เรื่อง : Intel ฮุบ McAfee พลิกฟ้าไอที
สรุปข่าว
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก คอมพิวเตอร์มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ว่าในด้านการทำงาน การเรียน หรือด้านความบันเทิง และเมื่อมีการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น ทำให้กระแสความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นที่ใส่ใจกันมากขึ้น ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจึงพยายามหามาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการใช้งานกันมากตามไปด้วย ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีกลยุทธ์ในด้านนี้ที่แตกต่างกันไป ในข่าวนี้จะเป็นเรื่องของบริษัท Intel ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์อันดับหนึ่งของโลกได้มีการตอบสนองกับเรื่องความปลอดภัยในเรื่องนี้ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัท McAfee ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ Antivirus อันดับต้นๆของโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดย Intel ได้เข้าซื้อกิจการของ McAfee ในราคา 7,680 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.42 แสนล้านบาทช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายเชื่อว่าการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อกิจการต่างสายพันธุ์ของIntelนั้นจะทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการไอทีทั่วโลก ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์และตลาดระบบรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์ไอที ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตรายอื่นในตลาด พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง และแน่นอนที่สุดคือลูกค้าผู้บริโภคทั้งในกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป ตามความคาดหมาย Intel มีแผนจะติดตั้งซอฟต์แวร์ Antivirus ลงในไมโครชิปแบรนด์ Intel เสริมจากปัจจุบันที่ Intel ได้เริ่มติดตั้งซอฟต์แวร์ Antivirus ลงในผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้วแน่นอนว่าการซื้อ McAfee จะเป็นการตอกย้ำว่า Intel กำลังจะพาโลกทั้งใบกระโดดเข้าสู่ยุคใหม่ "security-on-silicon" เปลี่ยนจากเดิมที่ผู้ใช้ต้องดิ้นรนซื้อและควานหาซอฟต์แวร์ Antivirus มาติดตั้งด้วยตัวเอง และการซื้อบริษัท Antivirus เบอร์หนึ่งจะทำให้ Intel สามารถเปิดตลาดใหม่ได้ด้วยโดย Intel ประกาศว่าการควบรวมกับ McAfee คือส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดอุปกรณ์พกพาและอุปกรณ์ไร้สาย ทั้งโทรศัพท์มือถือ ระบบนำทางในรถยนต์ โทรทัศน์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ
Intel เชื่อว่าชิปของ Intel พร้อมซอฟต์แวร์ Antivirus ของ McAfee รุ่นแรกจะเริ่มเปิดตลาดอย่างเป็นทางการในครึ่งปีแรกของปี 2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่อุปกรณ์น้องใหม่อย่าง Google TV ที่ Intel จะร่วมมือกับGoogleและ Logitech สร้างสรรค์ตลาดทีวีออนไลน์รูปแบบใหม่ จะได้ฤกษ์วางตลาด
ส่วนผู้ผลิตซอฟต์แวร์ Antivirus รายอื่นยังคงแสดงท่าทีเข้มแข็งว่าไม่หวั่นใจกับข่าวนี้ โดยผู้บริหารบริษัทแพนด้าซีเคียวริตี้ (Panda Security) ให้สัมภาษณ์ว่ายินดีอย่างยิ่งต่อความเคลื่อนไหวนี้ของ Intel เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือข่าวดีในอุตสาหกรรม เนื่องจากการตัดสินใจขายบริษัทของ McAfee ย่อมทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรม เป็นไปอย่างคึกคักยิ่งขึ้น และเชื่อว่าข่าวนี้จะทำให้ภาพความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยนั้นเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
วิเคราะห์ข่าว
