5210211024

Web กำลังจะตาย แต่ Internet ยั่งยืน

พาดหัวบทความที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ โดยประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกนำมาเขียนโดย Chris Anderson เจ้าของทฤษฎีอันลือลั่น และหนังสือขายดีอย่าง Long Tail รวมถึงล่าสุด Free Economy บทความชิ้นดังกล่าวปรากฎในนิตยสาร Wired ในฐานะหัวหน้าบรรณาธิการ Web กำลังจะตาย หรือไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างนั้นหรือ? เหตุใด Anderson ถึงกล่าว และคิดเช่นนั้น
Chris Anderson เปิดประเด็นที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในบทความจากปกของนิตยสาร Wired ว่า "เว็บ"กำลังจะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ลดลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากการเกิดความนิยมในการใช้แอพฯ และอุปกรณ์ต่างๆ ทีมีหน้าจอ โดยบทความดังกล่าวพาดหัวเรื่องว่า "The Web is Dead. Long Live the Internet" ทั้งนี้ Anderson ให้เหตุผลในบทความไว้ว่า โลกของแอพฯดาวน์โหลด ซึ่งทำงานกับอินเทอร์เน็ต และการเกิดของแก็ดเจ็ตอย่าง iPhone หรือ Xbox กำลังเข้ามาแทนที่การใช้บริการ World Wide Web อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้ชอบอะไรที่เสร็จสมบูรณ์ในตัว แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เฉพาะงาน และสิ่งได้รับการออกแบบให้ใช้บนหน้าจอมือถือโดยเฉพาะ
the-web-is-dead-live-long-internet-chris-anderson-2.jpg

หลักฐานยืนยันความคิดของเขาก็ คือ กราฟข้างบนนี้ ซึ่งแสดงแทรฟฟิกของเว็บตั้งแต่ปี 2000 โดยจะเห็นว่า แทรฟฟิกการใช้เว็บบนอินเทอร์เน็ตโดยรวมของผู้ใช้ในสหรัฐฯลดลง ทั้งนี้้กราฟดังกล่าวมาจากรายงานของ Cisco ที่ใช้ข้อมูลจาก Cooperative Association for Internet Data Analysis กลุ่มประสานงานในการสอดส่องติดตามความเป็นไปของโครงสร้างพื้นฐานของอิน เทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์อย่าง Boing Boing ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเขียนนี้ว่า หากคุณเปลียนกราฟนี้ เพื่อแสดงให้เห็นการเติบโตของแทรฟฟิกออนไลน์ก็จะเห็นว่า มันมีการเติบโตของแทรฟฟิกในทุกแพลตฟอร์มการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงเว็บด้วย (ดูกราฟข้างล่างนี้)
the-web-is-dead-live-long-internet-chris-anderson-3.jpg
แม้สิ่งที่อ้างถึงในบทความที่ ว่า การใช้แอพฯดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น แค่ลำพัง Apple เจ้าเดียวก็ปาไปแล้วหลายพันล้านดาวน์โหลด แต่การใช้งานในด้านอื่นๆ ของเว็บก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งไม่แพ้กันอีกด้วย ตัวอย่างเช่น Facebook ไม่เพียงแต่จะมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วจนวันนี้มีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านแล้วเท่านั้น แต่มันยังมีอัตราการเติบโตบน Mobile Application ไปด้วยพร้อมกัน กล่าวโดยรวมคือ มันโตทุกแพลตฟอร์มนั่นเอง
the-web-is-dead-live-long-internet-chris-anderson-4.jpg

สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่น่าคิดอีกด้วยก็คือ แอพพลิเคชัน และเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะสอดรับประสานกันจนยากที่จะแยกความแตกต่างออกจากกันได้ ยกเว้นเกมส์ที่ดาวน์โหลดไปเล่นกัน เว็บแอพฯส่วนใหญ่จะให้บริการข่าว และข้อมูลต่างๆ จากเว็บ และอินเทอร์เน็ต เพื่อให้มันทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ยิ่งมีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับเน็ตเพิ่มขึ้นมากเท่าไร (แอพฯมือถือ ทีวี เครื่องเล่นเกมส์ ฯลฯ) ผู้บริโภคก็จะยังคงเข้าถึงเว็บด้วย และนั่นทำให้เว็บเติบโตในแพลตฟอร์มต่างๆ ไปด้วย

