5210211040 IT Report 2

'อีซีไอที' ขยับอีอาร์พีสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล

สรุปข่าว

ak3p1.gif

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศหรืออีซีไอที เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนำระบบไอทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรบนเทคโนโลยีระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง และผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อก้าวสู่การทำธุรกรรมออนไลน์อย่างสมบูรณ์

jw630.jpg

โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2552 - 2554 มีซอฟต์แวร์ฝีมือคนไทยให้บริการบนระบบคลาวด์คอมพิวติ้งแล้ว 16 บริษัท และได้คัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการเพื่อใช้ไอทีในการบริหารจัดการ 150 บริษัท แบ่งเป็นใช้ซอฟต์แวร์อีอาร์พีสำหรับบริหารจัดการทุกส่วนขององค์กร 100 บริษัท และเป็นซอฟต์แวร์เชิงเดี่ยวหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานเฉพาะส่วน 50 บริษัท ติดตั้งระบบและใช้งานจริงแล้ว 85 บริษัท ช่วยลดต้นทุนให้กับเอสเอ็มอีได้เฉลี่ยรายละ 3 แสนบาท

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังมีการอบรมบุคลากรด้านไอทีให้กับเอสเอ็มอี เพื่อทำร้านค้าออนไลน์ หรือ อี-มาร์เก็ตเพลส ที่เว็บไซต์ www.thaitechno.net ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมแล้ว 700 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรม ส่วนเอสเอ็มอีที่มีเว็บไซต์ของตนเองกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดอบรมหลักสูตรการทำตลาดออนไลน์ช่วยให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ที่เป็นการซื้อขายกันแบบผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง

โครงการอีซีไอทีนี้มีเป้าหมายจะสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้ามาใช้ไอทีอีก 200 บริษัทและขยายการสนับสนุนสู่เอสเอ็มอีในต่างจังหวัด รวมทั้งผลักดันให้เอสเอ็มอีเข้าสู่การทำร้านค้าออนไลน์เพิ่มอีก 1,500 บริษัท และทำตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ของตนเองเพิ่มอีก 100 บริษัทเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกก่อนขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เพื่อให้ก้าวจากการใช้งานซอฟต์แวร์อีอาร์พีสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์


วิเคราะห์ข่าว

ปัจจุบันมีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กร ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่ง เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในสินค้าหรือบริการ เพื่อให้เกิดโอกาสทางตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับการบริหาในธุรกิจอุตสาหกรรม

68497stayintouch.jpg

แนวโน้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านไอทีที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้นวัตกรรมและแนวคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หนึ่งในนั้น คือ เทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง ที่มีแนวคิดด้านบริการโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน อาจตั้งอยู่ในห้องเดียวกันหรือคนละซีกโลกได้ โดยระบบจะทำงานสอดประสานกันแบบรวมศูนย์จึงลดค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากต่างๆที่สำคัญคือระบบไม่ได้ถูกจำกัดในเรื่องของสมรรถนะและขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ สามารถตอบสนองความต้องการของทำงานของเว็บไซท์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที จึงถือได้ว่าคลาวด์ คอมพิวติ้ง เป็นนวัตกรรมทางด้านดาต้าเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่แห่งอนาคต การลงทุนสำหรับระบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

อีอาร์พีเป็นระบบซอฟท์แวร์ขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้ในการวางแผนทางด้านต่าง ๆ เหมาะสำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ช่วยให้ควบคุมการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกระจายข้อมูลและอัพเดทได้อย่างทั่วถึง ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซาก เนื่องจากระบบจะบันทึกของมูลลงเพียงครั้งเดียวแต่ทุกคนในบริษัทสามารถเปิดออกมาดูได้จากหลายๆแผนก ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน

ในปัจจุบันนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่องค์กรทั้งหลายกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที องค์กรต่างๆจึงมุ่งไปสู่การบริหารที่มีการสร้างเครือข่ายกับองค์กรอื่นเพื่อเปลี่ยนไปเป็นองค์กรยุคใหม่ และจากความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ต ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการติดต่อเชื่อมโยงกันอย่างง่ายดาย ซึ่งเพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้เร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ลดลง จึงกล่าวได้ว่าระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งและอีอาร์พีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถตอบสนองความต้องการจุดนี้ได้อย่างลงตัว


ข้อดีของการหันมาใช้ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้งและอีอาร์พี

