TOT ยอมรับเป้า 3G 6 เดือน 5 แสนรายพลาดเป้า แจง 2 ปัญหาใหญ่ เน็ตเวิร์คไม่ครอบคลุม และ MVNO ทายอดลูกค้าไม่ได้ตามแผน
News Summary
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำตลาดโทรศัพท์มือถือระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 1900 ของทีโอที ที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 52 นั้น จนถึงปัจจุบันนี้ มียอดลูกค้าได้น้อยกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้มาก โดยก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะมีลูกค้าภายใน 6 เดือน จำนวน 5 แสนราย แต่ถึงขณะนี้มีลูกค้าจากยอดขายซิมการ์ดเพียง 3 แสนราย และมีลูกค้าที่ใช้งานจริง (Active User) แค่ 1 แสนรายเท่านั้น
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดลูกค้าไม่ตรงตามแผน เนื่องจาก ประสิทธิภาพของโครงข่ายที่ให้บริการ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าจะให้บริการในกทม.และปริมณฑล แต่การใช้งานจริงนั้น ยอมรับว่ามีจุดบอดสัญญาณอยู่มาก รวมทั้ง ผู้เช่าใช้โครงข่าย และทำตลาด (MVNO) นั้น ก็ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้
ดังนั้น ฝ่ายบริหารของทีโอที กำลังหา MVNO รายใหม่อีก 2-3 ราย ให้เข้ามาช่วยทำตลาด อย่างไรก็ตาม ทีโอทียังคงไม่ยกเลิก MVNO รายเดิม เพราะมีสัญญาอยู่ 1 ปี แต่จะใช้วิธีการจำกัดสิทธิ์ หรือนำเลขหมายที่เป็นส่วนเดิมของรายนั้น ๆ มาให้ MVNO รายใหม่ให้บริการแทน
“พูดแบบไม่โกหกเลยว่า เราพลาดเป้าอย่างมาก ลูกค้าที่จะมาใช้ 3G ของทีโอทีมีน้อย และใช้งานจริงไม่ถึงครึ่งของเบอร์ที่เรามีอยู่คือ 5 แสนเลขหมาย ส่วนหนึ่งก็ต้องโทษเราเองว่า ขยายพื้นที่ให้บริการไม่ทันความต้องการของลูกค้า และอีกส่วนคือมี MVNO บางรายสอบตก ทำยอดขายไม่ได้เลย ไม่เหมือนตอนที่มาโม้ไว้ ดังนั้น หากเราเปิดให้มี MVNO รายใหม่ ก็จะนำโควต้าของคนที่ขายไม่ได้มาให้คนใหม่”
รายงานข่าวระบุว่า MVNO เดิมมีอยู่ 4 ราย คือ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด บมจ.ล็อกซเลย์ บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนี่ยริ่ง (ไออีซี) และบริษัท เอ็ม คอนเซ้าส์เทนส์ โดยผู้ที่สร้างยอดขายซิมได้มากที่สุดคือ สามารถ-ไอโมบาย โดยรายได้ไปแล้วกว่า 150,000 เลขหมาย
ส่วนความคืบหน้า การขยายโครงการ 3G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศนั้น นายวรุธ กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวเหลือเพียงให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอเข้าที่ประชุมครม. เพื่อขออนุมัติต่อไป ในส่วนของทีโอทีเองนั้น ก็ได้เร่งดำเนินการหาแหล่งเงินกู้ เพื่อมาลงทุนในระบบดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งอิงจากที่ครม.เศรษฐกิจ เคยระบุว่า โครงการ 3G ของทีโอทีนี้ น่าจะใช้เงิน 17,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ทีโอทีได้หารือกับสถานบันทางการเงิน และธนาคารในประเทศและต่างประเทศไว้แล้ว ซึ่งตามจริงมูลค่าการลงทุนในโครงข่าย 3G จะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 20,000 ล้านบาท แต่หากทีโอทีกู้ 17,000 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือจะนำมาจากกระแสเงินสดในมือที่มีอยู่
