5210211014

ผ่า 4 ด่านการตลาดเฟซบุ๊คสำคัญ…อย่าทิ้งขว้างแฟน

จากความคิดเห็นของ ดร.ภิเษก ชัยนิรันดร์ อาจารย์ประจำสายวิชาบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ได้เปิดเผยไว้ว่า ช่วงนี้เปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาและพบความประหลาดใจว่าใน Wall เต็มได้ด้วยแคมเปญการตลาดจากสินค้าเพื่อเป็นการโหวตให้คะแนน โดยที่ผู้ชนะการโหวตจะได้รับรางวับที่กำหนดไว้ ซึ่งนักการตลาดจำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์ต่อว่า แคมเปญการตลาดเหล่านี้ จะส่งผลต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างไร
จากกรณีศึกษาทำให้เห็นว่ามีการใช้แนวคิดคือ เพิ่มจำนวนแฟนให้มากที่สุดผ่านการบอกต่อ (Word of Mouth) โดยใช้รางวัลเป็นสิ่งจูงใจ แต่กว่าที่ลูกค้าจะยินดีตกลงซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องฝ่าด่านถึง 4 ด่านดังต่อไปนี้
ด่านที1 การทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักหรือสนใจ (Get their attention) สิ่งแน่นอนที่สุดคือ คุณไม่สามารถขายของให้ใครก็ได้ หากเขาไม่รู้จักหรือค้าหรือบริการของคุณ
ด่านที่ 2 นอกจากรู้จักแบรนด์ของคุณ หรือกลุ่มเป้าหมาย ก็อาจจะรู้จักแบรนด์ของคู่แข่งอีกหลาย ๆราย จะทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายชอบคุณ (Get them to like you)
ด่านที่ 3 เมื่อกลุ่มเป้าหมายชอบในแบรนด์ ก็ควรสร้างกิจกรรมต่าง ๆเพื่อให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Get them to interact)
ด่านที่ 4 เมื่อเกิดความผูกพันในแบรนด์แล้ว ต้องสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือบริการ (Convince them to buy)
แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยังผ่านเพียงแค่ด่านที่ 1เท่านั้น คือพยายามทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักการมีอยู่ของแฟนเพจของแบรนด์และใช้กลยุทธ์แจกของรางวัลเพื่อแลกกับฐานแฟน ถึงแม้ว่าการมีจำนวนแฟนมากย่อมทำให้โอกาสจะสร้าง Viral Marketing ที่เกิดจากปากต่อปากของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่จำนวนแฟนที่มากก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นจะมากลายเป็นลูกค้า
แฟนเพจเกิดจากสิ่งจูงใจที่เอาไปล่อ แต่เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง แบรนด์จะต้องมอบสิ่งดี ๆ ที่มีคุณค่าต่อการเป็นแฟนต่อ เช่นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อสร้างให้เกิดปฏิสัมพันธ์ เนื้อหาที่มีประโยชน์ที่เชื่อว่าตัวกลุ่มเป้าหมายมีความสนใจที่จะรับรู้ และที่สำคัญ อย่าทิ้งขว้างแฟนเพราะหวังว่าจะใช้แคมเปญการตลาดในคราวหน้าเพื่อเพิ่มจำนวนแฟนขึ้นอีก เพราะนั่นก็ไม่ต่างจากการที่เอาเงินไปล่อให้คนเข้ามาเป็นเพื่อน
มีตัวอย่างที่สามารถฝ่าด่านทั้งหมดมาได้คือ เฟซบุ๊คของ GTH มีการตั้งคำถามให้ชวนร่วมสนทนาเช่นคำถามของหนังเข้าใหม่อย่างภาพยนตร์เรื่อง กวนมึนโฮ ให้บรรยายความรู้สึกของคนโดนทิ้งด้วยคำ 3 คำ ก็มีผู้เข้ามาร่วมตอบถึงกว่า 600 คน ซึ่งชวนให้สนุกสนาน หรืออาจจะเป็นคำถามสั้น ๆที่อาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาของหนัง ซึ่งก็สามารถดึงให้มีคนเข้าร่วมสนทนาได้ถึง 200 คน

