สรุปข่าว
จากเนื้อหาข่าวเป็นการพูดเกี่ยวกับอนาคตของ โทรทัศน์ที่เป็นแบบ เคเบิลหรือที่เป็นแบบระบบดาวเทียมว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เนื่องจากปัจจุบันทางอเมริกาเองได้มี การใช้ระบบ 3G ซึ่งไอแพด (IPAD) ได้ใช้จุดนี้มาทำเป็น แอพลิเคชั่นหนึ่งของไอแพด โดยสามารที่จะดู โทรทัศน์ได้ทุกที่อย่างที่ตัวอย่างเขายกมาคือเขาสามารถที่จะดูรายการ เบสบอลได้โดยระหว่างนั้นเขาอยู่ที่โรงยิมออกกำลังกายอยู่โดยที่สมัคการใช้บริการ AT&T ซึ่งเป็นเครือข่ายที่อเมริกา
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัญหาอยู่ดีก็คือบางทีก็ไม่สามารถรับสัญญาณได้บางทีก็มีระดับของบรอดแบรนด์ที่ต่ำ บางจุดไม่มีสัญญาณ 3G หรือบางที่หน้าจอก็ดับซึ่งบางคนยังมองว่ามีปัญหาอยู่
จากข้อมูลของประชากรในอเมริกาที่มีการสมัครแบบเคเบิ้ลและดาวเทียม มีการเพิ่มขึ้น จาก 55 เป็น 66 % และคนที่ไม่มีการลงทะเบียนคือคงที่ที่ 4% ส่วนการลงทะเบียนผ่านอินเตอเนตนั้นมีเพียง 2.5% นั้นหมายความว่า มีผู้คนดูรายการโทรทัศน์มากกว่านั้นเอง
โดยสรุปแล้ว อนาคตความรวดเร็วของระบบต่างๆจะมีมากขึ้นอุปกรณ์สื่อสารจะมีความทันสมัยมากขึ้นแต่ก็ไม่สามารถที่จะเจาะอุตสาหกรรมโทรทัศน์นี้ได้ บางคนที่ชอบดูโทรทัศน์ก็ยังคงชอบเพราะในเรื่องระบบ HDหรือบางคนที่ชอบ นอนดูโทรทัศน์ อยู่ที่บ้าน ยังไงก็แล้วแต่โทรทัศน์สำหรับอนาคตก็ยังคงจะเป็นโทรทัศน์ อยู่ดี
ส่วนของการวิเคราะห์ปัจจุบัน
เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งในประเทศไทยอาจจะยังไม่มีระบบ 3G นั้นคือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMoของญี่ปุ่น สำหรับเมืองไทยนั้น ระบบ 3G จะเป็น เทคโนโลยีแบบ HSPA สำหรับในเมืองไทยนั้น ระบบ 3G ( HSPA ) ที่ Operator AIS หรือ DTAC นำมาใช้จะเป็น HSDPA โดยการDownloadจะอยู่ที่7.2Mbps
แต่ระบบ 3G นี้ยังคงมีปัญหาอยู่มากมายไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่มีความไม่สอดคล้องกัน รวมถึงระบบสัมปทานต่างๆที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากมายว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากรัฐบาลมีข้อกำหนดที่ชัดเจน ให้กับทางผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร เราอาจจะได้ใช้ระบบนี้โดยเร็ว
ในส่วนของ IPAD จากข่าวที่นำมาอ้างถึง (อเมริกา) จะมีค่าบริการดังนี้
AT&T 3G Data Plans for iPad
Data per month Price per month
250MB $14.99
2GB $25
โดยจุดที่สามารถเล่นระบบ 3G ที่อเมริกามีมากมายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ โดยสามารถซื้อสินค้าและสมัครการใช้บริการผ่านเวปได้ที่
http://store.apple.com/us/browse/home/shop_ipad/family/ipad?aid=AIC-WWW-NAUS-K2-BUYNOW-IPAD
ปัจจุบันเมืองไทยก็มีการใช้บริการ อินเตอร์เนทผ่านอุปกรณ์มือถือบางแล้วเหมือนกัน อย่างเช่น BB ถ้าจะใช้เล่น MSN กับ Facebook ก็จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นมา 350 บาท/เดือน หรืออย่างเช่น โปรโมชั่นของ DTAC ที่มีการใช้ เนทผ่านมือถือก็มีโปรโมชั่น 20 ชั่วโมง 100 แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือในเรื่องของระบบ 3G ยังคงเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ยังคงต้องรอต่อไป
ส่วนต่อมาที่จะกล่าวคืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆที่ปัจจุบันมีการตอบสนองต่อความเร็วของระบบต่างๆมาก ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน ไอแพด หรือแม้กระทั้ง Blackberry ที่มี ส่วนเสริมต่างๆที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานต่างๆไม่ว่าจะเป็นการใช้ BB เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน, เล่น Face book ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ตามมาเหมือนกันสิ่งนี้เองอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่การใช้ Application ต่างๆใน อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควรอย่างเพราะอย่างเช่นการดูรายการโทรทัศน์ ถ้าเป็นของเมืองไทยอาจจะไม่ต้องเสียเงิน หรืออุปกรณ์มือถือบางรุ่นก็สามารถที่จะดูได้เลยไม่ต้องเสียเงินเพื่อชมรายการหรือภาพยนตร์เหล่านี้ เพราะระบบโทรทัศน์ของเมืองไทยช่อง 3,5,7,9,11 ยังคงเป็นระบบ อนาลอค ยังไม่ได้เป็นแบบดิจิตอล จึงทำให้โทรศัพท์มือถือที่มีเสาโทรทัศน์ก็สามารถรับชมรายการเหล่านี้ได้
