นเปลือง
แต่การที่จะใช้โอเพ่นซอร์สให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ได้นั้น องค์กรก็ต้องมีการอบรม ให้ความรู้กับพนักงานและผู้บริหารต้องมีนโยบายในการผลักดันและ ส่งเสริมอย่างชัดเจนและแน่วแน่ รวมถึงการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งดูได้จากความจำเป็นของงาน ดังที่จะเห็นได้จากตัวอย่างบริษัทที่มีการใช้โอเพ่นซอร์สได้ทำ เช่น กฟผ. , บริษัท ดิจิแลนด์ (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT Telecom Public Company Limited เป็นต้น แล้วถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันและทำได้อย่างที่กล่าวมานี้แล้ว ก็เชื่อว่าองค์กรน่าจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง และจะเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของการใช้งานโปรแกรมโอเพ่นซอร์สในประเทศไทย และแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมโอเพ่นซอร์สไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่เข้ามาแก้ปัญหาด้านลิขสิทธิ์ และค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ให้แก่องค์กรเท่านั้น หากแต่ในปัจจุบันบริษัทผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สคนไทย ยังมองเห็นโอกาส นำโปรแกรมโอเพ่นซอร์สไปพัฒนาต่อยอด สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจให้เปิดกว้างด้วยเช่นกัน ซึ่งก็จะทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาและสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิด้วย

ข่าวต้นฉบับ
โอเพ่นซอร์ส…อ่อนไหวต่อแรงสะกิด
คอลัมน์ ไอที-นวัตกรรม : ไอทีไร้พรมแดน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 08:00
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com /home/detail/it/global/20100630/340469/โอเพ่นซอร์ส…อ่อนไหวต่อแรงสะกิด .html

ล้มลุกคลุกคลาน กันมาน่าดูสำหรับ "โอเพ่นซอร์ส" ไทย บางจังหวะดูเหมือนจะเกิดความตื่นตัว แต่พอเกิดเหตุกระทบกระเทือนแม้เพียงน้อยก็ซวดเซได้ทันใด
ล้มลุกคลุกคลานกันมาน่าดูสำหรับสถานการณ์ "โอเพ่นซอร์ส" ของไทย บางจังหวะดูเหมือนจะเกิดความตื่นตัวไปทั่วทั้งวงการผู้ใช้ ผู้พัฒนา ผู้สนับสนุนอย่างหน่วยงานรัฐ แต่พอเกิดเหตุกระทบกระเทือนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้ซวดเซไปทันใด
ล่าสุด กรณีนิตยสารไอทีฉบับหนึ่งเขียนถึง "21 บั๊ก" ที่พบในโอเพ่นออฟฟิศ ก็เกิดการโต้แย้งกันอย่างมากมาย กว้างขวาง โดยเฉพาะบนโลกไซเบอร์ด้วยประเด็นที่ว่า บางเรื่องก็ไม่ใช่บั๊กจริง บางสิ่งเป็นลำดับขั้นการพัฒนา บั๊กจริงก็มีอยู่บ้างซึ่งต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกันไป และแม้แต่ซอฟต์แวร์ไลเซ่นก็มีบั๊ก