วิเคราะห์ข่าว

ในปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจต่าง ๆก็มีรูปแบบเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการแข่งขันก็คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินการทางธุรกิจ ซึ่งมันจะส่งผลที่ดีทั้งในการลดcost ความสะดวกรวดเร็ว หรือ แม้แต่ความแม่นยำในการเก็บข้อมูล ในแต่ละแผนก อย่างเช่น ด้านโลจิสติกส์ ด้านการตลาด เป็นต้น ซึ่งนอกจากเครื่องมือจะเป็นซอฟท์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเพื่อให้ใช้ได้ดีกับการทำงานในแต่ละระบบ หรือจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถแอพพลายด์ใช้ได้กับงานหลาย ๆแผนก หรืออาจจะเป็นเว็บไซท์ที่เราอาจจะเข้าไปใช้ประโยชน์จากมันได้ ซึ่งปัจจุบันมีเว็บไซท์หลายเว็บที่เข้ามามีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก รวมทั้งกระแสของโซเชี่ยลเนทเวิร์คก็เป็นกระแสหลักในสังคมของปัจจุบัน ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะเคยเล่น ไอซีคิว เพิร์ช เอ็มเอสเอ็น หรือแม้แต่การที่มีเว็บบอร์ดตามเว็บไซต์ต่าง ๆเพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือเป็นการนัดพบของคนในแต่ละกลุ่มซึ่งมีความชอบ หรือ สนใจในเรื่องเดียวกัน แต่ก็มีเพียงไม่กี่อย่างที่เป็นที่นิยมขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งปัจจุบันเว็บโซเชี่ยลเนทเวิร์คอันดับหนึ่งที่คนรู้จักกันไปได้ทั่วโลกคือ เฟซบุ๊ค เฟซบุ๊คเป็นโซเชี่ยลเนทเวิร์ค ที่การเริ่มต้นไม่ได้เริ่มต้นมาเพื่อใช้ในการทำธุรกิจโดยตรง แต่เป็นการพัฒนาเพื่อมีการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูลกันในเรื่องทั่ว ๆไป และมันก็ยังทำให้โลกเรากลมขึ้น เพื่อนเราที่ห่างกันไปแล้ว ก็อาจจะได้มาเห็นมาเจอกันในเพจที่โพส ๆไว้ รวมทั้งมันยังทำให้เรารับทราบข้อมูลที่หลากหลาย รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในแบบเรียลไทม์ ก็จะทำให้คนอื่น ๆที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกับเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วย นอกจากจะทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเรา ก็อาจจะทำให้เราได้รู้จักคนใหม่ ๆ ผ่านเครือข่ายของเพื่อนเราต่อไปเรื่อย ๆด้วย รวมทั้งในเฟซบุ๊คก็ยังมีการก่อตั้งกลุ่มต่าง ๆขึ้นมา สำหรับคนที่อาจจะชอบหรือสนใจในสิ่งเดียวกันซึ่งทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันซึ่งก็ทำได้ในแบบเรียลไทม์เลย ทุกคนสามารถโต้ตอบกันได้เหมือนคุยกัน รวมทั้งมันก็มีโอกาสสื่อสารให้คนอื่นรู้ โดยจากการที่เรากดไล้ค์ หรือ เวลาเพื่อนของเราเข้ามาดูในเพจ แล้วอาจจะเห็น ก็จะทำให้ได้มีกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเราก็จะมากขึ้นเรื่อย ๆด้วย พอหลังจากนั้นก็มีการมาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจ โดยที่มีหลายบริษัทต้องการที่จะมีความใกล้ชิดกับลูกค้า นอกจากจะสร้างความเป็นกันเองแล้วโดยไม่ต้องมีต้นทุนแล้ว ก็ยังจะสามารถช่วยให้บริษัทเหล่านั้นทราบความต้องการของลูกค้ามากขึ้นด้วย