News Analysis
จากข่าวผู้ศึกษาสามารถสรุปประเด็นของข่าวได้เป็น 2 ประเด็น คือ
1) การออกมายอมรับถึงข้อผิดพลาดในการคาดการณ์ยอดขายที่ TOT ได้ทำการคาดการณ์ไว้ว่าจะมียอดลูกค้าถึง 5 แสนราย แต่กลับไม่เป็นตามเป้าหมายนั้น
2) การขยายโครงการ 3G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยโครงการ 3G ของทีโอทีนี้ น่าจะใช้ในโครงการเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท
ประเด็นที่ 1
การออกมายอมรับถึงข้อผิดพลาดในการคาดการณ์ยอดขายที่ TOT ได้ทำการคาดการณ์ไว้ว่าจะมียอดลูกค้าถึง 5 แสนราย แต่กลับไม่เป็นตามเป้าหมายนั้น สำหรับประเด็นนี้ทาง TOT ได้บอกว่าชี้แจงว่าเกิดจาก 2 ปัญหาหลัก คือ
1. ประสิทธิภาพของโครงข่ายที่ให้บริการ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าจะให้บริการในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่การใช้งานจริงนั้น ยอมรับว่ามีจุดบอดสัญญาณอยู่มาก โดยปัจจุบัน TOT ได้ครอบคลุมพื้นทีเพียง 7 จังหวัดเท่านั้น อันประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และอยุธยา ซึ่งภายในเขตพื้นที่ทั้งหมดนี้ก็มีการบริการเครือข่าย 3G เพียงบางจุดเท่านั้น
2. ผู้เช่าใช้โครงข่าย และทำการตลาด (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ โดยผู้ศึกษามองว่าผู้ให้บริการ MVNO จะต้องมีข้อแตกต่างที่มากพอที่จะดึงดูดผู้ใช้ให้หันมาเลือกใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นราคา แอพพลิเคชั่นแพ็กเกจ หรือการทำตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เพราะคุณภาพเครือข่ายย่อมไม่แตกต่างจากคุณภาพของเจ้าของโครงข่ายที่ให้บริการอยู่เดิม เช่น AIS และ DTAC เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องหา "จุดขาย” ที่จะโน้มน้าวใจผู้ใช้ได้มากพอ
จากการทำตลาดที่ต้องแตกต่างอย่างชัดเจน ทำให้รูปแบบการให้บริการแบบ MVNO ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป แม้จะเป็นเทรนด์ของหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเอง ต้องขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการรายใหม่ ว่าจะมีวิธีคิด และทำการตลาดอย่างไรให้แตกต่างไปจากที่ผู้ให้บริการรายปัจจุบันได้นำเสนออยู่แล้ว ทั้งเรื่องราคา คุณภาพ เครือข่าย เพราะรายใหม่มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ ต้องไปเช่าโครงข่ายมาจากผู้อื่นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งแม้ MVNO จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย แต่ก็ค่อนข้างยากที่จะประสบความสำเร็จเทียบเท่ากับรายเดิมที่ให้บริการอยู่
ผลกระทบของประเด็นที่ 1
จากปัญหาของประเด็นที่ 1 คือการไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ TOT ได้คาดการณ์ไว้นั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของบริษัทผู้ยื่นประมูลใบอนุญาตเครือข่าย 3G ต่อการทำการตลาด และศักยภาพของตลาดในอนาคตได้ กล่าวคือ TOT เปรียบเสมือนเป็นบริษัทนำร่องที่ได้ให้บริการระบบ 3G ในประเทศไทย โดยได้ให้บริษัทประเภท MVNO ได้เข้ามาเช่าโครงข่าย และทำการตลาดให้ โดยประกอบด้วย 5 บริษัทคือ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด บมจ.ล็อกซเลย์ บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนี่ยริ่ง (ไออีซี) และซึ่งมีช่องทางการจัดจำหน่ายมากมาย แต่ผู้ใช้บริการกลับไม่ให้การตอบรับเท่าที่ควร