erp_consulting.jpg
  1. สามารถพัฒนาบริการให้ทันกับความต้องการของตลาด ปัจจุบันฝ่ายต่างๆ ในองค์กรมีการจัดเก็บข้อมูลไว้มากมายอยู่ในรูปแบบเอกสารหรือตารางต่างๆ ในฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้อาจจะกระจัดกระจายอยู่ในแต่ละฝ่ายในองค์กร มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ฝ่ายบัญชีของบริษัทอาจจะมีระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลยอดขายในแต่ละเดือนและทำรายการเสนอไปยังฝ่ายต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปข้อมูลนี้ก็จะถูกเก็บไว้ต่างหาก โดยไม่ได้นำมาใช้อีกทั้งๆ ที่ข้อมูลนี้อาจจะมีประโยชน์กับฝ่ายการตลาดในกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ หรืออาจจะมีประโยชน์กับผู้บริหารบริษัทในการกำหนดนโยบายหรือทิศทางการดำเนินงานของบริษัท
  2. ลดการทำงานและบันทึกข้อมูลซ้ำๆโดยหันไปใช้วิธีการอัตโนมัติเข้ามาแทนการทำงานที่ใช้กระดาษและการทำงานด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างหน่วยงานและปรับความร่วมมือในการทำงานใหม่ อันจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
  3. ขจัดอุปสรรคเรื่องระยะทางไกลออกไปได้จึงทำให้งานบางอย่างบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องทำในบริษัท เช่น พนักงานสามารถตระเวณไปพบลูกค้า และปรับปรุงข้อมูลการขายได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษมากมายอย่างแต่ก่อน พนักงานบางแผนกสามารถทำงานได้ขณะอยู่ในรถโดยสาร อยู่ที่บ้าน และที่อื่น ๆ บริษัทเหล่านี้จะมีสำนักงานกลางเพียงเพื่อพบปะกับลูกค้าและพนักงาน ไม่ต้องมีบริษัทเพื่อให้พนักงานเข้าไปทำงาน ดังนั้นเราจะไม่เห็นคลังพัสดุ คลังเก็บสินค้าของบริษัทแบบนี้ เพราะใช้ระบบเชื่อมโยงกับผู้จัดหาสินค้าด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง นำสินค้ามาส่งให้เท่าที่ต้องการและในเวลาที่กำหนดได้เสมอ
  4. สร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรวมธุรกิจในเครือซึ่งได้มาจากการซื้อกิจการให้เป็นเอกภาพ สามารถสร้างระบบงานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีความยืดหยุ่นในการขยายระบบ สามารถรับมือกับการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรได้อย่างรวดเร็ว
  5. พัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้สามารถป้อนข้อมูลความต้องการหรือตรวจสอบข้อมูลสินค้าคงคลังได้โดยตรง
  6. หากมีการกระจายข้อมูลถึงกันระหว่างหน่วยการต่างๆในห่วงโซ่อุปทานย่อมช่วยให้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมได้รวดเร็วและมีคุณภาพมากขึ้น เกิดการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ ลดระยะเวลาของวงจรการผลิต ขยายธุรกิจได้โดยเป็นผลจากการปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้ค้าปลีกและผู้รับจ้างผลิต จากการให้มีการใช้ข้อมูลร่วมกันแก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า และผู้จำหน่ายวัตถุดิบทำให้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในบางระดับไปได้มากเพราะใช้ระบบไอทีเข้ามาแทนทำให้ประสิทธิภาพของธุรกิจดีขึ้น
  7. ลดค่าใช้จ่ายขององค์กร ลดต้นทุนเรื่องสินค้าคงคลัง
  8. เพิ่มความพอใจของลูกค้า ขยายขีดจำกัดจำนวนลูกค้าที่สามารถดูแลได้

สิ่งที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติม

chap12_clip_image001.jpg

หากต้องการจะดึงให้องค์กรธุรกิจต่างๆ หันมาใช้ระบบไอทีต่างๆโดยเฉพาะ Cloud Computing มากขึ้น เรื่องความปลอดภัยถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจและพัฒนาให้น่าเชื่อถือ เพราะผู้ที่จะมาใช้บริการย่อมจะให้ความสำคัญ และตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าเข้ามาใช้บริการแล้ว ผู้ให้บริการจะเตรียมระบบความปลอดภัยเพื่อดูแลข้อมูลต่างๆมากน้อยขนาดไหน และ จะรับผิดชอบอย่างไรในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมา เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดรับประกันความปลอดภัยจากการถูกโจมตีได้ 100% เพียงแต่กล่าวว่ามีการใช้ความพยายามสูงสุดในการดูแลรักษาความปลอดภัย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะใช้บริการที่จะต้องตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน ความสำเร็จที่ผ่านมาและจำนวนฐานลูกค้าเป็นอย่างไร เพราะหากราคาถูก ความปลอดภัย ก็อาจจะอยู่คนละระดับต่างกับราคาที่สูง ซึ่งไม่คุ้มค่ากับรายจ่ายที่ประหยัดไปได้

อีกเรื่องที่สำคัญคือการสร้างความมั่นใจของผู้ให้บริการว่าจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเปิดเผยข้อมูลของเราแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบที่สามารถตรวจสอบได้ แต่ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ให้บริการควรต้องมีการกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบให้ชัดเจน รวมถึงอาจต้องมี Certificate หรือนำเสนอเทคโนโลยีความปลอดภัยให้ลูกค้าเห็น เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและเลือกที่จะใช้บริการด้านนี้เพิ่มขึ้น


ข่าวต้นฉบับ

'อีซีไอที' ขยับอีอาร์พีสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล

6v2g2.jpg

จากแนวคิดดันผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้นำไอทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการงาน เพื่อลดต้นทุน บนเทคโนโลยีระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ล่าสุด กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งเป้าหนุนเอสเอ็มอีใช้ไอทีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และก้าวสู่การทำธุรกรรม ออนไลน์อย่างสมบูรณ์