ข้อดีของการทำการตลาดบนเฟซบุ๊ค

1. เฟซบุ๊คเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องมีต้นทุนในการทำ ใครก็ได้ที่จะสามารถสร้างเพจของตนเอง ทำให้ลูกค้าของเราได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารในเวลาเรียลไทม์
2. เป็นที่แชร์ข้อมูลทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ซึ่งอาจจะเป็นความต้องการของลูกค้าที่ลูกค้ามาแจ้งไว้บนหน้าเพจ รวมทั้งอาจจะเป็นคอมเพลน ซึ่งเราก็จะสามารถชี้แจงให้ทุกคน ๆในแฟนเพจของเราทราบโดยการอธิบายครั้งเดียว และลูกค้าคนอื่น ๆที่อาจจะได้ฟังมาจากที่อื่น ซึ่งไม่ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงก็ไม่ต้องพูดถึงเราในทางที่ผิดหรือไม่ดี กันต่อ ๆไป
3. บางบริษัทอย่างเช่น โตโยต้า ได้นำเฟซบุ๊คมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำ CSR ของบริษัท เป็นที่แจ้งรวบรวมข้อมูลของการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกของโตโยต้า รวมทั้งก็จะทำให้ลูกค้าที่อาจจะไม่เคยทราบข่าวสารมาก่อน พอมาเห็นข้อมูลจากทางนี้ก็อาจจะอยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ก็เหมือนจะทำให้บริษัทเป็นตัวกลางเพื่อให้ผู้บริโภค หรือคนเล่นเฟซบุ๊ค มีโอกาสในการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของบริษัทอีกด้วย
4. ในการพูดคุยผ่านทางเฟซบุ๊คซึ่งมีการอัพเดทได้ตลอดทุกวันและมีการโต้ตอบสื่อสาร ในทุก ๆวันก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ และรู้สึกว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับแบรนด์แบรนด์นั้นมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกผูกพันกับแบรนด์ด้วย
5. ถ้ามองในแง่ของลูกค้าเองแล้ว ในวันหนึ่งลูกค้าอาจจะไม่ต้องกดเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆเพื่อเข้าไปอัพเดทข้อมูลของทุกเว็บ สมมติว่า ลูกค้าสนใจทั้งเครื่องสำอางค์Kanebo ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บริษัทซัมซุง หรือข่าวสารของเว็บอื่น ๆ ก็อาจจะไม่ต้องทำให้ลูกค้าเสียเวลากดและคลิกเข้าไปดู หลาย ๆเว็บ หากมีอะไรอัพเดทมา แบรนด์ที่ลูกค้าได้กดไล้ค์ หรือลูกค้าได้เป็นเครือข่ายของแบรนด์เหล่านี้แล้วก็จะทำให้ รับทราบข้อมูลทั้งหมดได้ทันทีที่มีการอัพเดทโดยที่ลูกค้าเข้าเฟซบุ๊คเพียงเว็บเดียวเท่านั้น ก็จะสามารถทราบข่าวสารข้อมูลได้ทั้งหมด รวมทั้งจะสามารถมีการสอบถามพูดคุยและออกความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรโมชั่นนั้นได้ด้วย