ดังนั้นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ที่จะเข้ามาให้บริการในระบบ 3G รายต่อไป อาจจะกังวลต่อความคุ้มค่ากับการลงทุนในครั้งนี้หรือไม่ เพราะการจะเข้ามาให้บริการ 3G ได้จำเป็นจะต้องประมูลใบอนุญาต 3G ที่ราคาใบละ 12,800 ล้านบาท ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องกลับไปคิดทบทวน วิเคราะห์ คาดการณ์ และวางแผนเป็นอย่างดี ให้พร้อมรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับธุรกิจ 3G นี้ต่อไป
ประเด็นที่ 2
การขยายโครงการ 3G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยโครงการ 3G ของทีโอทีนี้ น่าจะใช้ในโครงการเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท โดยนโยบายของไอซีทีในโครงการถนนไร้สายนี้ ทีโอทีได้เสนอแผนการดำเนินผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบอร์ดก็เห็นชอบในหลักการเบื้องต้น ซึ่งจะนำร่องในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ รวม 3 จังหวัดคือ ตรัง นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ในส่วนของรายละเอียดการให้บริการ สำหรับการให้บริการจะอยู่ที่ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที (2 MB) โดยอัตราค่าบริการเพียง 150 บาทเท่านั้น
โดยผู้ศึกษามองว่าการขยายโครงการ 3G ของ TOT นี้จะเป็นประโยชน์โดยรวมต่อประชาชนในประเทศ หากยิ่งสามารถทำให้ครอบคลุมได้มากเท่าไรก็จะส่งผลดีมากเท่านั้น แต่ทั้งนี้ต้องศึกษาถึงความคุ้มค่าและต้นทุนของโครงการด้วยว่า จำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนี้ มากหรือน้อยเกินไป เพราะหากได้งบประมาณที่เหมาะสมก็จะส่งผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ และอีกประเด็นที่ควรศึกษาคือ พื้นที่ในการให้บริการควรจะให้บริการอย่างทั่วถึงทุกภาค และทุกจังหวัดของประเทศ ไม่ควรจะกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อให้เกิดความทั่วถึงในการให้บริการ รวมถึงผู้ใช้บริการในต่างจังหวัดที่อาจจะหากไกลจากการเข้าถึงระบบ 3G นี้ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบ 3G ดังกล่าวนี้ได้
ข้อดีของการมีระบบ 3G อย่างทั่วถึง
1. อุปกรณ์สื่อสารไร้สายมีรูปแบบอื่นๆ Plamtop, PDA, Laptop และ PC รับส่งข้อมูลในความเร็วสูงรวดเร็ว ทำให้สามารถแสดงภาพกราฟฟิก แสดงแผนที่ตั้ง เป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด
2. จะมีเปลี่ยนแปลงแผนการทำการตลาดมาสู่รูปแบบของ e-Marketing แทนการตลาดแบบเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้นทุนต่ำ ตรงเป้าหมาย ทุกที่และทุกเวลา
3. ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถโหลต VDO จาก YouTube ดูได้จากโทรศัพท์มือถือโดยไม่จำเป็นต้องใช้ Notebook อีกต่อไป เพราะความเร็วของ 3G ในการ Download อยู่ที่ 14.4mbps
