สรุปข่าว
เรื่อง : โซเชียล มีเดีย.. ช่องทางใหม่ลดอายุแบรนด์
ในยุคโซเชียลมีธุรกิจขนาดมากมายที่เกิดใหม่แล้วใช้เวลาสั้นๆ ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ คนในโซเชียล มีเดียก็ยินดีที่จะแชร์รูปภาพ หรือบทสนทนาออกไปในหมู่เพื่อนฝูงอย่างเต็มใจ โดยไม่ต้องการค่าตอบแทน ซึ่งโมเดลการเติบโตจะเหมือนกับของต่างประเทศ คือ คนทำงานหรือชนชั้นกลางที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งสื่อมวลชน ต้องการติดตามข่าวสารของนักการเมือง ดารา เซเลบริตี้ และข่าวสารจากสำนักข่าวต่างๆ ประชาชนธรรมดาตื่นเต้นกับช่องทางการสื่อสารใหม่ ทำให้สามารถพูดคุยกับคนดัง แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี และกลุ่มคนที่ทำให้ประชากรโซเชียล มีเดียพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด คงเป็น.. “วัยรุ่น” นั่นเอง
และแนวทางหนึ่งที่ธุรกิจบางแห่งเลือกใช้ประโยชน์จากโซเชียล มีเดีย คือ “การลดอายุแบรนด์” ซึ่งจะใช้ตอบโจทย์ที่ว่า สินค้าและบริการบางตัว มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ของคนรุ่นเก่า ไม่ตรงใจกับผู้บริโภคซึ่งสมัยนี้ผู้ที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าจะเป็นคนรุ่นใหม่ จากข้อมูล facebakers.com (ถึง 23 ส.ค.2553) รายงานประชากรเฟซบุ๊คในเมืองไทยอยู่ที่ 5.14 ล้านคน ช่วงอายุหลักเป็นช่วงอายุ 18-24 ปี ในสัดส่วน 37% และ 25-34 ปี คิดเป็น 33%
ปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ได้จัดทำโครงการ “ISUZU Marketing Brains Challenge” เชิญชวนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยร่วมระดมสมอง ท้าประลองแนวคิดในการประกวดแผนกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับรถปิกอัพอีซูซุ ชิงเงินรางวัล พร้อมทัศนศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น แบบยกทีม รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท
ส่วนวิเคราะห์
Social Media เช่น Hi5, Facebook, Youtube, Twitter หรือ Myspace เป็นสื่อออนไลน์ ที่มีผู้ใช้มากมายทั่วโลก และในปัจจุบันผู้ใช้สามารถเข้าถึง Social Media ประเภทต่างๆ ได้อย่างสะดวก และ รวดเร็ว ซึ่งหมายถึง เราสามารถ นำ Social Media มาทำการตลาดได้คือ
Social Media Marketing หรือ SMM คือ การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นการทำการตลาดทางออนไลน์ มีกำลังต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำแต่มีศักยภาพค่อนข้างสูงจึงสามารถตอบโจทย์ให้แก่บริษัทที่ทำการตลาดทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างตรงเป้าหมาย ข้อดีของการทำ Social Media Marketing ที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนนั้นก็คือการเข้าถึงกลุ่มบุคคลที่สนใจในตัวสินค้าของเราแบบตัวต่อตัวเพราะเราสามารถ พูดคุย หรือ ถามตอบ กับลูกค้าของเราผ่านระบบของ Social Media ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้แบบReal Time เหมือนผู้ซื้อได้คุยสอบถามกับเจ้าของร้านเหมือนผ่านหน้าร้านและเจ้าของร้าน ซึ่งการทำ Social Media Marketing ถือเป็นการทำการตลาดในโลก 2.0 (Marketing 2.0) อย่างแท้จริง