ข้อเสียของการทำการตลาดบนเฟซบุ๊ค
1. ในการแชร์ข้อมูลซึ่งทางลูกค้าอาจจะคอมเพลนผ่านทางหน้าเฟซบุ๊ค ซึ่งก็อาจจะทำให้ลูกค้ารายอื่นทราบถึงด้านที่อาจจะเป็นรอยรั่วของสินค้า รวมทั้งอาจจะเกิดการรับข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว
2. การรับส่งข้อมูลของเฟซบุ๊คเป็นแบบเรียลไทม์ ก็อาจจะทำให้ไม่ได้มีการกรั่นกรองจากคนที่เข้ามาอ่าน ในการโพสเรื่องต่าง ๆก็ใครโพสก็ได้ทั้งดีหรือไม่ดี ทั้ง ๆที่เรื่องไม่ดีซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ แล้วหากยังไม่มีการตอบรับหรือชี้แจงจากเจ้าของเพจเพื่อชี้แจงอย่างรวดเร็วก็อาจจะทำให้ มีการส่งต่อข้อมูลแบบปากต่อปาก หรือมีการส่งหน้าเว็บให้ดูว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั้ง ๆที่อาจจะเป็นเรื่องไม่จริงก็ได้
3. ถ้าทางบริษัทมีการทำเพื่อมีแฟนเพจเยอะ ๆ โดยการเล่นเกมส์ แจกรางวัลอย่างที่ข่าวได้บอกไว้ด้านบนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการพูดคุยหรือแชร์ข้อมูล ก็อาจจะไม่ทำให้คนสนใจที่จะมาซื้อหรือใช้บริการได้อย่างแท้จริง เพราะบางทีคนอาจจะกดไล้ค์เพื่อต้องการที่จะได้แค่ของรางวัลนี้แล้วก็จบไป ไม่ได้ใส่ใจที่จะซื้อสินค้าเลยด้วยซ้ำ
4. ถ้าทางบริษัทมีการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว คือ มาโพสแต่โปรโมชั่นใหม่ ๆ ข่าวสารอัพเดท หรือสินค้าที่ออกมาใหม่ ๆ เพื่อจ้องจะทำการตลาดอย่างเดียว โดยที่ไม่ตอบหรือพูดคุยหรือสนใจกับสิ่งที่แฟนเพจถาม หรือคอมเพลน ไม่มีการสนทนาตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ ก็อาจจะทำให้ ไม่ทราบถึงข้อมูลที่ต้องการทราบอย่างแท้จริง ก็จะทำให้เกิดความเอือมระอา และรู้สึกถึงความไม่ใส่ใจในความรู้สึกของลูกค้าของบริษัทนั้น ก็อาจจะทำให้มีการสวิตช์แบรนด์เกิดขึ้น หรืออาจจะทำให้เค้ามองผ่านสินค้าแบรนด์นี้ไปเลยก็ได้
สรุป จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดบนเฟซบุ๊คก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันก็จะเป็นข้อดี เพราะถ้าหากบริษัทเราดีไม่หมกเม็ด เปิดเผย เราก็จะไม่ได้เสียอะไรเลยจากการใช้พื้นที่ตรงนี้ แถมยังจะสามารถมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นได้ทุกวัน ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งหาฐานลูกค้า จากการใช้พื้นที่เฟซบุ๊คกลับทำให้คนรู้จักเราเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเราจะต้องให้ความสนใจกับแฟนเพจที่เรามีอยู่ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะให้เค้ายังคอยติดตามเราตลอด ไม่ลบเราออกจากเครือข่าย ซึ่งถ้าเกิดเราไม่สนใจปล่อยปะละเลยแฟนเพจเหล่านี้ มันก็จะกลายเป็นข้อเสียของการใช้เฟซบุ๊คในการทำการตลาดขึ้นมา การตลาดบนเฟซบุ๊คเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คนสนใจและรู้จักเรามากขึ้น มันจะเป็นเครื่องมือที่ดีในเมื่อเรารู้จักใช้มันไปในทางที่ดี และมันจะเป็นเครื่องมือที่ทำลายเราได้ หากเราใช้มันไปในทางที่ผิดหรือไม่รู้จักใช้มัน

เอกสารอ้างอิง

http://www.facebook.com/ToyotaCSR

เนื้อหาข่าวต้นฉบับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/global/20100817/348266/ผ่า4ด่านการตลาดเฟซบุ๊คสำคัญ...อย่าทิ้งขว้างแฟน!.html

ไอที-นวัตกรรม : ไอทีไร้พรมแดน
วันที่ 17 สิงหาคม 2553 12:00
ผ่า4ด่านการตลาดเฟซบุ๊คสำคัญ…อย่าทิ้งขว้างแฟน!
โดย : พรหมมินทร์ งามจั่นศรี moc.puorgnoitan|nimmorhp#moc.puorgnoitan|nimmorhp Twitter@phrommin}

ในทวิตเตอร์จะมีก๊วนพูดคุยกันในหมู่นักการตลาดโซเชียล มีเดีย ที่เชื่อมโยงกันด้วยแท็ก (tag) #ittwt หรือไอทีทวีต
เพื่อแชร์ความรู้ในการทำการตลาดผ่านโซเชียล มีเดีย ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่อง อุปสรรคในการแสดงให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของสื่อใหม่ วิธีการวัดผล แสดงประสิทธิภาพและความสำเร็จของโซเชียล มีเดีย โดยเฉพาะสถิติ หรือฟีดแบ็คที่มีต่อแบรนด์หรือสินค้า

ดร.ภิเษก ชัยนิรันดร์ อาจารย์ประจำสายวิชาบริหารธุรกิจและการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการเงิน ทั้งยังเป็นคอลัมนิสต์ด้านการตลาดโซเชียล มีเดีย เจ้าของผลงานหนังสือ “การตลาดแนวใหม่ผ่าน Social Media” เล่นทวิตเตอร์ในชื่อ qool_pisek และเฟซบุ๊คที่ facebook.com/Iampisek

news_img_348266_1.jpg

ดร.ภิเษก เผยว่า ช่วงนี้เปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาและพบความประหลาดใจว่าในวอลล์ (Wall) เต็มไปด้วยแคมเปญการตลาดจากสินค้าหลากชนิด ถูกนำมาโพสต์โดยหวังให้ไปช่วยกดชอบ (Like) เพื่อเป็นการโหวตให้คะแนน โดยที่ผู้ชนะการโหวตจะได้รับรางวัลที่กำหนดไว้ ซึ่งนักการตลาดจำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์ต่อว่า แคมเปญการตลาดเหล่านี้ จะส่งผลต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างไร

