5210211032 ชวิศ เรื่อง SMT กำไรพุ่งหลังสมาร์ทโฟนบูม

สรุปข่าว

สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศกำไรไตรมาส 2 พุ่ง 94% หลังได้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่ม 2 ราย ส่งผลออร์เดอร์สินค้าหลักยาวถึงสิ้นปี ปรับเป้าสิ้นปีเติบโต 80% จากการผลิตชิ้นส่วนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสมาร์ทโฟนอย่างหน้าจอทัชสกรีน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ในไตรมาสที่ 2 สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเกิดจากสินค้าในกลุ่ม Blue Ocean หรือ สินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย เช่น หน้าจอทัชกรีน เซ็นเซอร์อัจฉริยะวัดระดับลมยางรถยนต์ และโมดุลสำหรับ เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ขนาดพกพาที่ใช้เลเซอร์ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดโลก โดยเป็นผลมาจาก 3 กลยุทธ์ Highs คือ 1. High-Tech 2. High-Growth 3.High Profits ที่มุ่งเน้นสินค้าระดับไฮเอนด์ ที่มีกำไรสูงและเติบโตเร็ว
คาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนจะเพิ่มเป็น 500 ล้านเครื่องภายในปี 2555 จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ โดย SMT ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของโลกจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากบริษัทฯ มีเทคโนโลยีของตนเองที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากการพัฒนามากว่า 4 ปี

วิเคราะห์ข่าว

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 โดย (1) กลุ่มผู้บริหาร (2) บริษัท เทคโนโลยี แอพพลิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด (“TATL”) (3) Itochu Corporation และ (4) Multichip Assembly Inc. เพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Manufacturing Services หรือ EMS) โดยในระยะแรก บริษัทมีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจำนวน 45 ล้านบาท ต่อมาในปี 2541 บริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและเพิ่มทุน โดยกลุ่มคุณสมนึก ไชยกุล ได้เข้าซื้อหุ้นที่กลุ่ม TATL ถืออยู่ทั้งหมด และในปีเดียวกันนั้น SIIX Singapore Pte. Ltd. ได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยถือหุ้นประมาณร้อยละ 7 นอกจากนี้ ในปี 2547 บริษัทได้ดำเนินการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับกรรมการและพนักงานของบริษัท และในวันที่ 23 กันยายน 2553 บริษัทได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทประกอบด้วย (1) กลุ่มคุณสมนึก ไชยกุล (2) กลุ่มกรรมการและผู้บริหาร และ (3) พันธมิตรธุรกิจ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 42.45, 10.95 และ 10.25 ตามลำดับ
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุดในโลก บริษัทให้บริการรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แก่กลุ่มลูกค้าซึ่งประกอบด้วยบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลก โดยบริษัทสามารถให้บริการแบบครบวงจร รวมถึงการร่วมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Joint Innovation) ระหว่างลูกค้าและทีมวิศวกรชั้นนำของบริษัท ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัย ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตในส่วนของ Microelectronic Module Assembly (“MMA”) ประมาณ 100 ล้านชิ้นต่อปี และในส่วนของ Integrated Circuit (“IC”) Packaging ประมาณ 1,200 ล้านชิ้นต่อปี โดยสามารถผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หลากหลาย