การรวมกันของ McAfee และ Intel ซึ่งที่ผ่านมา Intel นั้นมีอิทธิพลมหาศาลต่อวงการคอมพิวเตอร์ทั่วโลกน่าจะจะนำไปสู่การยกระดับหรือเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจในระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะมีผลกับผู้ใช้ทุกคนและอุปกรณ์ทุกเครื่องที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เนื่องจากที่ผ่านมาอาชญากรไซเบอร์นั้นใช้ความเสรีและความสะดวกง่ายดายของอินเทอร์เน็ตในทางที่ผิดทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตกอยู่ในความเสี่ยงมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคที่อุปกรณ์ไร้สายมีบทบาทโดยตรงกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Intel เพิ่มขึ้นและคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ Intel เริ่มที่จะมองหาโอกาสในการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และหาโอกาสในการเข้าไปแข่งในตลาดซอฟท์แวร์บ้าง ซึ่งเริ่มด้วยการซื้อบริษัทซอฟท์แวร์ Antivirus ที่น่าจะช่วยเสริมให้ตัวสินค้าเดิมดูดีขึ้นและคาดว่าตลาดในด้านการรักษาความปลอดภัยในระบบอินเทอร์เน็ตนั้นกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจึงตัดสินใจซื้อกิจการของ McAfee ทั้งที่จริงๆแล้วเวลาไวรัสมันจะเข้าไปทำลายคอมพิวเตอร์มันก็จะทำลายที่ตัวซอฟท์แวร์หรือที่ระบบปฏิบัติการ เลยไม่รู้ว่าเวลาทำงานจริงฮาร์ดแวร์จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ข้อดีของการเข้าซื้อกิจการ
1. การเข้าซื้อกิจการจะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนหันมาสนใจในเรื่องการรักษาความปลอดภัยในการใช้งานไอทีมากขึ้น นอกเหนือจากด้านการทำงานและประหยัดพลังงาน
2. ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ Intel เนื่องจากการควบรวมครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมากขึ้นอาจทำให้มีคนใช้อุปกรณ์ของ Intel เพิ่มขึ้น
3. เป็นการใช้ประโยชน์จาก Network effect เนื่องจากฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์ของ Intel ก็มีมากอยู่แล้ว และจะมีมากขึ้นเมื่อซื้อกิจการของ McAfee เพราะมีฐานคนใช้มากเช่นกัน
4. ทำกำไรให้บริษัทได้มากขึ้น เนื่องจากการรวมกันของบริษัทที่ดีทั้งสองซึ่งเป็นบริษัทที่ดีอยู่แล้ว ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ Intel ทำให้บริษัทใหญ่ขึ้น หุ้นราคาดีขึ้น
5. เป็นการสร้างโอกาสในการขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์อย่างอื่น ซึ่งมีอนาคตที่ดีในปัจจุบัน เช่น อุปกรณ์ไร้สาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นการทดลองตลาดใหม่ๆไปในตัว
6. การซื้อกิจการถือเป็นการร่วมกันแสวงหากำไรให้ได้มากที่สุด เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันให้สูงขึ้นด้วย
7. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดยการรวมเอาจุดแข็งของ Intel ในด้านฮาร์ดแวร์มาใช้ร่วมกับจุดแข็งของผู้ผลิตซอฟท์แวร์อย่าง McAfee
ข้อเสียของการเข้าซื้อกิจการ
1. ถ้ามีการฝังซอฟท์แวร์ Antivirus ลงในชิปคอมพิวเตอร์ เวลาจะอัพเดตคงทำได้ยากขึ้น
2. อาจถูกมองว่าเป็นการผูกขาด เพราะตอนนี้ผู้เล่นด้านชิปรายใหญ่ก็คือ Intel ดังนั้นหากมีซอฟต์แวร์ตัวใดตัวหนึ่งเข้าไปฝังตัวกับชิปไปเลย มันก็มีสิทธิ์ถูกมองเป็นอย่างนั้นได้
3. แล้วหากมีการฝัง Mcarfee ไว้ในชิปของ Intel แล้วถ้ามีคนที่ไม่อยากใช้ Mcarfee แต่อยากใช้ตัวอื่นมันจะใช้ได้หรือเปล่าแล้ว Intel จะยอมหรือ
4. อาจทำให้ฮาร์ดแวร์ของ Intel มีราคาสูงขึ้น เนื่องจากมีเทคโนโลยีใหม่ๆใส่ลงไป
รูปแบบการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อธุรกิจ