ข้อเสนอแนะในการทำคือในอนาคตระบบ 3G อาจจะมีเข้ามาในเมืองไทยเต็มรูปแบบ ดังนั้นหากมีรายการโทรทัศน์ ที่สามารถรับชมได้เฉพาะ ผ่าน อุปกรณ์ หรือ อาจจะเฉพาะ เครือข่าย ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ในอนาคต
จะขอเสริมในส่วนของระบบ 4G ด้วยเพราะปัจจุบัน มีคนเริ่มพัฒนาแล้ว และเป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบ 3G โดยที่จุดอ่อนของระบบ 3G คือ
• ความสามารถในการทำงานของ 3G อาจจะไม่เพียงพอที่จะสนองตอบความต้องการของแอพพลิเคชั่นสูง ๆ อย่างเช่น มัลติมีเดีย, วิดีโอแบบภาพเคลื่อนไหวที่เต็มรูปแบบ (Full-motion video) หรือการประชุมทางโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless teleconferencing) ทำให้เกิดความต้องการเทคโนโลยีเครือข่ายที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ 3G โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากด้วย
• มาตรฐานที่ซับซ้อนของ 3G ทำให้ยากในการเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย แต่เราต้องการใช้งานแบบเคลื่อนที่และพกพาไปได้ทั่วโลก
• นักวิจัยต้องการให้รูปแบบการส่งคลื่นทางเทคนิคมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 10 Mbps ซึ่งไม่สามารถทำได้ในโครงสร้างของ 3G
• ระบบ 4G เป็นระบบเครือข่ายแบบ IP digital packet ทำให้สามารถส่ง Voice และ Data ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยราคาการให้บริการที่ถูกมาก และมีรูปแบบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ซึ่งการพัฒนาซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดีย ที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที โทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุค 4G จะมีความสามารถและสมรรถนะสูงมาก ในระดับที่สามารถชมภาพวิดีโอกันแบบสดๆได้ พร้อมคุณภาพระดับ DVD ตามการเปิดเผยของซัมซุงฯ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ทางซัมซุงฯได้เพิ่มบุคลากรในแผนกอาร์แอนด์ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ 4G แล้ว
มีการคาดหวังถึงความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อบริการ M-Commerce บนระบบ 4G จะเป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย ทำให้เกิดแนวคิดมากมายในการทำ M-Commerce เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นแนวคิดเกี่ยวกับการกระจายข้อมูลออกไปในระยะใกล้ โดยมีเป้าหมายคือผู้บริโภคที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเดินผ่านร้านขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คุณอาจจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน และคุณก็สามารถที่จะตรวจสอบราคาสินค้า เปรียบเทียบราคากับร้านอื่นๆ เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด หรือเมื่อคุณนั่งรถไฟฟ้าผ่านสถานที่ท่องเที่ยว โทรศัพท์เคลื่อนที่4G ของคุณก็จะได้รับแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ของบริเวณนั้นบนจอของคุณ อีกทั้งข้อความโฆษณาของโรงแรมหรือที่พักที่อยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ เป็นต้น
ขณะนี้ ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จับมือกันแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี หวังสร้างมาตรฐานร่วม 4G แห่งเอเชีย โดย ชูคุณสมบัติเด่น รับส่งข้อมูล 100 เมกะบิตต่อวินาที พร้อมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล เวอร์ชั่น 6 หรือ “ไอพีวี6” (IPv 6) ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้พัฒนาขี้นเป็นรายแรก และมีแผนที่จะผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานระดับโลก
จะเห็นได้ว่าตอนนี้เหล่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และนักพัฒนาเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีใหม่กันแล้ว และดูเหมือนการแข่งขันที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่า 3G มาก จนทำให้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว แต่น่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบก้าวกระโดด จนธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอาจปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง
เนื้อหาข่าว
(CNN) — With all the free video on the web these days, or compelling new video devices such as Apple's iPad, it's tempting to get excited about the day you can fire your cable or satellite TV company and get all your entertainment from Internet streams.