ลักษณะของผลิตภัณฑ์

บริษัทประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Manufacturing Services หรือ EMS) ให้กับเจ้าของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (Original Equipment Manufacturer หรือ OEM) ผู้รับจ้างผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Subcontractor) และผู้รับจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (Fabless Company) โดยบริษัทรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย
4.1.1 การผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Microelectronics Module Assembly)
บริษัทรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2553 บริษัทมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 100 ล้านชิ้นต่อปี ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทให้บริการ อาทิ เช่น
 การรับจ้างผลิตและประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board Assembly หรือ PCBA) เพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk Control Board) สำหรับทั้งขนาด 2.5 นิ้ว และ 3.5 นิ้ว ให้กับบริษัทหนึ่งในผู้นำในการผลิตฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) รายใหญ่ของโลก
 การผลิตและประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับ Touch Pad ของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Notebook และชิ้นส่วนClick Wheel Interface ในผลิตภัณฑ์เครื่องฟังเพลง MP3 ให้กับบริษัท Fabless รายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำของโลกในการพัฒนาระบบควบคุมการสั่งงานของคอมพิวเตอร์ (Human Interface Solutions) สำหรับคอมพิวเตอร์พกพา (Mobile Computing) อุปกรณ์การสื่อสาร และอุปกรณ์เพื่อการบันเทิง โดยบริษัท Fabless รายดังกล่าว มีส่วนแบ่งการตลาดใน Touch Pad สำหรับคอมพิวเตอร์พกพามากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก
การผลิตและประกอบหน้าจอระบบสัมผัส (Clear Pad) สำหรับโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone และเครื่องเล่น MP4 โดยใช้เทคโนโลยีการเชื่อมแผงวงจรขั้นสูงลงบนแผ่นพลาสติกใส (PET) ซึ่งทำให้มีต้นทุนที่ต่ำและมีความยืดหยุ่นกว่าหน้าจอแบบแก้ว โดย นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone และเครื่องเล่น MP4 แล้ว Clear Pad ยังสามารถนำไปใช้สำหรับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย ในแทบทุกอุตสาหกรรม

 การรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนแบบ PCBA โดยใช้เทคโนโลยี PTH SMT และ COB สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด เช่น โทรศัพท์ เครื่องเป่าผม เครื่องแปรงฟันอิเล็กทรอนิกส์ โทรทัศน์ LCD จอแบนของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ Panasonic และผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่น ๆ
 การรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโทรศัพท์สำนักงานให้กับ NEC ซึ่งเป็นการผลิตและประกอบในส่วนของ LCD Module ที่มีลักษณะคล้ายกับการรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนหน้าจอสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ (LCD Module Assembly)
 การผลิตและประกอบอุปกรณ์สื่อสารระบบ RFID (Radio Frequency Identification) ซึ่งเป็นระบบฉลากที่พัฒนาขึ้นจากระบบฉลากแบบแถบบาร์โค้ด โดยจุดเด่นของ RFID คือสามารถอ่านข้อมูลของฉลากได้โดยไม่ต้องมีการสัมผัส มีคุณสมบัติที่ทนต่อความชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก และสามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ระบบฉลากแบบ RFID เช่น บัตรสำหรับผ่านเข้าออก บัตรจอดรถ และ ระบบฉลากของสินค้า เป็นต้น