ช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา แฟนพันธุ์แท้โอเพ่นซอร์ส และผู้ประกอบการดูจะเจ็บช้ำน้ำใจ เหนื่อยไม่รู้จบ ด้วยเหตุผู้บริหารของหน่วยงานผู้ใช้เกิดความกังวลว่า ใช้โอเพ่นซอร์สแล้วจะทำให้งานใน องค์กรชะงักงันไปหรืออย่างไร ควรจะลงทุนโอเพ่นซอร์ส หรือกลับไปใช้ซอฟต์แวร์ไลเซ่นเดิมๆ ซึ่งการซื้อการลงทุนใหม่ๆ เรียกว่า ปิดประตูไปได้เลย
นานาอุปสรรคถล่ม
"ปัญหาที่เกิดขึ้นกระเทือนต่อ ลูกค้าองค์กร แต่โครงการอีโคโลนักซ์ ซึ่งติดตั้งซอฟต์แวร์บนเครื่องพีซีให้ลูกค้า ไม่กระเทือนเท่าไร ได้รับข้อมูลมาว่า ลูกค้ารายใหม่ไม่ตัดสินใจซื้อ เกิดความลังเล ผู้ใช้เดิมก็มีคำถาม หากก็ยังมีองค์กรใหญ่ๆ ที่มั่นใจ" วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผู้ฟูมฟัก "โอเพ่นซอร์สมาเฉียด 20 ปี "ตั้งแต่ลูกสาวคนเล็กผมยังไม่เกิด จนตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยปี 2 แล้ว" เล่า
เขาบอกด้วยว่า หน่อของโอเพ่นซอร์สยังเล็กมาก แม้จะมีกิจกรรมมาหลายปี แต่ก็ยังไม่ไปถึงไหน ระหว่างทางมีอุปสรรคขวากหนามตลอดมา หากเขาก็มีความสุข และภูมิใจที่สามารถสนองความต้องการซอฟต์แวร์ของตัวเอง
เขา พูดได้เห็นภาพว่า จากอดีตต้องงอนง้อบริษัทใหญ่ๆ พอสมควร เพราะเห็นว่า ตลาดไทยเล็กเกินกว่าจะเข้ามาปรับซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับความต้อง การใช้งานของตลาด แต่โอเพ่นซอร์สทำให้ทำเองได้
พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า แต่ละซอฟต์แวร์จะมีธรรมชาติของตัวเอง มีข้อจำกัด มีบั๊กบางอย่าง กระทั่งซอฟต์แวร์ค่ายใหญ่ที่ต้องเสีย เงินสูงๆ ซื้อมาก็มี หากโอเพ่นซอร์สยังโดนกระหน่ำจากการ ล็อบบี้ของค่ายใหญ่ ถึงอุปสรรคการใช้งาน การหาบุคลากรที่เหมาะสมมาดูแล แก้ไขปัญหาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เขาหวังว่า ในอนาคตอันใกล้จะเกิดความร่วมมือระหว่างผู้ใช้งาน และผู้พัฒนาให้แก้ไขได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ การประชุมหน่วยงานผู้ใช้ขนาดใหญ่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) ได้ตกลงกันว่า จะหางบประมาณมาสนับสนุน และสร้างความมั่นใจ ปรับปรุงโอเพ่น ออฟฟิศ ให้ดีขึ้นถึงระดับใช้งานได้สะดวก มีทั้งการเคหะแห่งชาติ (กคช.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท เอส แอนด์ พี ชินดิเคท จำกัด (มหาชน) เครือปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเบื้องต้น กฟผ. รับไปหางบประมาณช่วง 4-5 เดือนที่เหลือประมาณ 4-5 แสนบาทมาปรับแก้บั๊ก โดยเนคเทคจะเป็นตัวกลางหาผู้มีส่วนร่วม
"อยากให้พัฒนา และแตกไลน์ในประเทศ ซึ่งดูอยู่หลายแพลตฟอร์ม แต่ความแพร่หลายของโอเพ่นซอร์สอาจไม่มาก ขอเพียงเกิดนักพัฒนา และปรับแต่งได้เองและเร็ว โอเพ่นซอร์สอายุไม่ยืน ไลฟ์ไซเคิลสั้น เปลี่ยนเวอร์ชั่นก็อาจเปลี่ยนโค้ดเลย จะเหนื่อยต่อการดูแล และการจะได้งบประมาณ หรือไม่ได้ ก็ยังไม่แน่นอน จากที่ของบไทยเข้มแข็งไป เนคเทคต้องดูความเหมาะสม และหาโมเดลที่ยั่งยืนของแนวทางสนับสนุน รวมทั้งงบประมาณ"
กฟผ. ยันทุกซอฟต์แวร์มีปัญหา