But having spent a few years as an early adopter trying to do this — a "Hulu household," I called it — and recently caving in and resubscribing to cable, it's clear to me that the future of TV is simply more TV.
At least for the next several years, the way most people consume video in their homes isn't going to change much. There may be new gizmos and services to complement or extend your home video entertainment. But the vast majority of television is still going to be watched the old-fashioned way — on a TV set, from a cable or satellite provider.
Case in point: My most recent experiment with mobile TV, a technology that's been hyped for years but still hasn't delivered.
Last weekend, I brought my new iPad to the gym, excited to stream some of the afternoon Chicago Cubs game while I worked out.
That's one of the nice things about Major League Baseball's "At Bat" iPad app. If you subscribe to the league's MLB.TV web TV service, you can stream all the live baseball you want to your iPad.
And, in theory, that's the beauty of the iPad 3G: You don't need a wi-fi hotspot to access the internet, and can watch live video — such as baseball games, Netflix movies or ABC television shows — anywhere.
But the reality is that the technology just isn't there yet. After a few seconds of watching, my screen went blank, indicating AT&T's 3G signal couldn't keep my video stream alive. Then it switched me to a fuzzier stream of the game, which used less bandwidth. And then it went blank again. I tried to reboot the stream. It worked for a few seconds and then went blank again.
Based on my experience, today's 3G networks just don't always have the capacity to reliably handle steady streams of video. It may work sometimes, in some areas, but it's not reliable.
So I plugged my headphones into the TV set on my elliptical machine — powered by a cable feed of some sort — and watched the rest of a World Cup game. Not as futuristic, but at least it worked.
I experienced different challenges at home while trying to be a "Hulu household." There was no shortage of sources for streaming video content or new gizmos to try to hook up to my TV to support streaming video.
But if you enjoy even watching a modest amount of video, it's a lot of work always having to figure out which sites offer which video, how much it costs, which gadget it supports to hook up with the TV and how the video quality would look on a hi-def TV.
And the biggest problems are the small problems: Figuring out what to watch next, and actually going through the relatively easy motions to make it happen. Don't overlook the simplicity and serendipity of linear television channels, which always have something cued up to watch next.
TV just works. It's always there, and that's what people love about it.
So that's why Mark Cuban, owner of the NBA's Dallas Mavericks and co-founder of HDNet, cable network HDNet, isn't crazy when he argues that "The future of TV is … TV." Despite all the talk about the internet disrupting TV providers, it isn't happening yet.
A few supporting facts from Nielsen:
People who subscribe to cable and broadband have increased to 66 percent of the U.S. population, up from 55 percent in 2008. Meanwhile, the percentage of the population that only subscribes to the internet — and doesn't subscribe to cable TV — has stayed the same around 4 percent. Online video streaming accounts for less than 2.5 percent of total video consumption.
So when are Google, Apple and everyone else in Silicon Valley going to come and steamroll the cable industry with futuristic products and payment or advertising models? That's a good question, and we're still waiting for the answer.
Apple has tried to invade the living room for a few years already with Apple TV, and it's been one of the company's biggest flops. Meanwhile, the only thing that's really exciting about Google's new Google TV product is that it works with your existing TV service. This suggests that it's not going to replace your cable subscription for a long time.
Over the next decade, technology will likely enhance TV in the living room, making it better, more interesting and possibly more social. New devices such as the iPad and faster wireless networks may eventually make mobile video a more realistic proposition.
But the Internet isn't going to knock the TV industry out of business any time soon. And the future of TV is still TV.
แหล่งที่มาของข้อมูล
http://edition.cnn.com/2010/TECH/web/07/01/future.tv.frommer/index.html?fbid=P1GdSpkp76U
วันที่ 1 กรกฎาคม 2553
เก็บข่าวเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553
พรชัย สุรทศพร
ID 5210211016