ตัวอย่างที่เขานำมากล่าวถึง คือกระดาษเช็ดหน้าขนาดพกพา คลีเน็กซ์ (Kleenex) ใช้การประกวดภาพถ่ายทั้งภาพเดี่ยว ภาพคู่ และภาพกลุ่ม โดยต้องไปถ่ายที่บูธ Kleenex ToGo แล้วนำมาลงในเฟซบุ๊ค จากนั้นก็ไปชักชวนเพื่อนๆ มาคลิก Like สำหรับรูปถ่ายที่ตนเองส่งประกวด ภาพไหนได้รับคะแนนสูงสุด จะได้รับรางวัลที่พักเลทส์ ซี รีสอร์ท ที่หัวหิน มูลค่า 10,000 บาท นอกจากนี้ยังให้แฟนๆ ร่วมตอบคำถาม ชิงรางวัล โทรศัพท์มือถือแบล็คเบอร์รี โบลด์ 9700 โดยผู้เล่นต้องสมัครเป็นสมาชิกแฟนเพจ และกดปุ่ม Like วิธีการนี้ทำให้คลีเน็กซ์ได้แฟนไป 3,555 คน (ถึงวันที่ 16 ส.ค.2553)

ด้านสายการบิน แอร์เอเชีย (AirAsiaThailand) จัดกิจกรรม “Friend get Friends” ในรูปแบบของ “อยากบินฟรี คลิกเลยค่ะ” รูปแบบไม่มีอะไรมากไปกว่าการชวนเพื่อนมาเป็นแฟนเพจ ของแอร์เอเชียให้มากที่สุด โดยทำในรูปแบบของการส่งลิงค์ไปให้กด ไม่ว่าจะเป็น Publish Link ดังกล่าวบนเฟซบุ๊คของตน การคัดลอกลิงค์ไปไว้ในกระดานบอร์ดของตน หรือของเพื่อน หรือการส่งอี-เมล์ เพื่อแจ้งให้เพื่อนๆ ได้กดลิงค์นั้น โดยผู้ที่ได้สมาชิกสูงสุดอันดับ 1 จะได้ตั๋วเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ 2 ที่นั่ง ไม่ระบุเส้นทาง และอันดับ 2 ได้ตั๋วเครื่องบินไป-กลับในประเทศ 2 ที่นั่งเช่นกัน ปรากฏว่าจำนวนแฟนสูงมาก คือ 25,689 คน (ณ วันที่ 16 ส.ค.2553)

ส่วนเดลล์ (Dell) จัดกิจกรรมตลาดเข้ากับบรรยากาศเดือนสิงหาคม ด้วยกิจกรรม “I Love You, Mom” ผู้เข้าร่วมต้องเป็นแฟนของเดลล์ก่อน จากนั้นจึงส่งรูปถ่ายภายใต้แนวคิด “คุณแม่สุดที่รัก” มาลงในวอลล์ แล้วไปเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ มาช่วยกด Like รูปนั้น โดยผู้ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับ จะได้รับบัตรของขวัญจากลีวายส์มูลค่า 3,500 บาท 3 รางวัล ซึ่งปัจจุบัน มีแฟนเพจ 15,128 คน (ณ วันที่ 16 ส.ค.2553)

กรณีศึกษาทั้งสามจะเห็นว่าใช้แนวคิดเหมือนกัน คือเพิ่มจำนวนแฟนให้มากที่สุดผ่านการบอกต่อ (Word of Mouth) โดยใช้รางวัลเป็นสิ่งจูงใจ แต่กว่าที่ลูกค้าจะยินดีตกลงซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องฝ่าด่านถึง 4 ด่าน ดังต่อไปนี้