 การผลิตและประกอบวงจรในบัตรสมาร์ตการ์ดเป็นบัตรบันทึกข้อมูล โดยสมาร์ตการ์ดจะมีการบรรจุเอาชิปหน่วยความจำไว้ภายในตัวเพื่อจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่หลักในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในบัตรเอาไว้เมื่อบัตรสมาร์ตการ์ดถูกนำไปใช้งานร่วมกับเครื่องอ่าน ตัวอย่างของบัตรสมาร์ตการ์ด อาทิ เช่น บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรประจำตัวประชาชน
4.1.2 การประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวม (Integrated Circuit Packaging หรือ IC Packaging)
ในปัจจุบัน บริษัทให้บริการประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวม (IC Packaging) โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1,200 ล้านชิ้นต่อปีในปี 2553 บริษัทสามารถให้บริการประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวมได้หลายชนิด โดยมีลูกค้าในแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย
 Standard Packaging ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบทั่ว ๆ ไปในตลาดซึ่งมีการผลิตกันมานานจนมีขนาดและรูปแบบเป็นมาตรฐานในตลาดโดยจะมีขนาดใหญ่และหนา ได้แก่ SOIC, TSSOP, SCTO, SOT23, SOT143 เป็นต้น และ Advanced Packaging ซึ่งเป็นการประกอบแผงวงจรในรูปแบบที่เพิ่งมีการพัฒนาโดยจะมีขนาดเล็กและบางมากกว่าชนิด Standard Packaging ได้แก่ TDFN (Thin Dual Flat Non-Lead) UDFN (Ultra-Thin Dual Flat Non-Lead) ตัวอย่างผลิตภัณฑ์การให้บริการประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวม (IC Packaging) มีอาทิเช่นบริษัทผลิตและประกอบอุปกรณ์ Infrared Data Association (IrDA) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณแบบไร้สาย (Wireless) โดยสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบ Notebook เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา (PDA) เครื่อง Printer และกล้องถ่ายรูปแบบ Digital เป็นต้น
 นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำในการประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวมแบบระบบไฟฟ้าเครื่องกลจุลภาค (Micro-Electro-Mechanic Systems หรือ MEMS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตมากในปัจจุบัน โดยบริษัทมีประสบการณ์กว่า 10 ปี ในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี MEMS สำหรับนำไปใช้กับเครื่องวัดแรงดันลมยางรถยนต์ (Tire Pressure Monitoring System หรือ TPMS) กับบริษัท GE Sensing แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอุปกรณ์นี้จะวัดแรงดันลมยางรถยนต์แล้วส่งข้อมูลไปที่แผงหน้าปัดรถยนต์เพื่อบอกระดับแรงดันลมยางให้ผู้ขับขี่ทราบ ปัจจุบันรถยนต์ในต่างประเทศได้มีการนำอุปกรณ์ชนิดนี้ไปติดตั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถบรรทุก นอกจากนี้ การที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายบังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 กำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่จะขายในสหรัฐอเมริกา ต้องมีระบบตรวจวัดแรงดันลมยางนั้น ส่งผลให้ตลาดของอุปกรณ์เครื่องวัดแรงดันยางรถยนต์มีโอกาสขยายตัวสูง และในปี 2555 สหภาพยุโรปจะบังคับใช้เช่นเดียวกัน นอกจากเทคโนโลยี MEMS ที่นำไปใช้กับเครื่องวัดแรงดันลมยางรถยนต์ บริษัทยังนำเทคโนโลยีการผลิตนี้ไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่นเครื่องวัดความดันในอุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป

ข้อได้เปรียบของ SMT
-บริษัทยังคงรักษาลูกค้าเดิมได้อยู่ รวมถึงหาลูกค้าใหม่เข้ามาทำสัญญากับบริษัทได้อยู่ตลอดเวลา
-บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าของบริษัทอยู่ตลอดเวลา
-บริษัทมีหน่วยการผลิตย่อยอยู่ที่ ซิลิคอน วัลเล่ย์ เยอรมัณ และ ญี่ปุ่น
-ธุรกิจบางส่วนของบริษัทเป็นธุรกิจBlue Ocean
-ตลาดสมาทโฟนยังคงมีระดับการโตอย่างต่อเนื่อง
-ระบบTPMSบริษัททำอยู่เพียงเจ้าเดียวในสหรัฐอเมริกาบังคับให้รถยนตต์ทั้งหมดต้องมีรวมถึงจะเกิดขึ้นกับยุโรปใน2ปีข้างหน้า

ปัจจัยความเสี่ยงของ SMT
-ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
-ความเสี่ยงทางด้านการเงิน เช่น Exchange rate
-ความเสี่ยงด้านแรงงาน
-ความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากลูกค้าขั้นปลายน้อยราย

เมื่อเราทราบถึงข้อมูลข้างต้นของSMTแล้วเราก็จะเข้าใจถึงลักษณะธุรกิจทั่วไปของSMTแล้วโดยเราจะเห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปเรื่อยธุรกิจสมาทโฟนเติบโตขึ้นมากในสองสามปีหลังบริษัทก็จะได้ผลประโยชน์จากสัดส่วนนี้ค่อนข้างมากเพราะสมาทโฟนส่วนใหญ่จะมีการใช้ระบบ touch pad รวมถึงพวก Led tv ต่างๆ เมื่อเรามาดูเทรนในอนาคตที่เทคโนโลยีน่าจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมากสินค้าเหล่านี้ในอนาคตน่าจะมีราคาที่ถูกลงจากการแข่งขันที่สูงขึ้นยอดขายของอุปกรณพวกนี้ก็จะมียอดขายที่สูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มากขึ้นเช่นกัน การที่บริษัทมีการร่วมพัฒนาสินค้าลูกค้าตลอดเวลาก็จะลดเรื่องความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีลงไปเพราะเมื่อมีการพัฒนาร่วมกันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลลยีต่างๆบริษัทก็จะรับรุ้ไปพร้อมกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสินค้าในสัดส่วนอื่นของบริษัทคือพวกเซ็นเซอร์ TPMS เป็นเซ็นเซอร์ลมยางรถ รวมถึงถุงลมนิรภัยด้วย โดยที่ตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาบังคับให้รถยนต์ทุกคนต้องมีระบบนี้บริษัทก็จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ด้วยรวมถึงตลาดรถยนต์ในอเมริกาเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจทำให้มียอดการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงในยุโรปก็จะมีการบังคับใช้ระบบนี้ทำให้บริษัทก็จะได้รับอานิสงค์จากการเปลี่ยนแปลงของระบบรถยนต์ในยุโรปด้วย ต่อมาคือ micro projector เป็นสินค้าที่มีขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือไปใส่ในโปรเจคเตอร์ขนาดเล็ก โดยต่อไปน่าจะนำเข้ามาใช้ในระบบของโทรศัพท์มือถือซึ่งบริษัทก็ผลิตเพียงผู้เดียวอีกเหมือนกัน เมื่อมาดูภาพโดยรวมของบริษัทแล้วการใช้กลยุทธ์Blue Ocean นั้นทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากส่วนนี้มาก มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างสุง รวมถึงการแข่งขันก็ค่อนข้างต่ำเพราะผู้แข่งขันหน้าใหม่จะเข้ามายากเพราะบริษัทมีการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับบริษัทตลอดเวลา ตลาดสมาทโฟนที่ดูและน่าจะเข้ามาแทนที่ตลาดโทรศัพท์เพราะการที่แต่ละประเทศเริ่มมีเทคโนโลยี3จีรวมถึง4จีมากขึ้นเรื่อยความแตกต่างของสมาทโฟนก็จะมีมากขึ้นจึงน่าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับผู้ใช้บริการ และบริษัทเป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ก็น่าจะได้ประโยชน์จากสัดส่วนนี้สูง ในส่วนของฮาร์ดดิสไดรประเทศไทยเป็นศุนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกรวมถึงความต้องการยังมีอยู่มากบริษัทก็น่าจะได้สัดส่วนนี้ด้วยเหมือนกัน ส่วนระบบTPMนั้นบริษัทก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเพราเป็นBlue Ocean ความต้องการในสหรัฐอเมริกา รวมถึงยุโรปมีความต้องการมากเพราะมีกฎหมายบังคับใช้ เงินลงทุนต่างBOIก็จะเข้ามาสนับสนุนในการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ในระยะยาวบริษัทก้น่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องใน2-3ปีข้างหน้าตามตลาดเทคโนโลยีที่มีการเติบโตขึ้นมากรวมถึงมีการตอบสนองของผู้ใช้บริการกับตัวตลาดไอทีค่อนข้างมากกว่าในอดีต