ที่มา http://www.arip.co.th/news.php?id=411968

สรุป

Chris Anderson กล่าวว่าการใช้งาน web ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ลดลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากการเกิดความนิยมในการใช้application ต่างๆ และอุปกรณ์ต่างๆ ทีมีหน้าจอนอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการใช้งาน mobile application ผ่าน iphone หรือโทรศัพท์ smartphone อื่นๆ ซึ่งการใช้งานดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มขึ้น แค่ Apple ก็มีหลายพันล้านดาวน์โหลด แต่การใช้งานในด้านอื่นๆ ของเว็บก็เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น Facebook ไม่เพียงแต่จะมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วจนวันนี้มีผู้ใช้มากกว่า 500 ล้านแล้วเท่านั้น แต่มันยังมีอัตราการเติบโตบน Mobile Application ไปด้วยพร้อมกัน ซึ่งการเติบโตนั้นโตขึ้นทุกแพลตฟอร์ม

วิเคราะห์

จากรูปกราฟที่แสดงถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ช่วงปี 1990 ซึ่งเป็นยุคแรกที่มีการใช้งานโดยการใช้งานส่วนใหญ่จะใช้งานอยู่เฉพาะในระดับองค์กรซึ่งเป็นการใช้งานในรูปแบบของ FTPและ Telnet ที่เป็นการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลระดับองค์กร และการรับส่ง Email ซึ่งผู้ใช้ทั่วไปยังคงมีจำนวนน้อย
ftp-connection.jpgtelnet_big.png

ซึ่งหลังจากปี 2000 เป็นต้นมา หลังจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงและ interface ในการใช้งานสามารถทำได้ง่ายมากขึ้น อินเทอร์เน็ตจึงถูกใช้ไปในการเข้าถึงข้อมูลในรูปแบบของ World Wide Web ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูลต่างๆทั้งตามที่ผู้ใช้แต่ละคนให้ความสนใจ รวมถึงการทำธุรกรรมต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และเริ่มมีการส่งข้อมูลระหว่างบุคคลถึงบุคคล หรือ peer to peer มากขึ้น และบริษัทต่างๆได้พัฒนาเข้ามาใช้ระบบไอทีมากขึ้น และคนทั่วไปหันมาใช้งานกันมาขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก เนื่องจากสามารถตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี มีการเติบโตของธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น บริษัท it-solution หรือมีการเกิดขึ้นของธุรกิจ e-commerce ต่างๆ มากมาย
e-commerce.jpg
อีกข้อสังเกตที่เห็นได้จากกราฟคือหลังจากช่วงปี 2000 เป็นต้นมาหลังจากที่ได้มีการใช้อินเทอร์เน็ตความยวเร็วสูงเริ่มแพร่หลายและการเกิดขึ้นของ Youtube ซึ่งเป็น Video Sharing website ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งคนก็ได้หันมาใช้อินเทอร์เน็ตในเชิง Multimedia มากขึ้น และการเกิดขึ้นของ Social Network เริ่มต้นด้วย Myspace และที่ตามมาอย่าง Hi5 Facebook Twitter ซึ่งได้เกิดการสร้าง Network effect และผู้คนหันมาใช้อินเทอร์เน็ตกันมาขึ้นและก็ได้มีการเกิดขึ้นของการทำการตลาดผ่าน Social Network เปลี่ยนจาก e-commerce เป็น social-commerce และหลังจากนี้คนน่าจะหันมาใช้ Social Network มากขึ้นส่งผลให้การใช้งาน Internet ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
network.jpg

ในปัจจุบันจากการที่ Mobile Internet ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นอาจเป็นผลมาจากมีการใช้งาน Smartphones มากขึ้นยกตัวอย่างเช่น iphone หรือ Blackberry ก็ได้ทำให้การเติบโตของ Mobile Internet เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความสะดวกในการใช้งานและ Application ที่เพิ่มเข้ามา และกระแสความนิยมก็ได้ทำให้การใช้งานMobile Internet ได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ซึ่งแนวโน้มการเติบโตนั้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการใช้งานไปยังสถานที่ ที่ยังไม่ได้มีการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตแบบมีสายนั้นสามารถทำได้ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงจากการวางโครงสร้างระบบ infrastructure ใหม่
ส่วนในเรื่องของ Mobile Application นั้นก็ได้มีการพัฒนาออกมาตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่องทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple , BlackberryOS และ Android ไม่ว่าจะเป็น เกมส์ การแชท หรือการแชร์รูปภาพบน Social network รวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือหรือ Mobile-Banking และยังมีโปรแกรมเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆให้โทรศัพท์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในอนาคตการประมวลผลของโปรแกรมต่างๆเหล่านี้อาจใช้การเชื่อมต่อ Mobile Internet เข้าไปประมวลผลแบบ Cloud Computing ซึ่งทำให้แนวโน้มการใช้ Mobile Internet ในอนาคตสูงขึ้น
mobile-internet.gifbrowser.jpg