4. Software โปรแกรม ข้อมูลทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนมาเพื่อใช้บน Internet ทั้งหมด เพราะมีความสะดวกในการใช้งานมากกว่า เช่น Google Doc เป็นต้น
The Originals
Story : ทีโอที ยอมรับเป้า 3จี 6 เดือน 5 แสนรายพลาดเป้า แจง 2 ปัญหาใหญ่ เน็ตเวิร์คไม่ครอบคลุม เอ็มวีเอ็นโอทำยอดลูกค้าไม่ได้ตามแผน
Source : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2553
Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/it/20100629/340192/ทีโอทีรับ3จีพลาดเป้าชี้เอ็มวีเอ็นโอสอบตก.html
“วรุธ”ยอมรับเป้าหมาย 3 จี 6 เดือน 5 แสนรายเป็นแค่ฝัน ตอนนี้ขายได้ 3 แสน แต่ใช้จริงหดมีอยู่เพียงแสนราย รับปัญหามี 2 เรื่องใหญ่ เน็ตเวิร์กไม่ครอบคลุม บวกเอ็มวีเอ็นโอทำยอดลูกค้าไม่ได้ตามแผน เตรียมเปิดให้รายใหม่อีก 2 รายที่มีศักยภาพมาทำแทน ส่วนแผนขยาย 3 จีทั่วประเทศ มั่นใจเกิดได้ในสมัย “จุติ” พร้อมรับลูกนโยบายถนนไร้สาย นำร่องก่อน 3 จังหวัดเหนือใต้
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การทำตลาดโทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี บนคลื่นความถี่ 1900 ของทีโอที ที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 52 นั้น จนถึงปัจจุบันนี้ มียอดลูกค้าได้น้อยกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้มาก โดยก่อนหน้านี้ประเมินว่าจะมีลูกค้าภายใน 6 เดือน จำนวน 5 แสนราย แต่ถึงขณะนี้มีลูกค้าจากยอดขายซิมการ์ดเพียง 3 แสนราย และมีลูกค้าที่ใช้งานจริง (แอ็คทีฟ ยูสเซอร์) แค่ 1 แสนรายเท่านั้น
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดลูกค้าไม่ตรงตามแผน เนื่องจาก ประสิทธิภาพของโครงข่ายที่ให้บริการ ไม่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ แม้ว่าจะให้บริการให้กทม.และปริมณฑล แต่การใช้งานจริงนั้น ยอมรับว่ามีจุดบอดสัญญาณอยู่มาก รวมทั้ง ผู้เช่าใช้โครงข่าย และทำตลาด (เอ็มวีเอ็นโอ) นั้น ก็ไม่สามารถสร้างยอดขายได้ ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้
ดังนั้น ฝ่ายบริหารของทีโอที กำลังหาเอ็มวีเอ็นโอรายใหม่อีก 2-3 ราย ให้เข้ามาช่วยทำตลาด อย่างไรก็ตาม ทีโอที่ยังคงไม่ยกเลิกเอ็มวีเอ็นโอรายเดิม เพราะมีสัญญาอยู่ 1 ปี แต่จะใช้วิธีการจำกัดสิทธิ์ หรือนำเลขหมายที่เป็นส่วนเดิมของรายนั้นๆ มาให้เอ็มวีเอ็นโอรายใหม่ให้บริการแทน
“พูดแบบไม่โกหกเลยว่า เราพลาดเป้าอย่างมาก ลูกค้าที่จะมาใช้ 3 จีของทีโอทีมีน้อย และใช้งานจริงมีถึงครึ่งของเบอร์ที่เรามีอยู่คือ 5 แสนเลขหมาย ส่วนหนึ่งก็ต้องโทษเราเองว่า ขยายพื้นที่ให้บริการไม่ทันความต้องการของลูกค้า และอีกส่วนคือมีเอ็มวีเอ็นโอบางรายสอบตก ทำยอดขายไม่ได้เลย ไม่เหมือนตอนที่มาโม้ไว้ ดังนั้น หากเราเปิดให้มีเอ็มวีเอ็นโอรายใหม่ ก็จะนำโควต้าของคนที่ขายไม่ได้มาให้คนใหม่”
รายงานข่าวระบุว่า เอ็มวีเอ็นโอเดิมมีอยู่ 4 ราย คือบมจ.สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด บมจ.ล็อกซเลย์ บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนี่ยริ่ง (ไออีซี) และบริษัท เอ็ม คอนเซ้าส์เทนส์ โดยผู้ที่สร้างยอดขายซิมได้มากที่สุดคือ สามารถ-ไอโมบาย โดยรายได้ไปแล้วกว่า 150,000 เลขหมาย
รอชง3จี ให้รมว.ไอซีที ส่วนความคืบหน้า การขยายโครงการ 3 จีให้ครอบคลุมทั่วประเทศนั้น นายวรุธ กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวเหลือเพียงให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐบาล (ครม.) เพื่อขออนุมัติต่อไป ในส่วนของทีโอทีเองนั้น ก็ได้เร่งดำเนินการหาแหล่งเงินกู้ เพื่อมาลงทุนในระบบดังกล่าวไว้แล้ว ซึ่งอิงจากที่ครม.เศรษฐกิจ เคยระบุว่า โครงการ 3 จีของทีโอทีนี้ น่าจะใช้เงิน 17,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทีโอทีได้หารือกับสถานบันทางการเงิน และธนาคารในประเทศและต่างประเทศไว้แล้ว ซึ่งตามจริงมูลค่าการลงทุนในโครงข่าย 3 จี จะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 20,000 ล้านบาท แต่หากทีโอทีกู้ 17,000 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือจะนำมาจากกระแสเงินสดในมือที่มีอยู่ นอกจากนี้ ทีโอทียังมีแผนขยายโครงการโครงข่ายอัจฉริยะในอนาคต (เอ็นจีเอ็น) วงเงิน 14,000 ล้านบาท ซึ่งก็กำลังรอให้นายจุติ เสนอเข้าครม.ด้วย
“ตามกำหนดการของ รมว.ไอซีที น่าจะมาเยี่ยมทีโอทีในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ดังนั้น เราจะรายงานเป็นการสรุปให้ท่านว่า โครงการ 3 จีนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างไร ถ้ามีเทคโนโลยีเกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในรูปแบบวีดีโอคอลล์ ซึ่งเรื่อง 3 จีนี้ผ่านมือรมว.ไอซีทีมา 2 คนแล้ว ซึ่งมาถึงท่านจุติ ผมมีความเชื่อว่าจะสามารถเกิดได้แน่นอน”
นายวรุธ ยังกล่าวถึง นโยบายของไอซีทีในโครงการถนนไร้สายนั้น ทีโอทีได้เสนอแผนการดำเนินผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทแล้ว โดยบอร์ดก็เห็นชอบในหลักการ เบื้องต้นจะนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ รวม 3 จังหวัดคือ ตรัง นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ซึ่งขณะนี้ กำลังหารือร่วมกับไอซีทีอีกครั้ง ในส่วนของรายละเอียดการให้บริการ สำหรับการให้บริการจะอยู่ที่ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที อัตราค่าบริการ 150 บาท
นอกจากนี้ ทีโอทียังมีแผนโครงการถนนไร้สายเฟส 2 ในครอบคลุมทั่วประเทศ 5,200 ตำลบด้วย ซึ่งก็จะหารือกับไอซีทีด้วยว่า หากต้องการให้เกิดถนนไร้สายทั่วประเทศจริง ไอซีทีจำเป้นต้องหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนให้ เพราะหากจะให้ทีโอทีไปกู้ คงอนุมัติไม่ผ่านแน่นอน เพราะงบลงทุนน่าจะสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท แต่คิดค่าบริการ 150 บาท ดังนั้น เป็นธุรกิจที่ไม่เกิดกำไร
“จริงๆ ตอนนี้เรามีโครงข่ายให้บริการไปเกือบครบทุกพื้นที่แล้ว แต่เป็นเทคโนโลยี ADSL ให้ความเร็วได้สูงสุดเพียง 1 เมกกะบิตเท่านั้น ซึ่งถ้ารมว.ไอซีทีอยากให้มีความเร็วขั้นต่ำ 2 เมกกะบิต ก้ต้องเปลี่ยนสายทองแดง โดยตอนนี้ ทีโอทีก็พิจารณาอยู่ว่า จะใช้เป็นระบบผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ ไว-ไฟ ไวแม็กซ์ ส่วนเรื่องเงินไอซีที อาจต้องคุบกับคณะกรรมกรกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อนำมาสนับสนุนให้เป็นโครงการในส่วนของยูเอสโอ”