เนื้อหาข่าว

ASTV ผู้จัดการออนไลน์
18 สิงหาคม 2553

สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (SMT) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศกำไรไตรมาส 2 พุ่ง 94% หลังได้ลูกค้ารายใหญ่เพิ่ม 2 ราย ส่งผลออร์เดอร์สินค้าหลักยาวถึงสิ้นปี ปรับเป้าสิ้นปีเติบโต 80% จากการผลิตชิ้นส่วนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสมาร์ทโฟนอย่างหน้าจอทัชสกรีน
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า SMT สามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2553 เป็นเงิน 129.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกำไรสุทธิ 95.74 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาส 1 ปี 2553 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 102.25 ล้านบาท ทำให้รายได้รวมในไตรมาสนี้เติบโตเพิ่มขึ้น 48% เป็น 3,590 ล้านบาท จากรายได้รวม 2,420.15 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2552
"บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 94% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นกว่า 44% จากไตรมาส 1 ทำให้ในครึ่งปีแรกมีกำไรปกติเพิ่มขึ้น 117.5% เป็น 204.40 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 101% เป็น 231.40 ล้านบาท แสดงถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท ช่วยให้ SMT มีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งกว่าเดิม โดยมีอัตราผลตอบแทนในส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในไตรมาส 2 ที่คาดว่าสูงที่สุดในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คือ 28%"
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ในไตรมาสที่ 2 สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเกิดจากสินค้าในกลุ่ม Blue Ocean หรือ สินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และมีคู่แข่งในตลาดโลกน้อย เช่น หน้าจอทัชกรีน เซ็นเซอร์อัจฉริยะวัดระดับลมยางรถยนต์ และโมดุลสำหรับ เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ขนาดพกพาที่ใช้เลเซอร์ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดโลก โดยเป็นผลมาจาก 3 กลยุทธ์ Highs คือ 1. High-Tech 2. High-Growth 3.High Profits ที่มุ่งเน้นสินค้าระดับไฮเอนด์ ที่มีกำไรสูงและเติบโตเร็ว
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 2 บริษัทคือ ลูกค้า MMA และ IC ที่ให้ SMT เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนให้ลูกค้าปลายทางในกลุ่ม สมาร์ทโฟน และในกลุ่มสินค้า LED TV, PDA, iPad, iPod และ iPhone ซึ่งได้เริ่มผลิตสินค้าให้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ทำให้ SMT ปรับเพิ่มเป้าหมายผลประกอบการสำหรับปี 2553 เป็นเติบโต 80% จากเดิมที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วเป็นเติบโตกว่า 60% จากการเติบโต 40% ในไตรมาส 2 เนื่องจากทั้งรายได้รวมและกำไรสุทธิมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าและต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 กลุ่มคือ ชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (MMA หรือ Microelectronics Module Assembly) และ ไอซีชิพหรือแผงวงจรไฟฟ้ารวม (IC หรือ Integrated Circuit)
ลูกค้าหลักของ SMT เป็นแบรนด์ผู้นำอันดับ 1 ของโลก และแบรนด์ระดับโลกอื่นๆอีกหลายแบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสูงและต่อเนื่องทั่วโลก ไม่จำกัดเพียงสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป โดยเฉพาะในเอเซียมีการเติบโตสูงมากเช่นกัน ทำให้ต้องขยายกำลังการผลิตทั้ง สายงานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และวงจรไฟฟ้ารวม เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้เป็น 100,000,000 ชิ้นต่อปีและ 1,200,000,000 ชิ้นต่อปีตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 30% และ 70% จากปีที่แล้ว ด้วยงบลงทุนกว่า 400 ล้านบาทในปีนี้
"คาดว่ายอดขายสมาร์ทโฟนจะเพิ่มเป็น 500 ล้านเครื่องภายในปี 2555 จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ โดย SMT ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของโลกจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากบริษัทฯ มีเทคโนโลยีของตนเองที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากการพัฒนามากว่า 4 ปี"

ที่มา : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114711
อ้างอิง: http://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=SMT&language=th&country=TH
: http://202.44.53.250/setweb/ondemand.php?onid=306

ชวิศ ถนอมทรัพย์ 5210211032