เป็นที่น่าจับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกบธุรกิจชิปคอมพิวเตอร์และธุรกิจซอฟท์แวร์ Antivirus เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายอื่นก็ทำการซื้อกิจการของบริษัทซอฟท์แวร์ Antivirusไปก่อนหน้าแล้ว การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ธุรกิจไอทีหันมาใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งบริษัทคอมพิวเตอร์อื่นๆอาจต้องหามาตรการในเรื่องความปลอดภัยมาเสริมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตนเอง และจะเป็นการดีต่อผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัยที่จะสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อมีซอฟท์แวร์มาให้พร้อมกับคอมพิวเตอร์ แต่ก็น่ากังวลเรื่องการผูกขาด หรือหากผู้ใช้อยากได้ซอฟท์แวร์ตัวอื่นอาจมีปัญหาการใช้งาน หรือไม่อนุญาตให้ใช้ซอฟท์แวร์ตัวอื่นไปเลยนอกจากซอฟท์แวร์ของตัวเอง
เนื้อหาบทความเต็ม
ฮือฮาเหลือเกินเมื่อผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ประกาศซื้อบริษัทแอนตี้ไวรัสอันดับ 1 โดยอินเทล (Intel) ตัดสินใจซื้อแมคอาฟี (McAfee) ในราคา 7,680 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.42 แสนล้านบาทช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายเชื่อ การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อกิจการต่างสายพันธุ์ของอินเทลนั้นจะทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการไอทีทั่วโลก
เหตุที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าการซื้อแมคอาฟีของอินเทลจะนำไปสู่การ พลิกฟ้าไอทีโลกนั้นมีหลายส่วน ทั้งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์และตลาดระบบรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ไอที ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตรายอื่นในตลาด พันธมิตรที่เกี่ยวข้อง และแน่นอนที่สุดคือลูกค้าผู้บริโภคทั้งในกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป
อินเทลตกลงซื้อหุ้นแมคอาฟี่ใน ราคา 48 เหรียญต่อหุ้น สูงกว่ามูลค่าตลาดวันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 53 ถึง 60% โดยยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ
** เปิดยุคใหม่ ลุยตลาดใหม่ **
ตามความคาดหมาย อินเทลมีแผนจะ ติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสลงในไมโครชิปแบรนด์อินเทล เสริมจากปัจจุบันที่อินเทลได้เริ่มติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสลงใน ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้ว แน่นอนว่าการซื้อแมคอาฟีจะเป็นการตอกย้ำว่า อินเทลกำลังจะพาโลกทั้งใบกระโดดเข้าสู่ยุคใหม่ "security-on-silicon" เปลี่ยนจากเดิมที่ผู้ใช้ต้องดิ้นรนซื้อและควานหาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสมาติด ตั้งด้วยตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีผลโดยตรงต่อทั้งอุตสาหกรรมซีเคียวริตี้และ อุตสาหกรรมซิลิคอน เนื่องจากที่ผ่านมาอินเทลนั้นมีอิทธิพลมหาศาลต่อวงการคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เพราะชิปที่ขับเคลื่อนคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 80% นั้นแปะยี่ห้ออินเทลทั้งในกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและเครื่องแม่ข่าย
ไม่ใช่แค่ยุคใหม่ แต่การซื้อ บริษัทแอนตี้ไวรัสเบอร์หนึ่งจะทำให้อินเทลสามารถเปิดตลาดใหม่ได้ด้วย โดยอินเทลประกาศว่า การควบรวมกับแมคอาฟีคือส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดอุปกรณ์พกพาและ อุปกรณ์ไร้สาย ทั้งโทรศัพท์มือถือ ระบบนำทางในรถยนต์ โทรทัศน์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ
Renee James ผู้บริหารอินเทลฝ่ายซอฟต์แวร์ของอินเทลระบุว่าโอกาสที่อินเทลมองคืออุปกรณ์ ออนไลน์หลายพันล้านเครื่องทั่วโลกที่ยังต้องการความปลอดภัยสูง จุดนี้ทำให้อินเทลมองว่าบ่อทองของอินเทลในอนาคตอยู่ที่ตลาดระบบฝังตัว (embedded market) โดยเฉพาะตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีโปรแกรมจิ๋วติดตั้งภายในเพื่อการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