ทำการตลาดผ่าน Social Media ในบ้านเราก็เป็นที่นิยมมา สังเกตได้จากการกิจกรรมแจกของรางวัลและรูปแบบกิจกรรมแปลกใหม่มากมายในเฟซบุ๊ค จนผู้ประกอบการบางแห่งเลือกใช้ประโยชน์จากโซเชียล มีเดีย คือ “การลดอายุแบรนด์” เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของบริษัทหรือตัวสินค้าที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ทันสมัย มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์คนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ เพื่อปรับให้เข้ากับยุคสมัยที่ จะเรียกได้ว่าวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายหลักเลยทีเดียวเพราะจากการสำรวจจากเฟรสบุ๊ค ประชากรเฟซบุ๊คในเมืองไทยอยู่ที่ 5.14 ล้านคน ช่วงอายุหลักเป็นช่วงอายุ 18-24 ปี ในสัดส่วน 37% และ 25-34 ปี คิดเป็น 33%
ในการทำ Social Media Marketing จะมีกระบวนการหลักๆดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 – การกำหนดกลยุทธ์
ทางผู้เชี่ยวชาญในด้าน Social Media Optimization จะเริ่มวางโครงสร้าง คุณลักษณะ และความรู้สึกของลูกค้า ที่มีต่อ แบรนด์ออนไลน์ของธุรกิจ โดยเราจะกำหนดกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์ Social Network แต่ละเว็บไซต์ และกำหนดเป้าหมายในการทำ การตลาดออนไลน์ ที่ชัดเจนของเว็บไซต์ Social Network แต่ละเว็บไซต์
ขั้นตอนที่ 2 – การออกแบบ
ทีมงานพัฒนาและออกแบบเว็บไซต์ Social Network จะสร้างหน้าโปรไฟล์บริษัทในเว็บไซต์ Social Network แต่ละเว็บไซต์ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและกลยุทธ์ที่ได้กำหนดไว้
โดยหน้าโปรไฟล์ จะสะท้อนถึง ทัศนคติ ผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจ พร้อมกับข้อมูลที่น่าสนใจ, ข้อมูลที่มีประโยชน์, บทความจาก Blog และ วีดีโอ ซึ่งเป็นที่สนใจในเว็บไซต์ Social Network
ขั้นตอนที่ 3 – การปรับแต่ง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำ Social Media Marketing โดยการเพิ่มความสะดวกในการติดแท็กและการ Bookmark และการสร้างลิงค์เข้าสู่เว็บไซต์ Social Network แต่ละเว็บไซต์ โดยเราสร้างชุมชนและดึงดูดเพื่อนสมาชิก และโปรโมตบทความของบริษัท
ขั้นตอนที่ 4 – การติดตามผล
เมื่อแบรนด์ออนไลน์ของธุรกิจเติบโตขึ้น เราจะติดตามการเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ว่าเป็นใคร ? เข้าชมเว็บไซต์นานแค่ไหน ? มาจากช่องทางไหน ?
ขั้นตอนที่ 5 – การประเมินผล
เมื่อได้ข้อมูลในการทำ Social Media Marketing แล้วเราจะนำมาปรับปรุงแคมเปญในการทำ Social Media Marketing ใหม่เพื่อให้ธุรกิจมีความได้เปรียบคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา และสอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตล่าสุด พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ในการทำ การตลาดออนไลน์ต่อไป
และกฏเหล็ก 7 ประการของ BarryBowman สำหรับการทำ Social Media Marketing ลองดูว่าก่อนที่เรา จะทำการตลาดผ่าน Social Media นั้นได้คำนึงถึง 7 ข้อนี้แล้วหรือยัง
• อย่าขายของผ่าน Social Media เด็ดขาด! Social Media อาจจะเป็นช่องทางที่ทำให้สื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง แต่อย่าพึ่งขายเด็ดขาด ลองหันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแนะนำ Blog, Website หรือบทความดีๆ ของคุณดีกว่าเพื่อดึงดูดให้ผู้ที่มีสนใจเข้ามาใกล้ชิดเรามากยิ่งขึ้น แล้วเขาจะกลายมาเป็นลูกค้าเราเองในอนาคต
• อย่าทำตัวเหมือนเป็นหน้าม้าของบริษัทตัวเองเด็ดขาด จงแสดงตนอย่างเปิดเผยว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทที่เราสร้าง Social Media ที่สามารถสัมผัสได้ เพราะลูกค้าต้องการคุย/ปรึกษากับคุณ!