ด่านที่ 1 การทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักหรือสนใจ (Get their attention) สิ่งแน่นอนที่สุดคือ "คุณไม่สามารถขายของให้ใครได้ หากเขาไม่รู้จักสินค้าหรือบริการของคุณ"
ด่านที่ 2 นอกจากรู้จักแบรนด์ของคุณ กลุ่มเป้าหมายก็อาจจะรู้จักแบรนด์ของคู่แข่งอีกหลายๆ ราย จะทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายชอบคุณ (Get them to like you)
ด่านที่ 3 เมื่อกลุ่มเป้าหมายชอบในแบรนด์ ก็ควรสร้างกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง (Get them to interact) และด่านสุดท้ายเมื่อเกิดความผูกพันแบรนด์แล้ว ต้องสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือบริการ (Convince them to buy)

จาก 4 ด่าน เมื่อเปรียบกับกรณีศึกษาถือว่าเป็นเพียงด่านที่ 1 เท่านั้น คือพยายามทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รู้จักการมีอยู่ของแฟนเพจของแบรนด์ให้มากที่สุด และใช้กลยุทธ์แจกของรางวัลเพื่อแลกกับฐานแฟน ที่จะมีจำนวนเพิ่มแบบทวีคูณ แทนที่จะใช้บทสนทนาค่อยๆ สร้างจำนวนของแฟนขึ้นมา

"เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วว่า การมีจำนวนแฟนมาก ย่อมทำให้โอกาสจะสร้าง Viral Marketing ที่เกิดจากปากต่อปากของสมาชิกมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่จำนวนแฟนที่มากก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าสุดท้ายพวกเขาเหล่านั้น จะกลายมาเป็นลูกค้า"
ดร.ภิเษก ย้ำและว่า แฟนเกิดจากสิ่งจูงใจที่เอาไปล่อ แต่เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง แบรนด์จะต้องมอบสิ่งดีๆ ที่มีคุณค่าต่อการอยู่เป็นแฟนต่อ เช่น การพูดคุยอย่างเป็นกันเอง การใช้คำถาม เพื่อสร้างให้เกิดปฏิสัมพันธ์ เนื้อหาที่มีประโยชน์ที่เชื่อว่าตัวกลุ่มเป้าหมายมีความสนใจที่จะรับรู้ เป็นต้น และที่สำคัญ อย่าทิ้งขว้างแฟน เพราะหวังว่าจะใช้แคมเปญการตลาดในคราวหน้า เพื่อเพิ่มจำนวนแฟนขึ้นอีก เพราะนั่นไม่ต่างจาก การเอาเงินไปล่อให้คนเข้ามาเป็นเพื่อน พอเงินหมดแทบไม่อยากจะคิดต่อ

ดร.ภิเษก กล่าวว่า อยากให้บรรดาแบรนด์ทั้งหลาย ดูตัวอย่างเฟซบุ๊คของ จีทีเอช (GTH) นอกจากกิจกรรมการตลาด จีทีเอช มีบทสนทนาที่ทรงพลังต่อแฟนมาก ในการตั้งคำถามที่เข้ากับบรรยากาศของหนังใหม่ แต่ละคำถามชวนให้ร่วมวงสนทนา เช่นคำถามของหนังเข้าใหม่ อย่างภาพยนตร์เรื่อง “กวนมึนโฮ” เช่น “ยินดีที่ไม่รู้จัก ตอนสายๆ ค่ะ… ชวนคุยขำๆ ลองมาบรรยายความรู้สึกของคน "โดนทิ้ง" ด้วยคำ 3 คำ เริ่มกันที่.. เจ็บ จัง แก ^^”

คำถามง่ายๆ นี้ มีผู้เข้ามาร่วมตอบถึงกว่า 600 คน ต่างใช้คำ 3 คำของแต่ละคนชวนให้ขำและสนุกสนาน หรืออาจเป็นคำถามสั้นๆ ง่ายๆ แค่ว่า “เคยเจอเหตุการณ์ของ "คนไม่รู้จัก แต่รักกัน" บ้างมั้ยคะ เล่ามาซะดีๆ อยากรู้บ้าง อะไรบ้าง^^” ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมสนทนากว่า 200 คน

บทสนทนาง่ายๆ แต่เปิดโอกาสให้แฟนเข้ามามีส่วนร่วม และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นเครื่องมือที่ดีในการฝ่าด่านที่ 2 และด่านที่ 3 และเมื่อหนัง “กวนมึนโฮ” เข้าฉายแล้ว คนในโซเชียล มีเดียก็อยากที่จะซื้อตั๋วไปชม เพราะทราบความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้มาโดยตลอด