มา ฟังเสียงผู้ใช้รายใหญ่อย่าง กฟผ. กันบ้าง "พิสิษฐ์ อิงคะสุวรรณ์" ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ บอกว่า กฟผ. ใช้โอเพ่นซอร์สมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยนโยบายพัฒนาโดยระบบเปิด ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ใดๆ ปัจจุบันพีซี 1 หมื่นเครื่องใช้งานไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 30% โอเพ่นออฟฟิศ 70%
"เมื่อมีข่าวออกมา ก็เทียบได้ระหว่างรู้กับไม่รู้ เหมือนการใช้ไฟ มีใช้กับไม่มีใช้ เลือกอย่างไหน เพราะไฟก็มีทั้งคุณและโทษ ที่ กฟผ. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ผู้บริหาร ผู้ใช้ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ผู้บริหารเป็นกลุ่มผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ผลิต พอเห็นข่าวก็สอบถามมา ซึ่งได้ชี้แจงไปก็หมดปัญหา ไม่ทำให้การใช้โอเพ่นซอร์สหยุดชะงักใดๆ ที่นี่เราเตรียมความพร้อมมานาน มีกระบวนการรองรับ ก่อนใช้เราศึกษารู้ว่าตรงไหนเป็นจุดอ่อน เราก็ปิดซะ เราอบรมการใช้งานทุกปี ใช้ซอฟต์แวร์ไลเซ่นก็ต้องอบรมทุกปี เช่นกัน"
ทั้งนี้ การเลือกใช้งานของ กฟผ. มีทั้งของแพง ของถูก การใช้โอเพ่นออฟฟิศไม่ใช่ของฟรีทั้งหมด แต่เป็นการให้อิสระแก่ระบบ สิ่งที่ได้เป็นการสร้างขึ้น ไม่ใช่ซื้อ หรือจ่ายเงินเพื่อได้มา และยังลดค่าบำรุงรักษาที่สูงขึ้นทุกวัน ทั้งเมื่อเป็นของตัวเองจะนำไปให้ใครใช้ก็ทำได้
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ใดๆ ของ กฟผ. ขึ้นกับความจำเป็นต้องใช้ ผ่านการศึกษาว่างานใดจำเป็น และพัฒนาบุคลากรให้รู้จักเลือกของที่เหมาะสม ซึ่งจะประหยัดงบประมาณลงได้
"โอเพ่นซอร์ส ใช้กันทั้งองค์กร เริ่มจากเทรนคน ใครจำเป็นต้องใช้มาก หรือน้อย ใช้บางอย่าง ใช้ร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่อ้างไม่สะดวก เพราะฝึกกันได้ สอนให้รู้ค่า คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึก ไม่เลือกตามกระแส แต่ตามความเป็นจริง"
ยืนยันหนุนโอเพ่นซอร์ส
นายวิโรจน์ อัศวรังสี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิแอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด เจ้า ของลิขสิทธิ์การพิมพ์นิตยสารพีซีเวิลด์ฉบับภาษาไทย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ร่วมโปรโมตโอเพ่นซอร์สมามากกว่า 10 ปี และในบริษัทก็แนะนำ แกมบังคับพนักงานใช้โอเพ่นซอร์ส โอเพ่น ออฟฟิศ ขอให้ก้าวข้ามปัญหา และมองไปข้างหน้าที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้น เพราะเป็นซอฟต์แวร์ของมหาชน มีผู้ใช้จำนวนมาก
"เราเป็นแบ็คอัพโอเพ่นซอร์สมายาว และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อน เสียงวิจารณ์ที่ว่าแรงไป ก็พร้อมรับฟัง หากมีข่าวดีก็ขอให้เราเป็นช่องทาง และทำอย่างไรจะลดซอฟต์แวร์เถื่อนให้เหลือน้อยกว่า 75% ขอเป็นกลไกของซิป้า และเนคเทค ทำให้ไทยมีศักดิ์ศรียืนบนเวทีโลก"