เช่นเดียวกับ Dave DeWalt ซีอีโอแมคอาฟีที่เห็นด้วยว่าธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตนั้นมีโอกาสเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในยุคที่อุปกรณ์ไร้สายมีบทบาทโดยตรงกับวิถีชีวิตมนุษย์ปัจจุบัน
ทั้งหมดนำไปสู่การตัดสินใจรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน โดย DeWalt โพสต์ให้คำมั่นไว้ในบล็อกหลังการแถลงข่าวว่า การรวมกันของแมคอาฟีและอินเทลจะนำไปสู่การยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยยุคหน้า ซึ่งจะมีผลกับผู้ใช้ทุกคนและอุปกรณ์ทุกเครื่องที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เนื่องจากที่ผ่านมาอาชญากรไซเบอร์นั้นใช้ความเสรีและความสะดวกง่ายดายของอินเทอร์เน็ตในทางที่ผิดทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตกอยู่ในความเสี่ยงมาโดยตลอด
อินเทลเชื่อว่า ชิปอินเทลพ ร้อมซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแมคอาฟีรุ่นแรกจะเริ่มเปิดตลาดอย่างเป็นทางการใน ครึ่งปีแรกของปี 2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่อุปกรณ์น้องใหม่อย่าง Google TV ที่อินเทลจะร่วมมือกับกูเกิลและลอจิเทคสร้างสรรค์ตลาดทีวีออนไลน์รูปแบบใหม่ จะได้ฤกษ์วางตลาด
** แอนตี้ไวรัสรายอื่นไม่หวั่น **
ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสรายอื่นยังคงแสดงท่าทีเข้มแข็งว่าไม่ หวั่นใจกับการซื้อแมคอาฟีของอินเทล โดยผู้บริหารบริษัทแพนด้าซีเคียวริตี้ (Panda Security) ให้สัมภาษณ์ว่ายินดีอย่างยิ่งต่อความเคลื่อนไหวนี้ของอินเทล เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือข่าวดีในอุตสาหกรรม เนื่องจากการตัดสินใจขายบริษัทของแมคอาฟีย่อมทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรม เป็นไปอย่างคึกคักยิ่งขึ้น
Juan Santana ซีอีโอแพนด้าเชื่อว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นไปตามแนวคิดอมตะที่ ว่าการรักษาความปลอดภัยจะเป็นเสาหลักของระบบการประมวลผลยุคหน้า โดยมองว่ากาลเวลาจะบอกเองว่าการควบรวมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องดีหรือร้ายแก่ ทั้งลูกค้า พันธมิตร และผู้ถือหุ้นของแมคอาฟีและอินเทล
เหนือสิ่งอื่นใดผู้บริหารแพนด้าเชื่อว่าข่าวนี้จะทำให้ภาพความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยนั้นเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้อินเทลเคยแสดงท่าทีเตรียมนำเทคโนโลยีของแมคอาฟีมาใช้รักษาความปลอดภัยในระบบ เก็บข้อมูลของแอปพลิเคชันและบริการคลาวด์คอมพิวติง (cloud computing) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์แรงสำหรับบริษัทที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้แอปพลิเคชันออนไลน์และบริการฝากไฟล์บนอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว คาดว่าจะในอนาคตจะมีการเติบโตรวดเร็วในตลาดนี้
แมคอาฟีนั้นเป็นบริษัทในแคลิฟอร์เนียซึ่งก่อตั้งในปี 1987 สามารถสร้างรายได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2009 โดยก่อนหน้าข่าวนี้ เอชพี (HP) ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ก็ประกาศซื้อบริษัทแอนตี้ไวรัสนาม Fortify Software เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะพลิกฟ้าไอทีทั่วโลกในอนาคต
ที่มา : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000116985
อ้างอิง :
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/TradingHour/tabid/86/newsid480/10677/Default.aspx
http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255201190096&tb=N255201
http://www2.ryt9.com/s/iq04/967350
http://www.vmodtech.com/webboard/index.php?topic=9408.msg109455;topicseen