• อย่าปล่อยให้รูปโปรไพล์ของคุณว่างเปล่า หรือใช้รูปการ์ตูนแทน คุณต้องแสดงตัวตนที่เเท้จริง เปิดเผยข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เท่าที่สามารถให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวคุณเองในโลกของ Social Media
• อย่าคิดว่าหากคุณไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับ Social Media แล้วมันจะสามารดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง คุณคิดผิดแล้ว จงคอยเฝ้าดูและให้ความใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือหนึ่งในกฏของการบริหารชื่อเสียงของคุณ (Reputation Management)
• อย่าทำตัวเป็น Mafia พยายามควบคุมการสนทนาใน Social Media โดยไม่จำเป็น เพราะว่า Social Media เปรียบเสมือนชุมชนเสรีที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการโต้ตอบกับคุณได้อย่างอิสระ (โดยมีขอบเขตนะครับ)
• อย่ามักง่าย! อย่าใช้วิธีการ copy & paste (ผมจะชอบเรียกว่าวิธีก๊อปปี้ ปาสต์) โดยการเอาข่าวประชาสัมพันธ์ หรือบทความโฆษณาเก่าของเราจากที่อื่นๆ มาใช้ซ้ำกับผู้ที่ติดตามเราทาง Social Media คิดสักนิด ใส่จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์สักหน่อยที่มีประโยชน์กับผู้ที่ติดตามเรา
• อย่าตื่นเต้นตกใจหรือเป็นกังวลก่อนที่จะเริ่มทำ แค่เราเริ่มอย่างเป็นระบบแบบแผน และปล่อยให้เป็นไปตาม
ธรรมชาติของกระบวนการ Social Media เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณทำและผลสำเร็จจะตามมาในไม่ช้า
เนื้อหาต้นฉบับ
เรื่อง : โซเชียล มีเดีย.. ช่องทางใหม่ลดอายุแบรนด์
จาก : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25สิงหาคม 2553 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/global/20100825/349732/โซเชียล-มีเดีย..-ช่องทางใหม่ลดอายุแบรนด์.html
ในยุคโซเชียลมีธุรกิจขนาดมากมายที่เกิดใหม่แล้วใช้เวลาสั้นๆ ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ มีคนธรรมดา หมึก หรือร้านก๋วยเตี๋ยวถูกพูดถึงและคนในโซเชียล มีเดียก็ยินดีที่จะแชร์รูปภาพ หรือบทสนทนาออกไปในหมู่เพื่อนฝูงอย่างเต็มใจ โดยไม่ต้องการค่าตอบแทน
แต่ถ้าเป็นแบรนด์ หรือองค์กรที่อยู่มาช้านาน ภาพลักษณ์แบรนด์ผู้ใหญ่ หรือเถ้าแก่มากๆ จะสามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียล มีเดียได้อย่างไร? มีคำตอบให้คุณได้ค้นหากันจากตัวอย่างจริง เพราะชั่วโมงนี้คงไม่มีใครเถียงว่า โซเชียล มีเดียในเมืองไทย ที่บูมสุดขีดนั้น เติบโตมาจากกลุ่มคนทำงานรุ่นใหญ่ด้วยซ้ำไป เริ่มจาก ไฮไฟว์ แล้วจึงมาเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์
แต่โมเดลของการเติบโต เหมือนกับต่างประเทศ คือ คนทำงานหรือชนชั้นกลางที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งสื่อมวลชน ต้องการติดตามข่าวสารของนักการเมือง ดารา เซเลบริตี้ และข่าวสารจากสำนักข่าวต่างๆ ประชาชนธรรมดาตื่นเต้นกับช่องทางการสื่อสารใหม่ ทำให้สามารถพูดคุยกับคนดัง แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี
แต่กลุ่มคนที่ทำให้ประชากรโซเชียล มีเดียพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ยังคงเป็น.. “วัยรุ่น” นั่นเอง และเมื่อองค์กรและแบรนด์ต่างๆ มองประชากรวัยรุ่นในโซเชียล มีเดียเป็นลูกค้า เราจึงได้เห็นกิจกรรมแจกของรางวัลและรูปแบบกิจกรรมแปลกใหม่มากมายในเฟซบุ๊ค เมื่อเลิกแจกของแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป…ยังไม่มีใครทราบ เพราะคนยังตื่นเต้นร่วมสนุก…แต่เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่าสักวัน จะต้องหมดสนุกกับของรางวัลเหล่านี้ หรือต้องเพิ่มของรางวัลให้มูลค่าสูงขึ้น