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่ง เสริมอุตสาห กรรม (กสอ.) กล่าวว่า โครงการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ (อีซีไอที) เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2554 มีเป้าหมายสนับสนุนให้ เอสเอ็มอีเข้ามาใช้ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง โดยปี 2552 เปิดตัวโครงการพร้อมคัดเลือกซอฟต์แวร์ฝีมือคนไทยให้บริการบนระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ปัจจุบัน (ปี 2553) มีซอฟต์แวร์ให้บริการแล้ว 16 บริษัท และคัดเลือกเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการเพื่อใช้ไอทีในการบริหารจัดการ 150 บริษัท แบ่งเป็นใช้ซอฟต์แวร์อีอาร์พี หรือ Enterprise Resource Planning (ERP) สำหรับบริหารจัดการทุกส่วนขององค์กร 100 บริษัท และเป็นซอฟต์แวร์เชิงเดี่ยว หรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานเฉพาะส่วน เช่น โปรแกรมบัญชี และโปรแกรมบริหารสินค้าคงคลัง อีก 50 บริษัท ภายใต้งบประมาณ 38 ล้านบาท ติดตั้งระบบและใช้งานจริงแล้ว 85 บริษัท ช่วยลดต้นทุนให้กับเอสเอ็มอีได้ 25 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 3 แสนบาท

นายอาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากสนับสนุนให้เอสเอ็มอีใช้ไอทีในการบริหารจัดการองค์กรแล้ว กสอ.ยังอบรมบุคลากรด้านไอทีให้กับเอสเอ็มอี เพื่อทำร้านค้าออนไลน์ หรือ อี-มาร์เก็ตเพลส ที่เว็บไซต์ www.thaitechno.net ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีเข้าร่วมแล้ว 700 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรม ระหว่างบริษัทซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อเดือน คาดสิ้นเดือน ก.ย. นี้จะมีร้านค้า ออนไลน์รวม 1,000 บริษัท ส่วนเอสเอ็มอีที่มีเว็บไซต์ของตน เอง กสอ.จัดอบรมหลักสูตรการทำตลาดออนไลน์ ส่งผลให้ 142 บริษัทที่มี เว็บไซต์มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 158% มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ 13% เป็นการซื้อขายกันแบบผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง

k8erp.jpg

สำหรับโครงการอีซีไอที ปี 2554 นายอาทิตย์ กล่าวว่า ยังเน้นผลักดันให้เอสเอ็มอีใช้ไอทีบนระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยงบประมาณ 40 ล้านบาท โดยตั้งเป้าสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้ามาใช้ไอทีอีก 200 บริษัท รวมทั้งขยายการสนับสนุนสู่เอสเอ็มอีในต่างจังหวัด แบ่งเป็นในพื้นที่หัวเมือง ใหญ่ ๆ 30% และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 70% พร้อมดันเอสเอ็มอีเข้าสู่การทำร้านค้าออนไลน์เพิ่มอีก 1,500 บริษัท และทำตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์ของตนเองเพิ่มอีก 100 บริษัท

ขณะนี้ประเทศไทยมีเอสเอ็มอีประมาณ 2.2 ล้านบริษัท นายอาทิตย์ ระบุว่า ปี 2554 กสอ.จะผลักดันให้เกิดการทำธุรกรรมอิเล็ก ทรอนิกส์ในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ร่วมโครงการและใช้ซอฟต์แวร์อีอาร์พี โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกก่อนขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ซึ่งก้าวจากการใช้งานซอฟต์แวร์อีอาร์พี สู่การแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำธุรกรรมซื้อขายออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ไต้หวัน เกาหลี และสิงคโปร์ เริ่มทำแล้ว

“โครงการอีซีไอที เป็นโครงการนำร่องที่กระตุ้นให้เอสเอ็มอีนำไอทีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และทำให้เอสเอ็มอีด้วยกันเห็นประโยชน์จากการใช้ไอที ซึ่งเชื่อว่าแม้โครงการอีซีไอทีจะจบ แต่ได้สร้างรูปแบบการใช้งานระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และเอสเอ็มอี กล้าที่จะลงทุนมากขึ้น” นายอาทิตย์ กล่าว

จากการประเมินผลโครงการอีซีไอทีปี 2552 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง กสอ.ให้เป็นที่ปรึกษา พบว่า งบประมาณการสนับสนุนโครงการอีซีไอทีปี 2552 จำนวน 42 ล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาห กรรมในสัดส่วนลงทุน 1 บาท ได้กลับมา 2.92 บาท ส่วนผลการประเมินโครงการปี 2553 จะเปิดเผยได้ในเดือน ม.ค. 2554


ที่มา:
http://dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=316&contentID=85783

อ้างอิง:
http://www.ecommerce-magazine.com/index.php?option=com_content&task=view&id=3448&Itemid=48
http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=2482&Itemid=40
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nuenggolf