แนวทางที่ธุรกิจบางแห่งเลือกใช้ประโยชน์จากโซเชียล มีเดีย คือ “การลดอายุแบรนด์” ซึ่งเริ่มต้นมาจากโจทย์ที่ว่า สินค้าบางตัว มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์คนรุ่นพ่อ รุ่นปู่ ประสบความสำเร็จในการทำงานและใช้ชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่คนตัดสินใจซื้อสินค้าอีกต่อไป ลูกหลาน หรือลูกน้องในบริษัทต่างหากที่มีความสำคัญ ซึ่งแบรนด์ที่อยู่มานานห่างเหินการทำตลาดกลับคนเล่านี้เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น
จากข้อมูล facebakers.com (ถึง 23 ส.ค.2553) รายงานประชากรเฟซบุ๊คในเมืองไทยอยู่ที่ 5.14 ล้านคน ช่วงอายุหลักเป็นช่วงอายุ 18-24 ปี ในสัดส่วน 37% และ 25-34 ปี คิดเป็น 33% ดังนั้น หากคิดจะทำการตลาดบนโซเชียล มีเดียกับวัยรุ่นแล้ว คุณมาถูกที่ครับ
ปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ได้จัดทำโครงการ “ISUZU Marketing Brains Challenge” เชิญชวนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยร่วมระดมสมอง ท้าประลองแนวคิดในการประกวดแผนกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับรถปิกอัพอีซูซุ ชิงเงินรางวัล พร้อมทัศนศึกษาดูงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น แบบยกทีม รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท
การประกวดแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของนักศึกษามหาวิทยาลัยครั้งนี้ มีชื่อย่อว่า IMBC2010 โดยอีซูซุไม่เพียงครองส่วนแบ่งสูงสุดในตลาดรถปิกอัพเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังได้ถูกนำมาใช้ในแบบอเนกประสงค์ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากความสำเร็จอย่างสูงของ “อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรีส์” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพ รุ่นพิเศษในการเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายไร้ขีดจำกัด
อีซูซุจึงได้จัดเวทีให้นิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมระดมสมอง ประลองแนวคิดเพื่อนำเสนอแผนกลยุทธ์การตลาดของรถปิกอัพอีซูซุในระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ของอีซูซุ
โครงการนี้มีเงื่อนไขว่า เด็กที่เข้าแข่งขันรวมกลุ่มแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 3-5 คน จากสถาบันเดียวกัน ไม่จำกัดอายุ ชั้นปี และคณะ พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน ร่วมส่งแผนกลยุทธ์การตลาดเวลา 1 ปี สำหรับรถปิกอัพอีซูซุ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ความยาวไม่เกิน 10 หน้ากระดาษเอ 4 โดย 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ ต้องนำเสนอแผนดังกล่าวต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อชิงรางวัล เงินสด พร้อมทัศนศึกษาดูงานประเทศญี่ปุ่นแบบยกทีม รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท
อีซูซุได้เปิดแฟนเพจใหม่เอี่ยมขึ้นมา สำหรับโครงการ คือ www.facebook.com/IMBC2010 เพื่อให้รายละเอียดกิจกรรมและตอบข้อสงสัยนักศึกษา ควบคู่ไปกับเว็บไซต์ทางการ ได้แก่ www.isuzu-tis.com และ www.isuzux-series.com และได้เดินสายโรดโชว์กิจกรรม นำรถปิกอัพออกบูธตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย





